(หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 4 มกราคม 2553 เว็บไซต์มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่ออีกครั้งหนึ่ง)
ในที่สุด ก็ไม่มีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทย เพราะพระคุณเจ้าที่บวชให้ผู้หญิงในวัดไทยสาขาวัดป่าพง ในออสเตรเลีย ถูกขับออกไปจากสาขาของวัดป่าพง ส่วนคณะสงฆ์ไทยก็ประกาศไม่ยอมรับการอุปสมบทนั้น และยังถือว่าโชคดีที่ไม่ได้ขับพระคุณเจ้ารูปนั้นจากคณะสงฆ์ไทยเสียด้วย
ประตูที่ผู้หญิงจะได้บวชเป็นพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยเป็นอันปิดตาย
แต่นอกคณะสงฆ์ไทย ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทด้วยกัน ประตูดังกล่าวกลับกำลังเปิดกว้างขึ้นตามลำดับ มีพระภิกษุณีในลังกาแล้ว เป็นไปได้มากว่า คณะสงฆ์ลาวจะไม่ขัดข้องกับการบวชพระภิกษุณี เมื่อเกิดความต้องการในประเทศนั้นในภายหน้า เช่นเดียวกับคณะสงฆ์กัมพูชาและพม่า
คณะสงฆ์ไทยจะร่วมสังฆกรรมกับพระสงฆ์ลังกา, ลาว, กัมพูชา และพม่าได้หรือไม่ หากคณะสงฆ์ของประเทศเหล่านั้นล้วนมีภิกษุณีหมดแล้ว หรือจะร่วมสังฆกรรมได้เฉพาะพระภิกษุ แต่กีดกันมิให้พระภิกษุณีร่วมสังฆกรรมด้วย
เรื่องนี้ทำให้อดคิดถึงกรณีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัย ร.1 ไม่ได้ ภิกษุสามเณรของลาวซึ่งเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ ถูกตั้งข้อรังเกียจว่า เมื่อตอนขอบรรพชาอุปสมบทไม่ได้เปล่งคำบาลีได้ถูกต้อง (ตามสำเนียงไทย) จึงจำเป็นต้องให้ภิกษุสามเณรเหล่านั้นบรรพชาอุปสมบทใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มีรับสั่งว่า ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะการขอบวชนั้นมาจากเจตนา หากมีเจตนาที่จะขอบวชด้วยใจจริง แม้จะเปล่งคำบาลีไม่ตรงกับไทย ก็ไม่เป็นเครื่องกีดขวางให้ภิกษุสามเณรเหล่านั้นขาดจากความเป็นภิกษุสามเณรของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด
นี่คือจิตวิญญาณของผู้ตั้งราชวงศ์ใหม่ คือพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่ทิ้งหลักการสำคัญ ปราศจากจิตวิญญาณเช่นนั้น ราชวงศ์ใหม่คงไม่อยู่ยั่งยืนมาถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับสถาบันทั้งหลายที่จะดำรงรอดไปได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนรับสถานการณ์ใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งหลักการสำคัญเสมอไป ทำไม่ได้เมื่อไร ก็คาดได้เลยว่าสถาบันนั้นจะไม่สามารถดำรงความสำคัญในสังคมต่อไปได้นานนัก
อันที่จริง กรณีนี้มีความกำกวมบางอย่างซึ่งคณะสงฆ์ไทยอาจใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือการอุปสมบทภิกษุณีทำในต่างแดน แม้ทำในนามของคณะสงฆ์ไทยก็ตาม จะถือความกำกวมนี้เพื่อเป็นต้นทางของการปรับเปลี่ยนก็ได้ (โดยยังไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นปัญหาขัดแย้งในสังคม และโดยไม่มีใครเสียหน้า) นั่นคือถึงไม่ประกาศรับรอง แต่ก็ไม่แสดงการคัดค้านต่อต้าน ปล่อยให้เป็นกรณีที่จะสังเกตศึกษาปฏิกิริยาของสังคมไทย
การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เป็นไปตามโลกาธิปไตย แทนที่จะเป็นธรรมาธิปไตย เพราะอย่าลืมว่าโดยหลักการแล้ว การมีพระภิกษุณีเป็นส่วนหนึ่งของพุทธบริษัทนั้นไม่มีข้อขัดข้องอย่างใดในพุทธธรรมโดยสิ้นเชิง ที่ยังมีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยไม่ได้ เกิดจากการตีความกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้มี แทนที่จะอ่านกฎเกณฑ์เหล่านั้นอย่างที่เอื้อต่อหลักการ เพื่อให้มีพุทธบริษัทครบถ้วน
"คณะสงฆ์ไทย" ถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ.2445 ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแรก จุดมุ่งหมายก็คือต้องการใช้คณะสงฆ์เป็นเครื่องมือในการรวมศูนย์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น นับตั้งแต่แรก คณะสงฆ์ไทยจึงมีหน้าที่รับใช้รัฐนั้น กล่าวคือช่วยขยายอำนาจของรัฐไปยังท้องถิ่นห่างไกล และควบคุมพระสงฆ์หลากหลายนิกายและวัตรปฏิบัติที่มีอยู่ในสยามประเทศ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้การกำกับของรัฐอีกทีหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน คณะสงฆ์ภายใต้การนำของบุคคลที่มีการศึกษาดีสุดคนหนึ่งในสมัยนั้น คือสมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทำให้คณะสงฆ์ไทยเผชิญกับการท้าทายของยุคสมัยได้อย่างรู้เท่าทันพอสมควร นั่นคือทำให้คณะสงฆ์ไทยเป็นหลักของการตีความพระพุทธศาสนา ให้สอดคล้องกับระบบเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ ให้สมกับเป็นศาสนาของสยามอันเป็นรัฐสมัยใหม่รัฐหนึ่งของโลกยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม ครั้นมาถึงโลกยุคปัจจุบัน การท้าทายเก่าเช่นนั้นได้ยุติไปนานแล้ว เกิดคำท้าทายใหม่ๆ แก่ศาสนาต่างๆ ที่ยังดำรงอยู่ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของศาสนธรรมในโลกยุคปัจจุบัน
อาจสรุปคำท้าทายใหม่ที่มีนัยยะสำคัญ และศาสนาของโลกปัจจุบันต้องมีคำตอบ ได้ดังต่อไปนี้
1/ ความยากจนที่แผ่ขยายไปกว้างขวาง และการเอารัดเอาเปรียบกันในเชิงระบบ อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในอดีต
2/ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ขนาดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์แทบจะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้
3/ สำนึกที่แหลมคมและขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิทธิเสมอภาคระหว่างเพศ และระหว่างชาติพันธุ์กับวัฒนธรรมต่างๆ
4/ ความจำเป็นที่จะต้องมีสันติภาพถาวร ซึ่งตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและความไพบูลย์ร่วมกัน ในขณะเดียวกันบุคคลในอารยธรรมปัจจุบันก็เรียกร้องหาสันติภาพภายใน หรือความสงบภายในอีกด้วย
หากจะถามว่า คณะสงฆ์ไทยได้ทำอะไรเพื่อตอบสนองการท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ ในฐานะองค์กรศาสนา คำตอบคือไม่ได้ทำอะไรเลย
จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นหากมองไปถึงความเคลื่อนไหวทางศาสนาซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งหลายสำนักของพระพุทธศาสนาเองด้วย
นอกจากเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยแล้ว คณะสงฆ์คาทอลิกดูเหมือนจะมีสำนึกถึงปัญหาความยากจน และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างแหลมคม สองเรื่องนี้จะเป็นประเด็นหลักในเทศนาของสันตะปาปาต่อกันมาหลายองค์ สิทธิการบวชเป็นพระสงฆ์ของสตรีคาทอลิกและนักเทศน์ในนิกายแองกลิคัน (รวมถึงสิทธิของเพศที่สาม) เป็นประเด็นที่ศาสนิกถกเถียงกันไปทั่วโลก โดยองค์กรศาสนายอม "เปิด" ให้ประเด็นเหล่านี้ยังมีโอกาสของการโต้เถียงกันได้ แม้ว่าอาจไม่ยอมรับก็ตาม
องค์กรศาสนาเข้าไปมีบทบาทถ่วงอำนาจของระบอบเผด็จการ และพยายามเข้าไปแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ในกรณีพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ หลายครั้งหลายหน
กลับมาสู่คำถามเดิมว่า คณะสงฆ์ไทยรับการท้าทายใหม่ๆ ของโลกปัจจุบันเหล่านี้อย่างไร?
การดำรงอยู่ของศาสนาในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องยาก จริงอยู่มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนเดิม และยังคงต้องการคำตอบบางอย่างในชีวิตที่ไม่อาจหาได้ที่ไหนนอกจากในศาสนา แต่ทุกศาสนาดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะมีคำตอบเช่นนั้นเพียงอย่างเดียว ยังจำเป็นต้องมีคำตอบให้แก่ปัญหาที่ผู้คนเผชิญอยู่ในชีวิตจริงอีกมาก จะตอบปัญหาความยากจนแต่เพียงให้ขยันและอดออมอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ความยากจนที่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน จะบอกผู้หญิงที่มีสำนึกถึงสิทธิเสมอภาคระหว่างเพศแล้วว่า ผู้หญิงอาจบรรลุธรรมได้เท่ากับผู้ชาย เพียงแต่ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาวิถีดำรงชีวิตอย่างนักบวชได้เท่านั้น คำตอบเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นผู้ชายก็อาจบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องบวชเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะมีคณะสงฆ์เพื่ออะไร?
คณะสงฆ์ไทยนั้นเป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญของระบอบ "ขวา" ในเมืองไทย และเช่นเดียวกับสถาบันสำคัญอื่นๆ ของระบอบนี้ ต่างกำลังเผชิญกับการท้าทายใหม่ๆ เพราะสังคมเปลี่ยนไป และโลกเปลี่ยนไป สถาบันเหล่านี้ต้องปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้ แต่ดูเหมือนยังไม่มีสักสถาบันเดียวที่อาจปรับตัวได้ และผมได้เขียนถึงมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุน, พรรคการเมือง, อุดมการณ์ทางการเมือง, ระบบศีลธรรม, ระบบการศึกษา, วัฒนธรรมด้านอื่นๆ ฯลฯ
ระบอบ "ขวา" นั้นตั้งอยู่มานาน อีกทั้งมีความสืบเนื่องกับสิ่งที่บรรเจิดในอดีตหลายต่อหลายอย่าง เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยการรู้จักปรับตัวอย่างรู้ผ่อนหนักผ่อนเบา มีคนที่ฉลาดลึกซึ้งคอยเตือนสติ และสร้างฐานอุดมการณ์ไว้ให้
ภูมิปัญญาของระบอบ "ขวา" จะเหลืออยู่เพียงเสื้อสีเท่านั้นหรือ?