กลายเป็นคนดังไปโดยปริยายกับ "น้องหม่อง" หรือ ด.ช.หม่อง ทองดี ลูกแรงงานต่างด้าว ที่บินไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยไกลถึงแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยการคว้ารางวัลที่ 3 ประเภทบุคคลเยาวชนชายอายุไม่เกิน 12 ปี จากการร่อนเครื่องบินกระดาษนาน 10.53 วินาที ที่เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น
มาวันนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตของ "หม่อง" เปลี่ยนไป จากเด็กลูกคนงานก่อสร้าง กลายเป็น "น้องหม่อง" ขวัญใจเด็กๆ และลุงป้า น้า อาทุกคน ไปที่ไหนใครก็ต่างหยิบยื่นกระดาษเพื่อขอให้พับกระดาษโชว์หรือร่อนเครื่องบินให้ดูบ้าง เรียกว่าพับกันจนเมื่อยมือ ปากันจนเมื่อยแขนเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือความสุภาพเรียบร้อย และความอ่อนน้อมที่ยังคงเหมือนเดิม
เช้าวันที่ 22 กันยายน หลังเดินทางกลับจากญี่ปุ่นหมาดๆ "น้องหม่อง" พร้อมคณะ ทั้งคุณครูและคุณพ่อได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์มติชน ที่ช่วยผลักดันให้สามารถเดินทางไปแข่งที่ญี่ปุ่นจนได้
น้องหม่อง กล่าวด้วยท่าทีที่สุภาพเช่นเดิมว่า ขอขอบคุณพี่ๆ สื่อที่ช่วยลงข่าวจนได้ไปแข่งที่ญี่ปุ่น การเดินทางก็สนุกดี อาหารก็อร่อย กินได้
เมื่อถามถึงนาทีที่ไปร่วมแข่งขันระดับโลก เจ้าตัวเผยว่า รู้สึกตื่นเต้นมาก ตอนซ้อมทำได้ดีนานถึง 16.45 วินาที แต่ปรากฏว่าตอนแข่งทำเวลาได้น้อยกว่า ก็เลยได้ที่ 3 มา มีช่วงหนึ่งตอนปาไปหัวมันเริ่มตก วนกลับมา ช่วงนั้นใจแป่วไปเลย แต่ก็ดีใจที่สามารถทำจนสำเร็จได้รางวัลที่ 3 กลับบ้าน
"ตอนแข่งก็ตื่นเต้นมาก แต่พอรู้ว่าชนะก็ดีใจมาก นึกถึงพ่อแม่ ครู แล้วก็ในหลวงด้วย" น้องหม่องกล่าว พอถามถึงเรื่องที่จะบวชถวายในหลวง น้องหม่องกล่าวว่า "อยากให้ท่านหายป่วย ก็ถามพ่อว่าจะทำยังไงดี พ่อก็แนะนำว่าให้ไปบวชจะได้บุญแรง ก็เลยอยากจะไปบวชเพื่อทดแทนคุณพระองค์"
"ยุ้น ทองดี" คุณพ่อ กล่าวเสริมว่า ดีใจมากที่ลูกได้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กับชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเด็กไร้สัญชาติกลายเป็นขวัญใจคนไทยในชั่วพริบตา น้องหม่อง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า มีคนรู้จักมากขึ้น ไปไหนใครก็ขอให้พับกระดาษให้
ด้วยความเป็นเด็กพูดน้อย อ.ดวงฤทธิ์ เกติมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย จึงช่วยกล่าวเพิ่มให้ว่า การแข่งขันที่นั่นเป็นในลักษณะทัวร์นาเมนต์ คือมีการแบ่งสายแล้วจับคู่แข่งกันแบบน็อคเอาท์ ทำให้มีความกดดันมากว่าเราอาจจะตกรอบได้ทุกเมื่อ แล้วมีความรู้สึกกดดันมากเพราะสื่อต่างจับตาและให้ความสนใจเป็นพิเศษ ไม่เฉพาะแต่สื่อไทย สื่อญี่ปุ่นก็เฝ้าติดตามเราเช่นกัน
"ตั้งแต่เครื่องลงจอดสนามบินแล้วครับ ทางพนักงานบนเครื่องบอกขอให้เราลงเป็นกลุ่มสุดท้าย เราก็งง ถามว่าทำไม เค้าก็บอกว่า ตอนนี้มีสื่อมารอถ่ายรูปอยู่จำนวนมาก กลัวว่าจะไม่ได้ภาพสวย เลยขอให้เราลงเป็นชุดสุดท้าย ช่างภาพจะได้ถ่ายรูปได้ แล้วยิ่งตอนแข่งก็รุมถ่ายกันมาก ช่วงพับเครื่องบินแห่กันไปถ่าย ผมจะกันออกไปก็ไม่กล้ามันเยอะจริงๆ เพราะตอนนั้นเด็กเค้าต้องการสมาธิในการพับมากๆ แต่ก็ไล่ออกไปไม่ได้ เล่นเอาเสียสมาธิไปเหมือนกัน"
นอกจากนี้ อ.ดวงฤทธิ์ ยังได้แนะนำ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้สร้าง "หม่อง บินพับกระดาษ" ก็ว่าได้ นั่นคือ อ.อำนาจ กิตติจริยา อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ประจำโรงเรียนบ้านห้วยทราย กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า ความจริงการสอนพับเครื่องบินกระดาษแฝงไว้ด้วยหลักวิชาวิทยาศาสตร์โดยที่เด็กไม่รู้ตัว คือเป็นการฝึกให้เด็กคิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง ลองให้เด็กลองพับดูว่าพับอย่างนี้แล้วจะบินได้สูงไหม นานไหม ถ้าทำไม่ได้ให้มาถาม ซึ่งผลปรากฏว่าหม่องเค้ามีความใส่ใจมาก รู้จักที่จะถามแล้วนำไปแก้ไข ปรับปรุงผลงานจนทำได้โดดเด่นกว่าใคร
"ความจริงเราสอนเด็กทุกคนเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่ทำให้หม่องได้ไปแข่งเพราะว่า เค้าเป็นคนที่ช่างคิด ช่างถาม พอเค้าถามผมก็แนะนำให้โดยใส่คำถามกลับไปให้เค้าลองไปทดลองเอง อย่างทำไมมันถึงบินเอียง ผมก็ลองแนะนำถ้าอย่างนั้นพับปีกด้านข้างไหม ถ้าพับให้เท่ากันล่ะจะเกิดอะไร เค้าก็ลองไปทำดู ทำได้ก็ดีใจมาก รีบมาบอกผม ทำให้ผมเห็นแววว่าเด็กคนนี้ไปได้"
อ.อำนาจ ยังกล่าวด้วยว่า แล้วสิ่งหนึ่งที่ยังได้จากการพับกระดาษก็คือสมาธิ เห็นได้ชัดว่าหม่องเป็นเด็กที่มีสมาธิดีกว่าใคร เพราะการพับให้ได้ดีจะต้องใช้สมาธิสูง มือต้องนิ่งด้วย
"ผมคิดว่าถ้าเราฝึกเด็กให้รู้จักคิดเอง คือให้เค้าเป็นศูนย์กลาง รู้จักแก้ไขปัญหา แล้วตั้งสมมุติฐาน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ซึ่งตรงจุดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้"
เมื่อถามถึงกรณีขอสัญชาติไทยที่หลายฝ่ายมองว่าอาจจะทำได้เนื่องจากได้สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณให้กับประเทศ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. ขอชี้แจงในประเด็นนี้เองว่า ต้องมองย้อนไปถึงสมัย ร.5 ที่ท่านได้อนุญาตให้ชาวต่างชาติหลายคน ไม่ว่าจะฝรั่ง จีน แขก ที่ได้สร้างเกียรติคุณให้บ้านเมือง ท่านก็เห็นว่าคนเหล่านี้สมควรที่จะได้รับสัญชาติไทย มิเช่นนั้นคงจะไม่มีเยาวราชจนทุกวันนี้ ดังนั้น กฎหมายจึงมีช่องให้หม่องได้สัญชาติไทยแน่นอน ซึ่งสุดท้ายอยู่ที่ดุลพินิจของรมว.มหาดไทย ไม่ใช่นายกฯ อย่างที่เข้าใจกัน
"แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าหม่องจะได้สัญชาติไทยหรือไม่ เพียงแต่อยากให้มองเค้าในฐานะเด็กคนหนึ่ง ที่เป็นคนเก่ง ทำความดีให้กับประเทศ เราควรจะให้อะไรกับเค้าบ้างหรือไม่ หรือแม้แต่กับโรงเรียนบ้านห้วยทราย ครูอาจารย์ทุกคนที่นั่นน่าจะได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ โรงเรียนตัวอย่างมากกว่า เพราะถือเป็นโรงเรียนที่ดูแลเด็กตั้งแต่ที่บ้าน ใส่ใจและใกล้ชิดกับนักเรียนทุกคนซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจนแทบทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากให้รัฐบาลตระหนักในเรื่องนี้มากกว่าแค่เรื่องได้สัญชาติ"
เรื่องได้สัญชาติของ "น้องหม่อง" คงต้องติดตามต่อไปว่าจะลงเอยเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้มากกว่าแค่ส่งเด็กต่างด้าวไปญี่ปุ่นก็คือ แนวคิดเรื่องการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ให้เด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ หากแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง เชื่อว่า เราจะได้ "น้องหม่อง" อีกหลายคนทีเดียว