"ฮุนเซน" ฉุน-ถล่ม "อภิสิทธิ์" อีก
มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ "เดิมอ็อมปึล ออนไลน์" เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฯฮุน เซน ที่กล่าวไว้ในพิธีเปิดที่ทำการทหารแห่งหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. แสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวกับสื่อมวลชนไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนกองกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาก่อนหน้านี้อย่างรุนแรง เนื้อหามีทั้งล้อเลียน กระแหนะกระแหน และบางครั้งรุนแรงถึงขั้นด่าทอ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการสวมเครื่องแบบทหารของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและภริยา ขณะเดินทางเยือนปราสาทพระวิหารก่อนหน้านี้ ซึ่งสื่อมวลชนได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสอบถามนายอภิสิทธิ์
สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวว่า ตนเองไม่ได้เป็นเพียงทหารเท่านั้น แต่เป็นคนผลิตทหารอีกด้วย ซึ่งหมายถึงการมีทายาทเป็นนายทหารในกองทัพกัมพูชา ดังนั้น จึงสามารถสวมเครื่องแบบทหารได้
"หมายเลขประจำตัวทหารของผมคือหมายเลข 000002 ยศผมไม่ใช่ยศปลอมๆ ฝากบอกไปถึงอภิสิทธิ์ด้วย ผมติดดาวที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานมาให้ ไม่ใช่ดาวลูกไก่เหมือนอภิสิทธิ์หรอก" ผู้นำกัมพูชากล่าว "แล้วมันไปหนักหัวคุณตรงไหน ถ้าผมจะสวมชุดทหารไปตลอดชีวิต ผมจะสวมชุดทหารแบบไหน มันไปหนักหัวนายอภิสิทธิ์ส่วนไหน"
กล่าวหา"ไม่มีใครชั่วช้าเท่า"
นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวถึงนายกรัฐมนตรีไทยด้วยถ้อยคำรุนแรง สาดเสียเทเสียตลอดการให้สัมภาษณ์ โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ว่า "ในบรรดานายกรัฐมนตรีไทยทั้งหมด ไม่มีใครชั่วช้าเท่า" พร้อมกับเสริมด้วยว่า "ไอ้คนนี้บ้าๆ บอๆ ชอบถูกด่า ไอ้นี่มันไม่มีสกุลรุนชาติ ผมว่าให้ขนาดนี้ เจ็บหรือไม่เจ็บ ถ้าโต้กลับมา ผมก็จะอัดกลับไปอีก"
นอกจากนั้น สมเด็จฯฮุน เซน ยังย้ำไว้ในการให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการเพื่อการตอบโต้ฉับพลัน อัดเสียงการให้สัมภาษณ์ทั้งหมดถ่ายทอดออกเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่อีกด้วย
ผู้นำกัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพปฏิเสธเรื่องเจตนาที่จะรุกรานกัมพูชาด้วยการท้าให้สาบานร่วมกับตนเอง โดยอ้างว่า ฝ่ายไทยไม่เพียงรุกรานอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ แต่ยังบิดเบือนประวัติศาสตร์ด้วยการเปลี่ยนชื่อปราสาทพระวิเฮียร์ เป็น ปราสาทพระวิหาร และยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์พูดเรื่องการให้กองทัพรุกรานกัมพูชาไว้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551
เย้ยโดนปาขี้ยังไม่ยอมลงเก้าอี้
"ขอบอกว่า ถ้ากองทัพไทยไม่เข้ารุกรานวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ขอให้ผมฉิบหายวายวอด ขอให้รู้จักฮุน เซน หน่อย สุเทพ" นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว โดยระบุว่า ถ้าเป็นจริงก็ "ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หักคอคุณ ถูกยิง รถชน ไฟช็อร์ต ปืนลั่นใส่" โดยย้ำว่าตราบใดที่ทหารไทยยังไม่ถอนตัวออกจากพื้นที่บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ก็จะยังยึดถือว่าไทยรุกรานกัมพูชาต่อไป
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดนแล้ว นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังกล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองภายในไทยที่เกิดขึ้นกับตัวนายอภิสิทธิ์ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถางอีกด้วย เช่น กล่าวถึงเหตุการณ์ปาอุจจาระใส่บ้านพักนายกรัฐมนตรีไว้ว่า
"ขี้ในประเทศไทยมีค่า มีราคาแพงมาก เพราะประชาชนไทยเอาไปใช้แสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี ขนาดนั้นแล้วยังไม่ยอมลงจากตำแหน่งอีก" และ "เขาขุดคุ้ยขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมลงจากตำแหน่ง ผมขอฝากไปถึงประชาชนไทยทุกคนว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่สังคมไทยจะแตกแยกเหมือนสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายอมรับว่ากำลังโกรธ แต่ไม่ใช่กับคนไทยทั้งหมด "ผมยัวะแต่กับไอ้ไม่กี่คนนั้น ไม่ใช่ประชาชนไทยทั้งหมด" โดยขยายความไว้ด้วยว่า นอกเหนือจากผู้นำไทยแล้ว นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังไม่พอใจหนังสือพิมพ์ไทยอย่าง "เดอะ เนชั่น" และ "บางกอก โพสต์" ซึ่ง "งี่เง่า" ในสายตาผู้นำกัมพูชา "อย่าโง่นักเลย ทำข่าวการมาตรวจเยี่ยมชายแดนแบบบิดเบือน" สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวถึงหนังสือพิมพ์ดังกล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์
เลขาฯ กษิตชี้รับไม่ได้-หยาบคาย
ขณะที่ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในช่วงเช้าได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ว่า ระหว่างที่สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นประธานเปิดที่ทำการกองพันทหารราบชายแดนที่ 422 บ้านโอร์รุมจง ได้กล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ทั้งยังกล่าวอ้างถึงรัฐบาลไทยว่ามาจากรัฐประหาร การยึดสนามบิน หรือมีทหารอุ้มขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ทุกขั้นตอนดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยและการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ผ่านขั้นตอนในรัฐสภาทั้งสิ้น ต้องขอแสดงความเสียใจไปยังประชาชนชาวกัมพูชา เนื่องจากประเทศไทยและประชาชนไทยทุกคนมีความต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน สังคมกับกัมพูชา แต่การต่อว่านายกรัฐมนตรีไทยด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน ซึ่งมีผลให้การปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเหมือนเดิมคงยากขึ้นไปอีก
"ถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคายที่ได้รับรายงาน เป็นคำที่ไม่น่าจะออกจากปากนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม ซึ่งเรารับไม่ได้ หากจะให้กลับไปร่วมมือฟื้นความสัมพันธ์โดยที่ไม่ให้เกียรติกันคงเป็นไปไม่ได้ แต่อยากเรียนว่า ต่อไปแม้จะเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามจะไม่นำเรื่องนี้เข้ามาเป็นชนวนก่อให้เกิดความไม่สบายใจกับประชาชนสองประเทศ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาต่อไป" นายชวนนท์กล่าว
ยันไทยยึดตามกม.ระหว่างปท.
นายชวนนท์กล่าวว่า ทุกอย่างที่ดำเนินการไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขาพระวิหาร เขตแดน ก็เป็นเรื่องที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็เป็นพื้นที่ที่ ไทยอ้างสิทธิโดยชอบธรรม ไม่เคยเข้าไปรุกรานในพื้นที่ใดที่ไม่ใช่ของไทย ต่อไปรัฐบาลจะเดินหน้าในการทวงสิทธิทวงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่ถูกต้องตลอดแนวชายแดน เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้ อะไรที่เป็นเรื่องที่ไทยมีหลักฐานยืนยันได้ตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขตแดน การเป็นเจ้าของในพื้นที่ หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไทยจะเดินหน้าแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตให้หมด และจะทำให้มีความชัดเจนในสายตาประชาคมโลก
เมื่อถามว่าจากนี้ไปจะเกิดความกินแหนงแคลงใจในการพบปะระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศในเวทีระดับภูมิภาคหรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า คงต้องถามกัมพูชา เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาไทยไม่ได้ติดใจอะไร เพราะไม่อยากใหถูกขยายเรื่องในวงกว้าง แต่ก็กลับถูกว่ากลับมาด้วยถ้อยคำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลายครั้ง
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้พิจารณายกเลิกความช่วยเหลือด้านต่างๆกับกัมพูชาอีกหรือไม่นายชวนนท์ กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้เกิดจากความคิดของคนๆ เดียว คงจะไม่ทำอะไรให้เกิดผลกระทบกับประชาชนชาวกัมพูชา