การแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา

วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:30:45 น.




คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย "นวลน้อย ตรีรัตน์"

จากการที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ยกเลิกโครงการสลาก 2 ตัว 3 ตัว ซึ่งจะจัดจำหน่ายผ่านเครื่องออนไลน์ ทำให้รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทเอกชน แนวทางหนึ่งที่มีการพูดถึงกันคือน่าจะนำมาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล มีการเสนอแนะด้วยว่าน่าจะมีผลดีอย่างอื่นด้วย คือเป็นการช่วยแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

 

ปัญหาการขายสลากกินแบ่งเกินราคาเป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลานาน สำนักงานสลากกินแบ่งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารกิจการสลากกินแบ่งทั้งหมด โดยมีขั้นตอนการทำงาน 4 ขั้นตอนหลักคือ

 

1) การพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล สลากพิเศษ และสิ่งพิมพ์อื่นๆ

2) การจำหน่ายสลาก

3) การออกรางวัล และ

4) การจ่ายรางวัล ขั้นตอนในการจำหน่ายสลาก น่าจะเป็นจุดอ่อนที่สุดของสำนักงานฯ เพราะปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคา เป็นปัญหาที่เกิดมานาน แต่สำนักงานสลากฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แต่อย่างใด

 

ในปัจจุบันการจำหน่ายสลากเกินราคา สูงถึง 25-50% และน่าจะเป็นสินค้าที่มีการจำหน่ายเกินราคาสูงที่สุดก็เป็นได้ทั้งที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดจำหน่ายคือหน่วยงานของรัฐเอง

 

ดังนั้น นอกจากปัญหาผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการมีสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการพนันประเภทหนึ่งแล้ว ปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการนี้ก็ถือเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงเช่นเดียวกัน

 

จากการศึกษาของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2546 ในประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ซึ่งประกอบด้วยการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้จำหน่ายสลาก ผู้ซื้อ และประชาชนทั่วไป การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ และการจัดระดมความคิดเห็น มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ เช่น

ปัญหาที่ทำให้เกิดการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ สะท้อนปัญหาในเรื่องนี้ทั้งที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน ตั้งแต่

 

1.สำหรับผู้ค้ารายย่อย ได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจัดจำหน่ายน้อยเกินไป ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาไม่มีเงินทุนมาซื้อ ส่วนลดหรือค่าตอบแทนค่อนข้างน้อย รายได้จึงไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และการจำหน่ายสลากมีความไม่แน่นอน อาจจะไม่สามารถจำหน่ายสลากฯได้หมด และขาดทุนได้ จึงต้องขายเกินราคา

2.เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะ เลขบางตัวหรือบางกลุ่มเป็นที่นิยมและต้องการซื้อสูง ในขณะที่เลขบางกลุ่มไม่เป็นที่ต้องการซื้อ

3.บางส่วนมองว่าเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นปัญหาการยินยอมของผู้ซื้อและผู้ขาย ทางราชการไม่ปราบปรามอย่างจริงจัง และหน่วยงานรัฐไม่มีกลไกในการควบคุมราคา

4.จำนวนสลากโดยรวมมีน้อยกว่าความต้องการของตลาด

5.ระบบการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และระบบโควต้า มีลักษณะกึ่งผูกขาด จึงทำให้มีการกระจายรายได้ออกไปสู่ผู้ขายรายย่อยน้อย ผู้ค้ารายย่อยรับสลากฯมาขายในราคาที่สูงกว่าราคาจำหน่ายที่กำหนดไว้อยู่แล้ว

 

ปัญหาในกระบวนการกำหนดราคาในแต่ละขั้นตอน ประกอบด้วย

 

1.การจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนใหญ่แล้วผ่านขั้นตอนมากเกินไป ประมาณ 3-4 ขั้นตอน ตั้งแต่

1.1 ผู้ได้รับโควต้าทั้งส่วนที่เป็นหน่วยราชการ องค์กร มูลนิธิ และบริษัทเอกชน ซึ่งผู้ได้รับโควต้าจำนวนมากไม่มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายรายย่อยเป็นของตนเอง

1.2 ผู้รวบรวมสลากกินแบ่ง จากผู้ได้รับโควต้าที่ไม่มีเครือข่ายการจัดจำหน่าย

1.3 ผู้ค้าส่ง ซึ่งเป็นรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูง

1.4 ผู้ค้าปลีกรายย่อย ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีเงินทุนน้อย ผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ได้รับสลากฯผ่านขั้นตอนเหล่านี้ มักจะได้ในราคาทุนที่เกินกว่าราคาจัดจำหน่ายตามกฎหมาย การส่งผ่านสลากกินแบ่งฯแต่ละขั้นจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2.ราคาสลากกินแบ่งฯในแต่ละงวด ขึ้นอยู่กับผู้เปิดตลาด ตลาด และผู้ซื้อ และกระแสความต้องการสลากฯ เป็นตัวกำหนด

 

นั่นหมายความว่า ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่มีอำนาจในการกำหนดราคาขายสลากในแต่ละงวด และจะมีการขายตามกันไป

งานวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ ต่อการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา พบว่ามีความคิดเห็นต่างๆ กัน เช่น การเพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาล การเพิ่มส่วนลดในการจัดจำหน่ายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ รัฐบาลและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดำเนินการควบคุมอย่างจริงจัง และมีบางความคิดเห็นให้จำหน่ายผ่านตู้อัตโนมัติหรือออนไลน์

 

แนวทางการเพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งมีผลให้ราคาสลากกินแบ่งฯอาจจะชะลอหรือลดลงเล็กน้อย ในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็จะกลับไปสูงอย่างเดิม หรือสูงกว่าเดิม

 

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลมีการพิมพ์สลากทั้งหมดประมาณ 36 ล้านฉบับ ราคาขายในตลาดในช่วงนั้นจะอยู่ที่ประมาณ คู่ละ 90 บาท ในปัจจุบันมีการพิมพ์สลากทั้งหมด 46 ล้านฉบับ ราคาขายในตลาดคู่ละ 100-120 บาท

 

ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการเพิ่มปริมาณสลากกินแบ่ง อาจจะไม่ใช่หนทางในการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา แต่อาจจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของตลาดสลากกินแบ่งมากขึ้น

 

และถ้าดูจากการนำส่งเงินรายได้แผ่นดินจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ในปี 2542 มีการนำส่ง 7,300 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2550 มีการนำส่งเป็นรายได้รัฐบาล 14,000 ล้านบาท

 

ข้อเสนอแนะในข้อ 3 ข้อหลัง ผู้เขียนคิดว่ามีความเกี่ยวพันกันค่อนข้างมาก และความเกี่ยวพันนั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานบริหารจัดการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

 

ระบบการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จัดจำหน่ายผ่านระบบโควต้า ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการ มูลนิธิ องค์กรการกุศลต่างๆ และบริษัทเอกชนรายใหญ่ เป็นระบบการจัดจำหน่ายที่แม้จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการของสำนักงานสลาก ที่ง่าย ต้นทุนถูก แต่ก็เป็นกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส และผลักภาระความรับผิดชอบ และยังปล่อยให้เกิดระบบกินหัวคิว และเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างมาก

 

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลควรจะต้องพยายามลดขั้นตอนการจัดจำหน่ายลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยเป็นการจัดสรรตรงจากสำนักงานสลากฯไปสู่ผู้ค้าปลีกรายย่อยทั้งหมด และต้องมีการลงทะเบียนผู้จำหน่ายทั้งหมดกับสำนักงานสลากกินแบ่ง (ถ้าคิดว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันประเภทหนึ่ง การควบคุมผู้ค้าเป็นเรื่องที่ประเทศที่การพนันถูกกฎหมายดำเนินการกันทั้งนั้น)

 

การดำเนินการนี้สามารถทำได้โดยที่ สำนักงานสลากกินแบ่งไม่ต้องขยายกำลังคนหรือต้องตั้งสำนักงานสาขาเพิ่มขึ้นเลย แต่อาจจะใช้บริการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศแล้วเป็นจุดในการส่งสลากกินแบ่งให้กับผู้ค้ารายย่อย

 

เพราะขณะนี้บริษัท ไปรษณีย์ไทยก็ดำเนินการขยายบริการมาถึงการเป็นตัวกลางในการส่งผ่านสินค้าเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น สำนักงานสลากกินแบ่งเป็นผู้รับผิดชอบ

 

ถ้าสามารถดำเนินการลดตัวกลางลงไปได้ ส่วนลดร้อยละ 9 ก็จะถึงมือของผู้ค้าปลีกรายย่อย และขณะเดียวกันยังสามารถจัดสรรจำนวนสลากให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยแต่ละรายเพิ่มมากขึ้นให้เพียงพอกับรายได้ในการเลี้ยงชีพ ส่วนประเด็นปัญหาเรื่องการจำหน่ายสลากฯไม่หมด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลควรจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเอง เช่นให้มีการคืนสลากได้ก่อนวันที่จะออกรางวัล

 

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหน่วยงานของรัฐ ในการดำเนินธุรกิจจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และหนึ่งในหลักธรรมาภิบาลก็คือจะต้องคุ้มครองผู้บริโภคหรือต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม

 

นอกจากนี้แล้ว สินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นสินค้าที่สามารถควบคุมได้ง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ เพราะมีหมายเลขกำกับ เมื่อใดพบว่ามีการจำหน่ายสลากฯเกินราคา สามารถรู้ได้ทันทีว่ามาจากผู้จำหน่ายรายใด มาตรการการลงโทษสามารถทำได้อย่างหลากหลาย เช่น ลดหรือยกเลิกการจัดสรร มิใช่เพียงปรับเท่านั้น

 

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสลากฯ อาจจะทำได้โดยเปลี่ยนเป็นระบบสลากล็อตโต แต่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องถกเถียงกัน คงไม่สามารถนำมาใช้ได้

 

ส่วนการนำตู้อัตโนมัติมาจัดจำหน่าย อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเกินราคาที่ชัดเจน แต่ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามว่า สลากฯที่จำหน่ายไม่ได้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

 

และปัญหาใหญ่ก็คือ จะกระทบกับผู้จัดจำหน่ายรายย่อยซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นราย และเป็นคนจนทั้งสิ้น รัฐบาลพร้อมที่จะรับมือกับเรื่องนี้หรือไม่








ซีพีเอฟ เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมงาน World Nutrition Forum 2014
‘โค้ก’ สร้างปรากฏการณ์สุขซ่ายิ่งใหญ่ ชวนชาวไทย “แชร์โค้ก แชร์ยิ้ม”
ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง เปิดตัว “ลักส์ ฟอร์เอเวอร์ คอลเลคชั่น”
บางกอกแอร์เวย์สจัดงานฉลองเปิดเส้นทางบินใหม่จากเชียงใหม่สู่ 4 เมืองสำคัญ
โรบินสัน อวดเทรนด์ “Holiday Lover”ทริปไหนๆ ก็มันส์ไปกับยีนส์
ซีคอน บางแค เอาใจสิงนักปั่น จัดงาน Seacon Bicycle Expo 2014
การเคหะแห่งชาติสนับสนุน “โครงการลานกีฬาพัฒน์”
“พีที” มุ่งเพิ่มสิทธิพิเศษบัตรพีทีแมกซ์ มั่นใจยึดซีอาร์เอ็มทำสมาชิกพุุ่งกว่า 2 ล้าน
CPF รับมอบตราสัญลักษณ์คุณภาพ Thailand Trust Mark (TTM)
"ตุ๊กกี้" แดนซ์สะบัด! 8ืนความสุขให้แฟนคลับและลูกค้าโตโยต้า บัสส์ เพชรเกษม 88
"ชูวิทย์" ส่งตรงจากอเมริกา "เรื่องเศร้า ตำรวจไทย" "เกาะเต่า" และ "การแทงข้างหลัง"
โสภณ พรโชคชัย : ข้าราชการคนหนึ่งพึงมีทรัพย์เท่าไหร่
"ส.ศิวรักษ์"เขียน"จดหมายรักถึงเผด็จการ" ห่วงปฏิรูปเหลว รอบข้างมีแต่คนใกล้ชิด"ทักษิณ"
ชีวิตหลากสีสัน "สุมณี คุณะเกษม" เจ้าของฉายาตุ๊กตาบาร์บี้เมืองไทย
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ไม่ได้เป็นนายกฯ เสียที