‘ดุสิตโพล’ชี้ปชช.86% หนุนใช้ม.44 ปราบทุจริต 82% แนะ’บิ๊กตู่’ใช้อำนาจโปร่งใส

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,180 คน ระหว่างวันที่ 20-24 กุมภาพันธ์ จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อสร้างความปรองดอง รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงระงับและป้องกันปราบปรามการกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น เมื่อถามว่าการใช้มาตรา 44 เรื่องใดที่ถูกใจประชาชนมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ปราบทุจริตคอรัปชั่น 86.61 % อันดับ 2 ปราบมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล 80.68 % อันดับ 3 ปราบยาเสพติด 74.83 % อันดับ 4 การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ 72.03 % อันดับ 5 จัดระเบียบสังคม 68.47 % เมื่อถามว่านอกจากการใช้มาตรา […]

‘คณะสงฆ์จ.เชียงใหม่’ ร้อง’บิ๊กตู่’ยกเลิกม.44 ค้น’วัดพระธรรมกาย’

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พระเทพมังคลาจารย์ กิตติโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อ.แม่อาย พร้อมด้วยกลุ่มพระสงฆ์ประมาณ 300 รูป และประชาชนประมาณ 50 คน ในนามศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ายื่นหนังสือขอบิณฑบาต ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยกเลิกการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ซึ่งการประกาศใช้มาตรา 44 มีผลให้เกิดเหตุปะทะกับผู้บริสุทธิ์ และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อจิตใจของชาวพุทธ และภาพลักษณ์การใช้ความรุนแรงของกองทัพต่อพุทธบริษัท โดยมีนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบหนังสือ

‘ราชกิจจาฯ’เผยประกาศป.ป.ช. ให้’ผู้ว่าแบงก์ชาติ-เลขาฯก.ล.ต.’ยื่น’บัญชีทรัพย์สิน’

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง(ฉบับที่2) พ.ศ.2560 ระบุว่า ด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 กําหนดนิยามคําว่า “ผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง”หมายความว่า ผู้ดํารงตําแหน่งกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้กําหนดตําแหน่งตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กําหนดตําแหน่งกรรมการและผู้บริหารหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2555 โดยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นสมควรกําหนดตําแหน่งกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงเพิ่มเติม อาศัยอํานาจตามความในมาตรา5 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงออกประกาศ ดังนี้ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น 3. และ […]

‘คสช.’แจงส่งทหารช่วยป้อง’มือที่ 3′ ป่วนค้น’วัดพระธรรมกาย’

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชากาทหารบก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ปฏิบัติหน้าที่บริเวณวัดพระธรรมกาย ว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหารยังไม่มีการเข้าไปข้างใน ยังคงสนับสนุน กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจอยู่บริเวณพื้นที่ด้านนอก ที่ผ่านมามีแต่พระวัดธรรมกาย และกลุ่มลูกศิษย์ ที่พยายามบุกกระแสให้ลูกศิษย์ออกมาเผชิญหน้ากับทางเจ้าหน้าที่บริเวณด้านนอก ขอยืนยันการปฏิบัติงานของทางทหาร ยังเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และอยู่ในกรอบที่ผู้บังคับบัญชาได้ให้ไว้ เพื่อควบคุมพื้นที่โดยรอบให้เกิดความเรียบร้อยป้องกันไม่ให้กลุ่มหรือบุคคลใด ที่ไม่หวังดีมาทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย ยืนยันว่าไม่มีการใช้ความรุนแรง ที่สำคัญทางเจ้าหน้าที่พยายามดูแลกันในฐานะพี่น้องคนไทย และเพื่อนพุทธศาสนิกชนด้วยกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีหยิบยกไปบิดเบือนสร้างเป็นเงื่อนไขทำลายความน่าเชื่อถือคสช.และรัฐบาลในมุมต่างๆได้ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ของ ดีเอสไอ และ ตำรวจ เป็นการปฏิบัติการที่มีเป้าหมายต่อบุคคลที่มีหมายตามกลไกกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายไม่ใช่ต้องการกระทำต่อองค์กร ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือองค์กรศาสนาแต่อย่างใด ขอสังคมได้พิจารณาและใช้วิจารณญาณที่เป็นกลาง กรณีนี้เป็นเรื่องของบุคคลกลุ่มบุคคลที่อาจกระทำผิดกฎหมายไปเกี่ยวโยงกับคดีที่สร้างความเสียหายมีประชาชนหรือผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ความเสียหายนั้นๆ คล้ายเป็นการละเมิดสินทรัพย์ผู้อื่นมีจำนวนถึงหลายร้อยหลายพันคน ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ใช้เป็นกลไกให้ทุกฝ่ายได้มาพิสูจน์แก้ต่างกันตามหลักสากล ไม่ใช่กระบวนการที่ใครคนหนึ่งคนใดจะไปคิดขึ้นเอง ขอให้มั่นใจว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หากทุกส่วนให้ความร่วมมือ และปฎิบัติตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่ การพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมจะ เดินหน้าไปได้ และจะสามารถทำให้สังคมเกิดความกระจ่างในทุกด้าน

‘ตร.สันติบาล’ ทำเนียบ ซ้อมยุทธวิธี ‘รับมือม็อบ’

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังจากที่มีผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการดังกล่าวด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมขึ้นนั้น ในวันเดียวกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาลจำนวน 1 กองร้อย ได้ทำการฝึกซ้อมทบทวนยุทธวิธีภาคทฤษฎี และซ้อมภาคปฏิบัติบริเวณลานจอดรถด้านข้างอาคารกองรักษาการณ์ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์กรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนมบุกรุกเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.เกียรติ กาบบัว ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการสันติบาล 3 กล่าวว่า การฝึกซ้อมดังกล่าวเป็นนโยบายจาก พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในทำเนียบรัฐบาลได้ฝึกซ้อมทบทวนยุทธวิธีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความระมัดระวังและมั่นใจในการปฎิบัติหน้าที่ พร้อมที่จะรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมทุกรูปแบบ โดยจำลองเหตุการณ์ถูกผู้ชุมนุมทำร้ายร่างกาย การรับมือผู้ชุมนุมที่มีอาวุธ ตลอดจนระงับเหตุด้วยมือเปล่า ฯลฯ หากมีการบุกเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกของการฝึกทบทวน และจะทำการซ้อมทบทวนในวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์

‘ผอ.แอมเนสตี้’แจงสื่อสารคลาดเคลื่อน ปมป้อง’วัดพระธรรมกาย’

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวระบุว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้การสนับสนุนและยืนหยัดร่วมกับวัดพระธรรมกาย พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน แอมเนสตี้ได้รับการติดต่อทางอีเมล์จากฝ่ายสำนักสื่อสารองค์กรของวัดพระธรรมกายจริง และได้ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ โดยระบุว่าทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลตระหนักและกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้แจ้งข้อมูลว่าทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งส่งลิงค์แถลงการณ์ดังกล่าวของศูนย์ทนายเพื่อความสิทธิมนุษยชนไป ดังนั้น ทางองค์กรขอชี้แจ้งว่าแถลงการณ์ที่ทางพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกายกล่าวถึง เป็นแถลงการณ์จากศูนย์ทนายเท่านั้น ไม่ได้เป็นแถลงการณ์ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยแต่อย่างใด

‘บิ๊กเจี๊ยบ’พร้อมส่ง’ปจว.’หนุนค้น’วัดพระธรรมกาย’ ถามกลับไม่ให้ค้นมีอะไร’ซ่อนอยู่หรือไม่’

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(นสศ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความเหมาะสมที่จะใช้หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยา(ปจว.) ในการปฏิบัติงานในการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ว่า ตามกรอบการทำงานตอนนี้เป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ดำเนินการอยู่ ส่วนทหารมีการประชุม พร้อมสรุปสถานการณ์ประจำวันว่าเป็นอย่างไร ถ้าร้องขอมาทางเราก็พร้อมสนับสนุน โดยบริเวณดังกล่าวที่ทหารปฏิบัติงานเป็นพื้นที่นอกวัด ไม่ใช่พื้นที่ในวัด ทหารต้องการไปทำภารกิจหน้าที่ในการควบคุมพื้นที่ เพราะกังวลว่าจะมีมือที่สามเข้ามาก่อกวน สร้างสถานการณ์ เพราะฉะนั้นทหารต้องดูแลพื้นที่ให้เข้มงวดมากขึ้น หากมีการต่อต้านเราใช้หลักคิดว่ายอมเสียเวลาเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และปะทะกัน เมื่อถามว่าการนำทหารไปเผชิญหน้ากับพระจะเป็นภาพลักษณ์ไม่ดีหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่นอกวัด ณ เวลานั้น ทางกองบก.ควบคุมสถานการณ์ ได้พิจารณาต้องว่าไปตามนั้นจะมีข้อดีข้อเสียงบ้าง ไม่ใช่จะแข็งไปตลอด แต่แผนเราจะมีการปรับไปแต่ละวัน จะมีการยืดหยุ่นกันไปมา ขณะที่ประเด็นศิษยานุศิษย์จะนำเรื่องนี้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)นั้น คิดว่าก็เป็นเรื่องของศิษย์วัดพระธรรมกาย ส่วนการปฏิบัติงานที่เยื้อเยื้อมาหลายวันนั้น มองว่าขอให้มีความอดทน ตามที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ไว้แล้วต้องอดทน และพยายาม ดำรงความมุ่งในการบังคับใช้กฎหมายดังนั้นต้องยืนหยัดเหมือนเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียเลือดเนื้อ “ผมเคยบอกไว้แล้ว ระหว่างความเชื่อกับหลักข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย สังคมจะเอาตรงไหนเป็นหลัก สังคมจะยืนอยู่ได้ด้วยความเชื่อหรือจะยืนบนกฎหมาย เวลานี้ต้องพยายามทำความเข้าใจ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง โดยเฉพาะพวกที่ต้องการสร้างความรุนแรง […]

‘พท.’ชี้ไม่เกินคาด ‘7 สนช.โดดร่ม’ไม่ผิด จี้’ไขก๊อก’ตั้งคนมีเวลาทำหน้าที่แทน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงผลการสอบจริยธรรม 7 สนช. ไม่มีความผิดว่า โดยหลักแล้วหากเป็นสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ลาขนาดนี้ถือว่าขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่สำหรับเรื่องนี้เราก็คิดอยู่แล้วว่าผลออกมาจะต้องไม่ผิด เพื่อภาพของสนช. จะได้ดูเป็นคนดี แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สนช.ทั้ง 7 ท่าน ต้องแสดงความรับผิดชอบ หากรู้ว่าตัวเองมีภาระหน้าที่อื่นที่ต้องทำและสำคัญกว่าการทำหน้าที่สนช.ในสภา ก็ควรลาออกไปทำหน้าที่นั้นเสีย เพราะมีคนอื่นอีกมากมายที่สามารถตั้งขึ้นมามาทำงานแทนได้ ดีกว่าให้สังคมคลางแคลงใจ ภาพตอนนี้คือสนช. ไม่รับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชนผู้เสียภาษีเลย ตั้งแต่นี้หากจะมาชี้นิ้วใส่นักการเมืองว่าอย่างโน้น อย่างนี้ ก็คิดดูให้ดีๆก่อนก็แล้วกัน

เปิดชื่อ ‘4 ใน 7 สนช.’ ลงมติไม่ถึงเกณฑ์ ‘บิ๊กติ๊ก’รอด เลขาฯวุฒิแจง ‘ยื่นลาถูก’ ไม่หลุดเก้าอี้

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา นางวรารัตน์ อติแพทย์ เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แถลงว่า ได้รับมอบหมายจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ให้มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการลงมติของสมาชิก 7 สนช. เพราะสำนักเลขาธิการจะต้องรวบรวมสถิติและประมวลผล การลงมติของสมาชิกสนช.อยู่แล้ว เพื่อส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และกระทรวงการคลังตรวจสอบทุกปีอยู่แล้ว จากสถิติการลงมติในรอบปี 2559 ตั้งวันที่ 1 มีนาคม -31 ธันวาคม 2559 มีการลงมติจำนวน 1,264 ครั้ง ซึ่งสมาชิกจะต้องลงมติไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 421 ครั้ง เพราะไม่ถึงจะส่งผลต่อสมาชิกภาพ จากการตรวจสอบพบว่า มีสมาชิกท่านหนึ่งมีการลงมติ 398 ครั้ง ซึ่งถือว่าไม่ถึง 1 ใน 3 แต่มีการลาการลงมติ 866 ครั้ง อย่างไรก็ตามมีการลาประชุมอย่างถูกต้องจึงไม่นับว่าเป็นการขาดการลงมติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการแถลงข่าวได้มีการแจกเอกสารสถิติการลงมติสมาชิกสนช.ทั้ง 7 คน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม […]