ผู้เชี่ยวชาญ กม.ฟันธงกรณี ด.ช.หม่อง มท.มีอำนาจเข้า-ออก ปท. ทำพาสปอร์ตไปญี่ปุ่นได้

วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 16:14:36 น.


เด็กชายหม่อง ทองดี


ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายฟันธงรัฐมนตรีมหาดไทยมีอำนาจอนุญาตให้ ด.ช.หม่อง ทองดี เข้า-ออกประเทศไทย สามารถรับรองให้กระทรวงการต่างประเทศออหนังสือเดืนทางไปญี่ปุ่นได้

 

 

หมายเหตุ : "มติชนออนไลน์"-รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ คณะทำงานโครงการบางกอกคลินิกฯเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายโดยสถานะและสิทธิบุคคล ได้ทำความเห็นทางกฎหมายกรณีในกรณีปัญหาสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศของเด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งเป็นคนไร้สัญชาติประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสำเนาถึงนายกรัฐมนตรี

 

------------------------------------------------

เนื่องจากจากดิฉันได้รัมอบหมายจากคุณศุภชัย ใจสมุทรให้ทำความเห็นทางกฎหมายในกรณีปัญหาสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศของเด็กชายหม่อง ทองดี เพอื่ เสนอต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโดยขอ้ เท็จจริงตามบันทึกรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือทาง กฎหมายแก่เด็กชายหม่อง ทองดีลงวันท ี่ 1  กันยายน พ.ศ.2552 โดยนางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ ทนายความวิชาชีพประจำโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดิฉันจึงขอ มีความเห็นทางกฎหมายดังต่อไปนี้


(1.) เด็กชายหม่องมีสิทธิเดินทางออกไปจากประเทศไทยเพอื่ ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ ?

 

 

หากฟังว่า เด็กชายหม่อง ทองดีเป็ นคนสัญชาติไทย สิทธิในการเดินทางเข้าออกจากประเทศไทย ย่อมเป็ นไปตามมาตรา 34 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่หากฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเดินทางเข้าออกจากประเทศไทย ย่อมเป็ นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่ง อาจจะเป็ น มาตรา 12  หรือ13  หรือ 15 หรือ 17  ทั้งนี้ ตามแต่สถานะบุคคลที่ด็กชายหม่องเป็นอยู่


ดังนั้น จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า เด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ? หากพบว่า เด็กชายหม่องเป็นคนต่างด้าวก็ต้องงพิจารณาต่อไปอีกว่า เด็กชายหม่องมีสถานะเป็ นคนต่างด้าวประเภทใด ?


(2.) สถานบุคคลตามกฎหมายไทยของเด็กชายหม่อง ทองดี


2.1. เด็กชายหม่องไม่มีสิทธิในสัญชาติในขณะที่กิด

 

เด็กชายหม่อง ทองดีไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด เพราะเกิดทบ้านต้นโชค หมูที่  5  ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2  พฤษภาคม 2540 จากบิดาและมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร (ปรากฏตามหนังสือรับรองสถานที่เกิด ลงวันที่ 15  ตุลาคม พ.ศ.2551  ออกโดยอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่) ทั้งนี้เป็นไปภายใต ้ มาตรา 7  ทวิ วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508  ซงึ่ ถูกแกไข้ ขและเพิ่ม เติม โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2535


2.2 เด็กชายหม่องถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายในตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 


นอกจากนั้น เมื่อฟังว่า เด็กชายหม่องไม่มีสัญชาติไทย จึงถูกมาตรา7 ทวิ วรรค 3 ถือให้เป็น "ผู้ที่เข้ามาอยู่ใ นราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น”


แต่สถานะคนต่างด้าวเข้า เมืองผิดกฎหมายของเด็กชายหม่องสิ้น สุดลงโดยผลของมาตรา 7  แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับท ี่ 4 ) พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551


2.3  ฐานะการอยู่ของเด็กชายหม่องตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่  28  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นไปตามกฎกระทรวงตามมาตรา 7 ทวิ ววรค 3 ซึ่งยังร่างไม่เสร็จ


โดยหลักกฎหมายสัญชาติไทยปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2552  บัญญัติให้นำมาตรา7  ทวิ วรรค 3  ใหม่ มาใช้บังคับแทน มาตรา 7 ทวิ วรรค 3เก่า4อันหมายความว่า เด็กชายหม่องไม่อาจถูกถือว่า เป็นคนผิดกฎหมายคนเข้าเมืองอีกต่อไป


“ฐานะการอยู่” ของเด็กชายหม่องซึ่ง เกิดในประเทศไทยย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงซึ่งกำลังยกร่างในกระทรวงมหาดไทย แต่อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงนี้ไ ม่อาจบัญญัติกำหนดฐานะการอยุ่ข องเด็กชายหม่องให้ขัดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน


จึงสรุปได้ว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่องเกิดในประเทศไทย จึงไม่อาจตกเป็นคนเข้า เมืองผิดกฎหมาย เพราะโดยหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน บุคคลไม่อาจถูกลงโทษในความผิดกฎหมายอาญาในการกระทำที่บุคคลมิได้ ระทำ

 

2.4 เด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ (Nationality – less Person)


เมื่อไม่ปรากฏว่า นายยุ้น นางมอย และเด็กชายหม่อง ทองดี ได้รับการพิสูจน์สัญชาติพม่า แม้อำเภอสันทรายจะระบุใน ท.ร.38/1 ว่า บุคคลทั้งสามเป็ น “คนสัญชาติพม่า” ก็ไม่ทำให้บุคคล ทั้งสามมีสถานะเป็นคนสัญชาติพม่าและปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุพการีของเด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่จากรัฐฉาน ความเป็นไปได้ในการพิสูจน์สัญชาติพม่าก็อาจเป็นปัญหาสำหรับคนชาติพันธุ์นี้ เนื่องจากเป็นชาติพันธุ์ทยังมีการสู้ รับกับกองทหารของรัฐบาลพม่า


จึงสรุปได้ว่า เด็กชายหม่อง ตลอดจนบุพการี ยังประสบความไร้สัญชาติ หรือความไร้รัฐ  เจ้าของสัญชาติ ไม่อาจกล่าวอ้างว่า เขาเป็นคนสัญชาติพม่า ตราบเท่าที่ยังไม่มีการพิสูจน์สัญชาติพม่า และไม่มีสัญชาติไทยของรัฐของดินแดนที่เกิดของเด็กชายหม่อง เขาจึงมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ


2.5  เด็กชายหม่องไม่ประสบปัญหาคนไร้รัฐ (Stateless Person)

 

 แต่เด็กชายหม่องไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐหรือความไร้รัฐเจ้า ของทะเบียนราษฎร ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลไทยโดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้บันทึกชื่อ เด็กชายหม่องใน 2  ทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร กล่าวคือ


ทะเบียนประวัติแรก ก็คือ การที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่อง ในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว (ท.ร.38/1) ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการกระทำนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีว่า
ด้วยแรงงานต่างด้าวตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา และทะเบียนประวัติที่สอง ก็คือ การที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ราษฎร (ท.ร.38 ก) ในทะเบียนประวัติเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.2548 จนถึงปัจจุบัน


ทั้งนี้ การกระทำนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 อันที่จะมุ่งให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษรหลายฉบับในเรื่องการขจัดปัญหาความไร้รัฐให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยเฉพาะ (1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุยชน ค.ศ.1948 (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และ (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966


2.6  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอำนาจในการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี

 

ในส่วนประเด็นการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่เด็กชายหม่องโดยการให้สัญชาติไทยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาจใช้อำนาจตาม มาตรา 7 ทวิ วรรค 2  ใหม่ เพื่ออนุญาตให้สัญชาติไทยแก่เด็กชายหม่อง ทั้งนี้ เพราะยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548  กำหนดสำหรับ “กรณีบุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ” ว่า รัฐบาลมีนโยบาย “ให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต รวมทั้งได้ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาและมีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือเป็นบุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ”


จึงสรุปได้ต่อไปว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่องไร้สัญชาติ และเป็น “บุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ” ตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 รัฐมนตรีก็มีอำนาจอนุญาตให้สัญชาติไทยแก่เด็กชายหม่อง

 

(3.) เหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ผลักดันบุพการีของเด็กชายหม่อง ทองดีออกจากประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538


เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายยุ้นและนางมอย ทองดี ซึ่งเป็นบุพการีของเด็กชายหม่อง เป็นชาวไทยใหญ่ จากบ้านน้ำจ่าง รัฐฉาน ประเทศพม่า ได้หนีภัยความตายจากรัฐฉานซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบระหว่างทหารของรัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า การผลักดันครอบครัวของเด็กชายหม่องออกไปจากประเทศไทยจะเป็นการเสี่ยงภัยความตาย และเป็นการขัดต่อหลักการเคารพสิทธิในชีวิตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ข้อ 3 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ และข้อ ๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมืองค.ศ.1966 ซึ่งผูกพันประเทศไทยในสถานะกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งบัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ดังนั้น จึงไม่มีการผลักดันครอบครัวทองดีออกไปจากประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538  จนถึงปัจจุบัน


ในช่วงแรกของการเข้ามาในประเทศไทย บุพการีของเด็กชายหม่องทำงานสวนในสวนลิ้นจี่ แถวบ้านเช่า หลังจากมารดาคลอดเด็กชายหม่องแล้ว จึงเห็นว่ารายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอ จึงย้ายครอบครัวไปรับจ้างก่อสร้างแถวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเช่า เลขที่ 36 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


ส่วนเด็กชายหม่องก็ได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และปัจจุบัน ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4การให้ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดีออกไปจากประเทศไทย ย่อมทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต่อเมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ภัยต่อชีวิตนั้นไม่มีอยู่ในพื้นที่ที่ส่งออกไป


แต่อย่างไรก็ตาม ฟังได้ต่อไปว่า ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดีในปัจจุบันมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมืองในประเทศไทยตามนโยบายต่อมาของรัฐบาลไทย


(4.) สถานะความเป็นแรงงานต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.38/1 ของเด็กชายหม่อง ทองดี และครอบครัว


เนื่องจากรัฐบาลไทยใน พ.ศ.2537 ได้มีนโยบายผ่อนผันให้คนไร้รัฐจากประเทศพม่ามา แสดงตนเพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานที่ชอบด้วยกฎหมาย นายุ้นและนางมอย ทองดี จึงมาแสดงตนเป็น “แรงงานสัญชาติพม่า” และต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวอย่างถูกต้องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้บุคคลทั้งสองถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งเรียกทั่วไปว่า “ท.ร.38/1" และถือบัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งเรียกโดยทั่วไป “บัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” และมีเลขประจำตัว
ประชาชนตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทยขึ้นต้นด้วยเลข 00 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  และนโยบายของรัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวจากประเทศพม่าลาวกัมพูชา


ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ.2552 นายยุ้น นางมอย และเด็กชายหม่องจึงมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยตามกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งระยะเวลาการอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2550 เรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวได้กำหนดให้แรงงานต่างด้าวจากพม่าลาวกัมพูชามีสิทธิอาศัยในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553  และหากได้รับการพิสูจน์สัญชาติพม่าตาม MOU ระหว่างรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทย บุคคลทั้งสามจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยได้อีก 4 ปี


จะเห็นว่า เมื่อยังมิได้พิสูจน์สัญชาติพม่า เด็กชายหม่องและครอบครัวจึงไม่อาจมี “สถานะคนสัญชาติพม่าตามกฎหมายพม่า” การระบุในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จึงเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐบาลไทยโดยอำเภอสันทราย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล การกำหนดสิทธิในสัญชาติของรัฐใด ย่อมเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ดังนั้น การกำหนดให้สัญชาติพม่าโดยอำเภอสันทรายจึงไม่อาจมีผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายพม่า คนในครอบครัวทองดีจึงยังคงไร้รัฐเจ้าของสัญชาติอยู่ต่อไป


การกระทำของอำเภอสันทรายจึงมีผลให้คนในครอบครัวทองดีมีสถานะเป็น “คนในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย” พวกเขาจึงไม่ไร้รัฐ และรัฐไทยก็ได้ทำหน้าที่ตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะขจัดปัญหาความไร้รัฐให้แก่มนุษย์ในประเทศไทย ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 6 แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 และ ข้อ 16 แห่ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966  ซึ่งผูกพันประเทศในสถานะของกฎหมายระหว่างประเทศลายลักษณ์อักษร  โดยผลของเรื่อง แม้จะยังกล่าวอ้างไม่ได้ว่า โดยกฎหมายระหว่างประเทศ เด็กชายหม่อง และครอบครัวเป็นคนสัญชาติพม่า เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติพม่าตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า แต่โดยกฎหมายระหว่างประเทศ ก็กล่าวอ้างได้ว่า รัฐไทยเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State) ของเด็กชายหม่องและครอบครัวทองดี เพราะรัฐไทยได้ยอมรับบันทึกรับรองสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายของเด็กชายหม่องและครอบครัวในทะเบียนราษฎรของตน


ดังนั้น การออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) ของเด็กชายหม่อง ทองดี จึงเป็นหน้าที่ของรัฐไทย ซึ่งอำเภอสันทรายก็ได้ออกเอกสารพิสูจน์ตนเบื้องตนให้แก่เด็กชายหม่อง กล่าวคือ แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ท.ร.38/1 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2547 โดยมีเลขประจำตัวประชาชน 00 – 5080 – 100480 – 2  โดยอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับเด็กชายหม่อง ทองดี แต่มิได้ออกบัตรประจำตัวบุคคลให้


(5.) สถานะความเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร


ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.38 ก ของเด็กชายหม่อง ทองดี เนื่องจากรัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 มีนโยบายให้บันทึกคนไร้สัญชาติประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยของประเทศไทยในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภท “บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร” ซึ่งมักเรียกโดยทั่วไปว่า “ท.ร.38 ก” ดังนั้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ราษฎร (ท.ร.38 ก) ในทะเบียนประวัติเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2548


การกระทำ ดังกล่าวตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 มุ่งให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษรหลายฉบับในเรื่องการขจัดปัญหาความไร้รัฐให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยเฉพาะ (1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนค.ศ.1948 (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และ (3) กติการะหว่าง

 

ประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) ที่แสดงว่า เด็กชายหม่องเป็นบุคคลประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยของประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 ก็คือ บัตรประจำ ตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยกำ หนดให้เด็กชายหม่องมีเลขประจำ ตัวประชาชน 0-5001-89000-94-1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ออกบัตรดังกล่าวให้แก่เด็กชายหม่องเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2550 และบัตรดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2560


(6.) เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) สำหรับเด็กชายหม่องเพื่อเข้าแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 ณ เมืองชิบะประเทศญี่ปุ่น


เมื่อเด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ซึ่งถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ทั้งประเภท ท.ร.38/1 และ ท.ร.38 ก รัฐไทยจึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของเด็กชายหม่อง ทองดี อันทำให้มีอำนาจหน้าที่ออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล(Identification Paper) ให้แก่เด็กชายหม่อง ทั้งในขณะที่อาศัยในประเทศไทยหรือเดินทางออกไปในต่างประเทศการทำเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) สำหรับคนต่างด้าวในทะเบียน


ราษฎรของรัฐไทยเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “เอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens)” วิธีปฏิบัติการเพื่อทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ก็คือ (1) คนต่างด้าวไร้ สัญชาติทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความอนุเคราะห์พิจารณาการอนุญาตเดินทางออกนอกประเทศและเดินทางกลับเข้าประเทศ (2) กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าวสำหรับคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย


โดยปกติประเพณีการประสานงานเพื่อทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าว หน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่ประสานงานกับคนต่างด้าวไร้สัญชาติผู้ร้องขอสิทธิเดินทาง ก็คือ (1) ส่วนประสานราชการ สำนักงานกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง (2) กองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และ (3) กองตรวจลงตราและเอกสารเดินทางคนต่างด้าวกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ


(7.) ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการอนุญาตให้สิทธิเดินทางออกนอกประเทศไทยแก่เด็กชายหม่อง


เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเข้าเมืองและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  และเมื่อฟังได้ว่า เด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรไทยที่มีสิทธิอาศัยตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งรักษาการตามกฎหมายนี้ ย่อมมีอำนาจหน้าที่จะอนุญาตให้สิทธิเดินทางเข้าและออกประเทศไทยได้อย่างแน่นอน


(8.) สิทธิมนุษยชนของเด็กที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติในประเทศไทย


ดังที่มีข่าวว่า จะมีการปฏิเสธสิทธิเดินทางไปญี่ปุ่นแก่เด็กชายหม่อง ด้วยเหตุที่เป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวนั้น ย่อมจะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเด็กด้วยเหตุที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989  และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 ตลอดจนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

 

 

 


 


 








อ.นิติฯมธ.แนะแก้ปมน้องหม่องให้ดูสถานะนักเรียนไม่ใช่ลูกต่างด้าว
บัวแก้วยืนยันออกพาสปอร์ตชั่วคราวอายุ 1 ปีให้"น้องหม่อง"ได้
มท.1บอก"น้องหม่อง"ต้องไปแข่งขันเครื่องบินพับในนามตัวแทน"พม่า"
บัวแก้วยืนยันออกพาสปอร์ตชั่วคราว"น้องหม่อง"1ปี มท.1บอกไปแข่งนเครื่องบินพับนามตัวแทน"พม่า"
ผู้ว่าฯเชียงใหม่อนุมัติ"น้องหม่อง" ออกนอกพท.ได้ ครูจองตั๋ว"วันทูโก"เข้ากรุงขออนุญาตมท.บินญี่ปุ่น

ผลบอล ลาลีกา สเปน 25 ต.ค. 57
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันที่ 25 ต.ค.57
ยั่วนำลายแฟนๆ บิ๊กไบค์ เอ็มวี ออกุสต้า บูทาเล่ ...แฮนด์เมดพันธุ์อิตาลี
ผลฟุตบอลลาลีกา สเปน วันที่ 24 ต.ค.57
ทีฟาล์ว สานต่อโครงการ ‘ทีฟาล์ว เก่าแลกใหม่’ กับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
เชิญชาวค่ายจุฬาฯ ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ 2 พ.ย.นี้
สร้างแรงบันดาลใจให้คุณกล้าหลุดออกจากกรอบชีวิตแบบเดิม
“ศิลป์แผ่นดิน” สมบัติศิลป์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
@skinexercise ชวนหนุ่มสาวเมอร์เซเดส-เบนซ์ ฝึกศิลปะป้องกันตัว
"ชูวิทย์" ส่งตรงจากอเมริกา "เรื่องเศร้า ตำรวจไทย" "เกาะเต่า" และ "การแทงข้างหลัง"
โสภณ พรโชคชัย : ข้าราชการคนหนึ่งพึงมีทรัพย์เท่าไหร่
"ส.ศิวรักษ์"เขียน"จดหมายรักถึงเผด็จการ" ห่วงปฏิรูปเหลว รอบข้างมีแต่คนใกล้ชิด"ทักษิณ"
คำปราศรัย 38 ปีที่แล้วของ "จาตุรนต์" กับบทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้ในเหตุการณ์ "6 ตุลาฯ 2519"
"ชูวิทย์" เหน็บ "แนวคิด 1 จังหวัด 1 ส.ส."...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...ไม่ต้องมีนักการเมืองไปเลย