หน้าแรก การเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ คุณภาพสังคม กระบวนการยุติธรรม ภูมิภาค คอลัมน์พิเศษ
แบ่งปันข่าวนี้บน facebook Share 
   

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.parliament.go.th/hrd/july-50/p7thai.html

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 21:52:18 น.  มติชนออนไลน์

คณะสงฆ์ไทย กับบทบาทและการดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน

โดย ชิตงฺกโร ภิกฺขุ วัดพระศรีมหาธาตุฯ

ตามที่มติชนรายวันได้ลงตีพิมพ์บทความเรื่อง "คณะสงฆ์ไทย" ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ไปเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2553 ในหน้า 6

 

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมองว่าอาจเป็นนิมิตหมายอันดีและเป็นคุณูปการต่อวงการคณะสงฆ์ในอันที่จะได้เปิดมุมมองและโลกทรรศน์เพื่อการบริหารจัดการองค์กรอย่างคณะสงฆ์ไทย ให้มีความละเอียดถี่ถ้วนและรัดกุมให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้ ต่อผู้มีอำนาจและบทบาทในแวดวงคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน

 

แต่ในแง่ส่วนรวมแล้ว ก็ไม่อาจปฏิเสธไปได้ว่า ข้อเขียนดังกล่าว อาจลดทอนความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชนต่อภาพลักษณ์ขององค์กรในสังกัดคณะสงฆ์ไทย ไปไม่น้อยเช่นกัน เพราะเป็นข้อวิจารณ์ที่ครอบคลุมไปถึงพระภิกษุสงฆ์ไทยไปทุกรูป ในสังฆมณฑล มิใช่เจาะจงไปที่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

 

ซึ่งเนื้อหาของบทความดังกล่าวจะไม่เพียงชี้นำต่อสังคม ไปในทิศทางให้เห็นถึงความมีจิตใจอันคับแคบของคณะสงฆ์ไทยที่มิให้มีการสนับสนุนการบวชภิกษุณี ที่เกิดขึ้นในวัดสาขาหนองป่าพงประเทศออสเตรเลียและ / หรือในที่อื่นๆ ที่อาจจะเกิดมีขึ้นอีกในราชอาณาจักรเท่านั้น

 

แต่บทความดังกล่าวยังชี้บ่งถึงสภาพความอ่อนด้อยของคณะสงฆ์ไทยต่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของสังคมในเรื่องของสภาวะความเป็นไปในวิกฤตการณ์ต่างๆ อย่างในปัจจุบันอีกด้วย เช่น สภาพความยากจนของผู้คน, ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม, เสรีภาพ, สันติภาพตลอดจนความเสมอภาคระหว่างเพศอันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสิทธิมนุษยชน ฯลฯ

 

จนนำไปสู่การตั้งประเด็นคำถามในช่วงท้ายว่า "เราจะมีคณะสงฆ์เพื่ออะไร?"

 

ด้วยเหตุที่ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งสังกัดอยู่ในองค์กรในภาคการศาสนาอย่างคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน จึงใคร่จะนำเสนอแง่คิดและมุมมองบางประการที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือไปจากคำอธิบายของ อ.นิธิ ให้สังคมได้รับรู้บ้าง แม้จะรู้ดีอยู่ว่าอาจได้รับก้อนอิฐมากกว่าช่อดอกไม้อยู่หลายเท่านักนั้นก็ตาม

 

กรณีบวชภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นในพรรษาที่ 5 แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจโดยมี พระมหาปชาบดีโคตมี พระมาตุจฉา (พระน้านาง) ซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระภิกษุณีรูปแรก

 

ซึ่งเดิมพระนางได้เสด็จเข้าไปทูลของอนุญาตให้สตรีสละเรือนออกบวชในธรรมวินัย แต่การณ์นั้นก็มิใช่ง่าย พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามเสียถึง 3 ครั้ง แม้กระนั้นพระนางก็ไม่ละความพยายาม ถึงกับไปปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวะเอาเอง ออกเดินทางพร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะจำนวนมากไปยังเมืองเวสาลีที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ในสภาพที่น่าเวทนาเป็นยิ่งนัก

 

ภายหลังพระอานนท์มาพบเข้าและช่วยไปกราบทูลขออนุญาตให้ ก็ถูกพระพุทธองค์ตรัสห้ามเสียถึง 3 ครั้งอีก

ในที่สุดพระอานนท์เปลี่ยนวิธีใหม่โดยทูลถามว่าหากสตรีออกบวชในธรรมวินัยแล้วจะบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตผลได้หรือไม่

 

พระองค์ตรัสตอบว่าได้

 

พระอานนท์จึงอ้างเหตุผลนั้นพร้อมทั้งการที่พระนางเป็นพระมาตุจฉาและพระมารดาเลี้ยงมีอุปการะมากต่อพระองค์ แล้วขอให้ทรงอนุญาตให้สตรีออกบวช พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่า พระนางจะต้องรับปฏิบัติตามครุธรรม 8 ประการ (หลักความประพฤติสำหรับนางภิกษุณีที่จะต้องปฏิบัติด้วยความเคารพไม่ละเมิดตลอดชีวิต)

 

อันได้แก่

1) ภิกษุณีแม้บวชร้อยพรรษาแล้วก็ต้องกราบไหว้ภิกษุแม้บวชได้วันเดียว

2) ภิกษุณีจะอยู่ในวัดที่ไม่มีภิกษุไม่ได้

3) ภิกษุณีต้องเข้าไปถามวันอุโบสถและเข้าไปฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน

4) ภิกษุณีเมื่ออยู่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย

5) ภิกษุณีต้องอาบัติหนักต้องประพฤติมานัตในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย

6) ภิกษุณีต้องแสวงหาการบวชในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย

7) ภิกษุณีไม่พึงตำหนิติเตียนภิกษุในประการทั้งปวงและ

8) ไม่ให้ภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุแต่ภิกษุว่ากล่าวภิกษุณีได้

 

ในคราวนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า การให้สตรีบวชจะเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ คือพระศาสนาหรือสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่ยั่งยืนจะมีอายุสั้นเข้า เปรียบเหมือนตระกูลที่มีบุรุษน้อยมีสตรีมาก ถูกผู้ร้ายทำลายได้ง่าย

 

การที่พระองค์ทรงบัญญัติครุธรรม 8 ประการก็เพื่อเป็นหลักคุ้มกันพระศาสนาเหมือนสร้างคันกั้นสระไว้ไม่ให้น้ำไหลท้นออกไป (พระศาสนาจักอยู่ได้ยั่งยืนเช่นเดิม)

 

กล่าวโดยสรุป หากถือเหตุผลทางด้านสภาพสังคม-ศาสนาแล้ว จะไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวชเลย แต่เหตุผลในด้านความสามารถโดยธรรมชาติจึงทรงยอมให้สตรีบวชได้

 

เมื่อภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นแล้วสตรีที่จะบวชต่อมาต้องเป็น สิกขมานา รักษาสิกขาบท 6 (คือ 6 ข้อแรกในศีล 10) ไม่ให้ขาดเลยตลอด 2 ปีก่อน จึงขออุปสมบทได้

 

และต้องรับการอุปสมบทโดยสงฆ์สองฝ่าย คือบวชโดยภิกษุณีสงฆ์แล้ว ต้องบวชโดยภิกษุสงฆ์อีกชั้นหนึ่ง

 

เมื่อเป็นภิกษุณีแล้วต้องรักษาสิกขาบท 311 ข้อ ภิกษุณีสงฆ์เจริญแพร่หลายในชมพูทวีปอยู่ช้านานและย้ายมาเจริญรุ่งเรืองในลังกาทวีปยาวนานไม่น้อยกว่า 1,000 ปี แต่ในที่สุดได้สูญสิ้นไป ด้วยเหตุใดและกาลใดไม่ปรากฏชัด ส่วนในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้เคยมีการประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์มาก่อน (ภิกษุณีสงฆ์ ; พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉ.ประมวลศัพท์ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต))

 

จากที่ยกมา (โดยย่อ) จะเห็นได้ว่า กว่าจะได้มาซึ่งสถานภาพแห่งความเป็นภิกษุณีนั้นมิใช่ของง่าย มิหนำซ้ำยังมีความเปราะบางแห่งสถานภาพเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย โดยเฉพาะใน ภิกขุณีวิภังค์ (การจำแนกสิกขาบทของภิกษุณี) พระวินัยปิฎกนั้นพบว่า สิกขาบททั้ง 311 ข้อ ก็มาจากข้อผิดพลาดของเหล่าบรรดานางภิกษุณีในอดีตที่ประพฤติไม่ดีไม่งาม จนเป็นที่ติเตียนของผู้คนในยุคสมัยครั้งพุทธกาลโดยทั้งสิ้น แล้วพระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทเป็นข้อห้ามไว้ในภายหลัง

 

ซึ่งถ้าเทียบกับสิกขาบทของพระภิกษุซึ่งมีเพียง 227 ข้อนั้น ย่อมแสดงว่า ภายใต้บริบทและเงื่อนไขทางสังคมแต่ครั้งในอดีต (ซึ่งอาจรวมถึงในปัจจุบัน) ที่ผ่านมา การกระทำใดๆ ของเพศหญิงมักถูกติเตียนได้ง่ายกว่าเพศชายเสมอ

ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากข้อจำกัดทางด้านเพศสภาพและสรีรศาสตร์ของเพศหญิงนั่นเอง

 

เช่น "ภิกษุณีใดมีความกำหนัด ยินดีการจับต้องของบุรุษผู้กำหนัด จับมือก็ดี จับชายผ้าสังฆาฏิก็ดี ยืนด้วยก็ดี สนทนาด้วยก็ดี ไปสู่ที่นัดหมายก็ดี ยินดีการที่บุรุษมาตามนัดก็ดี ฯลฯ แม้ภิกษุณีนี้ก็เป็นปาราชิก (ขาดจากความเป็นภิกษุณี)" (ปาราชิกสิกขาบทที่ 4, ภิกขุณีวิภังค์, พระบาลีวินัยปิฎก.) หรือ "ภิกษุณีใด ไม่มีผ้ารัดถัน เข้าบ้าน เป็นปาจิตตีย์" (ฉัตตุปาหนวรรค, สิกขาบทที่ 13.) ฯลฯ.

 

เจตนารมณ์ในการมาถือบวชนั้นดีแน่แต่ถ้าจะให้แน่ ก็ควรคำนึงถึงพุทธประสงค์ดั้งเดิมของพระพุทธองค์ถึงการให้มีและดำรงอยู่ของภิกษุณีสงฆ์ในสมัยครั้งพุทธกาลด้วย

 

ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบบทบาททางด้านเพศสภาพของบุคคลที่มีอยู่ในองค์กรต่างๆ ในทางโลก ที่ต้องอาศัยความได้เปรียบในแง่สรีรศาสตร์และความสมบุกสมบันของร่างกายสำหรับใช้ในการต่อสู้และผลักดันศัตรูภายนอก

 

อย่างกองกำลังในประเทศต่างๆ การมีภิกษุณีสงฆ์ในคณะสงฆ์นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีเหล่าบรรดาทหารหญิงไว้ในกองทัพ กล่าวคือ มักไม่ได้มีเอาไว้รบแต่เอาไว้เพื่อสนับสนุนการช่วยรบ

 

ซึ่งกองทัพธรรมของพระพุทธองค์ก็เช่นกัน การมีอุบาสิกา และแม่ชีพุทธ (หรือ ชีพราหมณ์) ที่ถือเพียงศีล 8 อย่างในสังคมชาวพุทธปัจจุบันนั้น ก็เป็นการเพียงพอและมีความคล่องตัวดีอยู่แล้วในแง่ของการต่อสู้กับศัตรูภายใน อย่างกิเลสในจิตใจ ในรูปแบบของการปฏิบัติธรรม

 

แต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นปัญหาอันละเอียดอ่อนกว่านั้นนั่นก็คือ ในเรื่องของเครื่องแบบอันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ในสถานภาพนั้นๆ เสียมากกว่าซึ่งก็คือผ้ากาสาวพัสตร์ (ผ้าเหลืองพระ) อันเป็นเครื่องแบบเฉพาะของพระภิกษุสงฆ์นั่นเอง ซึ่งได้ถูกผนวกรวมเข้าไปกับพลังแห่งความเชื่อความศรัทธาของเหล่าบรรดาพุทธศาสนิกชนที่มีมาแต่ครั้งในอดีต ว่าจะต้องผูกขาดแต่เฉพาะเพศชายเท่านั้น

 

การที่ อิตถีเพศ จะเข้ามาแชร์หรือมาใช้สัญลักษณ์ร่วมโดยการถือครองมาเป็นเครื่องนุ่งห่มดังเช่นภิกษุสงฆ์นั้น อาจเป็นการบั่นทอนพลังแห่งสัญลักษณ์ในทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่ครั้งดั้งเดิมดังกล่าว เพราะรูปแบบของนักบวชสตรีที่นุ่งห่มด้วยเครื่องแต่งกายคล้ายภิกษุสงฆ์นั้น ไม่เคยปรากฏให้เห็นขึ้นมาก่อนในสังคมไทยแม้จะเคยมีมาในสมัยครั้งพุทธกาลก็ตาม และหากถึงจะมีภิกษุณีขึ้นมาได้จริงๆ

 

พลังทางสังคมดังกล่าวก็ยังต้องอิงอยู่กับภาพลักษณ์แห่งความดีงามของภิกษุสงฆ์ในอดีตอยู่นั่นเอง

 

จริงอยู่ที่การบรรลุธรรมอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบในเพศนักบวชอย่างที่ อ.นิธิว่า แต่ก็ไม่ควรรีบด่วนสรุปว่ารูปแบบแห่งการดำเนินชีวิตในวิถีแห่งเพศนักบวชนั้นจะไม่ได้เอื้ออำนวยแก่การบรรลุธรรม (ขั้นสูง) ให้กับผู้คน จนถึงกับไม่ต้องมีองค์กรในภาคการศาสนาเลยอย่างคณะสงฆ์ไทย

 

เพราะการส่งผ่านและถ่ายทอดวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของพุทธศาสนาที่ผ่านมาแต่ครั้งในอดีตนั้น ก็มักถูกส่งผ่านมาจากภิกษุสงฆ์ได้มากกว่าฆราวาสเสมอ จนตกทอดมาให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้กันอย่างกว้างขวาง ดังเช่นในปัจจุบัน

 

แม้ภายหลังที่ฆราวาสญาติโยมจะมาศึกษาและประพฤติปฏิบัติตามภูมิปัญญาเหล่านั้นจนบังเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อตนเองและสังคมกันอย่างแพร่หลาย ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะคุณูปการมาแต่ครั้งในอดีตของภิกษุสงฆ์อยู่นั่นเอง

 

ส่วนในประเด็นการตอบสนองต่อความท้าทายในโลกปัจจุบันสำหรับบทบาทของคณะสงฆ์ไทยตามที่ อ.นิธิ หยิบยกมาเป็นข้อสังเกตไว้เป็นข้อๆ นั้น ผู้เขียนก็ขอตอบแต่เพียงสั้นๆ ในฐานะที่พอจะได้เคยมีประสบการณ์อยู่บ้างในการออกเผยแผ่ศาสนธรรมตามพื้นที่ภาคสนามในภูมิภาคต่างๆ ว่า เท่าที่คณะสงฆ์ได้พยายามทำหน้าที่ในการแบกรักและประคับประคองสัญลักษณ์แห่งความดีงามคือ ผ้าเหลือง อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ไม่ให้แปดเปื้อนมลทินจากศัตรูภายนอกและศัตรูภายในไปมากกว่านี้ ได้อย่างตลอดรอดฝั่งภายใต้เงื่อนไขแห่งสภาพสังคมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความดีและศาสนาดังเช่นในปัจจุบันนั้น ก็นับว่าพอแรงกันอยู่แล้วสำหรับคณะสงฆ์ไทยในขณะนี้

 

แม้กระนั้นก็ยังมีปรากฏผลงานของพระภิกษุสงฆ์ไทยให้เห็นเป็นที่ชื่นชมกันได้ อย่างไม่ขาดสายตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าในด้านการสาธารณสงเคราะห์ หรือการเผยแผ่ทางด้านพุทธธรรม เพียงแต่ยังไม่มากพอที่จะเป็นที่พึงพอใจให้กับนักพรตทางวิชาการอย่าง อ.นิธิ ได้เท่านั้นเอง

 

ซึ่งด้วยความเป็นนักวิชาการขั้นเอกอุของ อ.นิธิ นั้น อาจจะเป็นการยากอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่จะหาศาสนาหรือสำนักความคิดใดให้นับถือได้อย่างสนิทใจและพอเหมาะพอเจาะ

 

แต่สำหรับสังคมไทยและคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนั้น อาจกล่าวได้ว่าเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะเป็นอย่างดีทีเดียว

กล่าวคือ ต่างก็ดำรงอยู่ในสภาวะแห่งความกำกวมด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

การที่จะให้พยายามนำความกำกวมในการมีอีกบริษัทหนึ่ง (ภิกษุณีบริษัท) ให้เกิดมีขึ้นในคณะสงฆ์ตามอย่างที่ อ.นิธิ แนะนำนั้นอาจสร้างความกำกวม (ทั้งในแง่การให้อุปสมบทและวัตรปฏิบัติหลังจากนั้น) ให้หนักขึ้นไปอีกกับวงการคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันก็เป็นได้

 

ขวานั้นจริงอยู่ที่อาจหมายถึง ระบอบอำมาตย์ที่มาพร้อมกับระบบศักดินา ที่ดูเหมือนว่าจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาแต่ครั้งในอดีตไปเสียทุกอย่าง

 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ใช่หรือไม่ว่าการออกกฎระเบียบอันเข้มงวดและพิธีรีตองอันยุ่งยากรุงรังตลอดจนแนวคิดในเชิงอนุรักษ์ ก็เป็นตัวประคับประคองบ้านเมืองของเรามาจนอยู่รอดได้อย่างมีเอกลักษณ์จนถึงมีซ้ายได้อย่างทุกวันนี้มิใช่หรือ?

 

เพราะในท่ามกลางความเบ่งบานทางด้านเสรีประชาธิปไตยและความเสมอภาคของสิทธิมนุษยชนอย่างทุกวันนี้ วัดและวังจึงเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเดียวของฝ่ายขวาที่ยังพอมีพลังทางสังคมปรากฏหลงเหลือให้เห็นอยู่ได้ในยุคสมัยเช่นในปัจจุบัน แม้กระนั้นก็ยังถูกผลักไสให้ไปเผชิญกับความท้าทายด้วยสายตาอันจับจ้องของเหล่าบรรดานักวิชาการทางด้านซ้ายในแนวเสรีประชาธิปไตยทั้งหลายมาโดยตลอด

 

แต่ด้วยความกรุณาอันยิ่งที่ฝ่ายวังหยิบยื่นให้กับปวงพสกนิกรมาอย่างต่อเนื่องและวิริยอุตสาหะ จึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันมิให้เกิดข้อสงสัยอันใดที่จะมีพลังมากพอในการมาคัดง้างพลังทางวัฒนธรรมในฝ่ายขวาได้ดังกล่าว

 

คงเหลืออยู่แต่ลำพังวัดเท่านั้น ที่จะต้องเผชิญกับการตั้งคำถามถึงสถานภาพแห่งการดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างนี้ต่อไป ตราบใดที่ภาคการศาสนาอย่างคณะสงฆ์ไทย ยังมิอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปแบ่งเบาภาระความทุกข์ยากลำบากกายลำบากใจให้กับภาคประชาชนได้ในทุกระดับชั้นให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

 

ซึ่งเมื่อนั้นการตั้งคำถามใดๆ ในลักษณะนี้ ก็คงไม่เกิดขึ้น

 





ข่าวล่าสุด ในหมวดเดียวกัน
เปิดโหวต"IT Inspiration Awards ครั้งที่ 3"
ลูกเสือกัมพูชาแถลงการณ์ 9 ข้อซัด"สนธิ"ลบหลู่"ฮุน เซน" ระบุเหตุถูกลอบสังหารเพราะไสยศาสตร์ย้อนกลับ
ช้าก่อน... พี่น้องสื่อ " อาชีวะ-ช่างกล "ไม่ได้แย่อย่างที่คิด !!!
นักวิชาการออสเตรเลียทดลองทำกราฟงบประมาณรายจ่ายของกองทัพไทย ชี้หลังปี 49 ตัวเลขพุ่งพรวด
หยิกแก้ม นางฟ้าน้อยโฆษณา ′เฟลิเซีย ณัฐณา บุทเชอร์′ เจ้าของวลีฮิต "หมูฉึก ๆ"
   




มติชนรายวัน มติชนสุดสัปดาห์ ข่าวสด ประชาชาติ ศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยีชาวบ้าน เส้นทางเศรษฐี สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์สี งานดี
 
Matichon Online
หน้าแรก
พระราชสำนัก
การเมือง
เศรษฐกิจ
กีฬา
บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม
ต่างประเทศ
สังคม
กระบวนการยุติธรรม
คอลัมน์พิืเศษ
Matichon Group
มติชนอออนไลน์
มติชนรายวัน
สุดสัปดาห์/สมัครสมาชิก
ข่าวสด
ประชาชาติธุรกิจ
ศิลปวัฒนธรรม
เทคโนโลยีชาวบ้าน
เส้นทางเศรษฐี
ศูนย์ข้อมูล/สมัครสมาชิก
ห้องสมุดข่าว/สมัครสมาชิก
สำนักพิมพ์มติชน
พิมพ์สี
งานดี
ห้องสมุดภาพ
Contact
ติดต่อฝ่ายโฆษณา
เงื่อนไขการให้บริการ
นโยบายสิทธิส่วนบุคคล
ร่วมงานกับเรา
ติดต่อมติชน
ข้อมูลบริษัท
All Site Contents Copyright © by Matichon Public Co., Ltd. All Rights Reserved.