นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ถึงปัญหาการจัดซื้อรถเกลี่ยดิน 12 คัน มูลค่า 82 ล้านบาทของกรมทางหลวง (ทล.) ที่ส่อว่าจะมีการทุจริต เนื่องจากมีการปลอมหนังสือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และลายเซ็น นายธีระ ลิมปรีดีกุล อดีตนักวิชาการพัสดุชำนาญการพิเศษ ทล.ว่า คาดว่า ทล.จะรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็จะต้องถูกลงโทษ เพราะเป็นคดีอาญา ขณะเดียวกัน ก็อาจนำไปสู่การเลิกสัญญา ให้สัญญาเป็นโมฆะ
"ใครทำผิดก็จะต้องได้รับการลงโทษ เพราะเป็นเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งผมไม่ชอบเลยที่มีการทำเรื่องแบบนี้" นายโสภณกล่าว
ด้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ ทล.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้วและให้รายงานกลับมาโดยเร็วที่สุด ซึ่งล่าสุด ทล.ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลและตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยให้เน้นกรณีเรื่องการทำหนังสือปลอมจาก ส.อ.ท. รวมทั้งสอบถามว่า มีการผลิตรถในประเทศด้วยหรือไม่ หากพบว่ามีมูลก็ให้ดำเนินการตามกระบวนการ โดยจะต้องดูด้วยว่า บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกมีส่วนในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ หากมีส่วนก็ถือว่าได้สัญญามาโดยมิชอบก็ให้ยกเลิกสัญญาได้เลย เพราะในขณะนี้ยังไม่ได้มีการส่งมอบรถจากบริษัทแต่อย่างใด
"คาดว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงคงจะใช้เวลาไม่นานนัก เพราะต้องมีการทำหนังสือไปยังส.อ.ท. เพื่อสอบถามว่ามีหนังสือดังกล่าวมาจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการผิดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)" นายสุพจน์กล่าว
นายสุพจน์กล่าวว่า ในเรื่องของประเด็นความผิดนั้น จะผิดใน 2 ประเด็นคือ 1.การสร้างหลักฐานเท็จ ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. และ 2.การปลอมเอกสาร ซึ่งผู้ที่ถูกปลอมลายมือชื่อนั้นจะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องหรือแจ้งความ ขณะที่ ทล.จะดำเนินการตามระเบียบวินัยที่มีอยู่ ส่วนโทษจะแรงแค่ไหนก็ต้องไปดูกฎระเบียบอีกครั้ง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นการเจตนา
นายสุพจน์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทำให้ต่อไปจะต้องวางมาตรการในการดำเนินการจัดการประกวดราคา และหากในเงื่อนไขกำหนดว่าจะต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานภายนอกนั้นจะต้องมีหนังสือย้อนกลับไปถามให้หน่วยงานนั้นๆ ยืนยันกลับมาว่าได้มีการออกหนังสือมาจริงหรือไม่ เหมือนกับการที่ ทล.ได้มีข้อกำหนดเรื่องการวางหนังสือค้ำประกันหรือแบงก์การันตีที่จะต้องมีการทำหนังสือกลับไปสอบถามทางสถาบันการเงินนั้นๆ อีกรอบ
"หากคราวนี้มีการตรวจสอบพบว่า กระทำผิดจริง ก็จะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบโครงการอื่นๆ ด้วยว่ามีการทำอย่างนี้หรือไม่ เพราะยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้ ต่อไปอาจจะต้องมีการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบให้มากขึ้นเหมือนอย่างกรณีของแบงก์การันตี" นายสุพจน์กล่าว