เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ครูทั่วประเทศต้องสอบประเมินสมรรถนะว่าอยู่ในระดับใด เพื่อเตรียมพัฒนาครู โดยครูวิชาสังคมศึกษาต้องทำข้อสอบ 2 ชุด รวม 300 ข้อ ชุดที่ 1 แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งวัด "ความเป็นคน" ส่วนที่สองวัด "ความเป็นครู" ชุดที่ 2 วัดความรู้ด้านสังคมศึกษาทั้ง 5 สาระ
ข้อสอบวัด "ความเป็นคน" เป็นข้อสอบที่ไม่มีถูกผิด แต่ให้คะแนนในลักษณะ 4, 3, 2, 1 คะแนน ข้อสอบเหมือนจะถามความคิดเห็น เป็นแนวปรัชญาที่ค่อนข้างตัดสินใจยาก
ผู้เขียนทำข้อสอบไปก็นึกไปว่าเกิดมาตั้งนานกระทรวงศึกษาธิการยังไม่แน่ใจหรือว่า เราเป็นคนมากน้อยเพียงใด? จนต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จ้างสถาบันการศึกษาชั้นสูงของรัฐออกข้อสอบวัด "ความเป็นคน" ของครูเหล่านี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่า ความเป็นคนมีมากน้อยเพียงใดวัดกันได้ด้วยข้อสอบ?
แม้สถาบันที่ออกข้อสอบจะได้นำข้อสอบไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง หรือหาค่าประสิทธิภาพตามหลักการทางสถิติ หรือหลักการอะไรแล้วก็ตาม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า "ความเป็นคน" ใช้ข้อสอบวัดได้ด้วย?
หากใช้ได้จริงๆ ก็ควรขยายผลนำข้อสอบชุดนี้มาวัดความเป็นคนของคนในสังคมไทยขณะนี้ว่ามีความเป็นคนกันมากน้อยเพียงใด?
คนจนกับคนรวย คนมีการศึกษาสูง กับชาวบ้านธรรมดา มีความเป็นคนเหมือนกันหรือเท่ากันไหม??
รวมทั้งเมื่อผลการสอบออกมา ผล "ความเป็นคน" หากได้คะแนนในเกณฑ์ 50-50 หรือต่ำกว่านี้กระทรวงศึกษาธิการจะพัฒนาความเป็นคนของครูเหล่านี้อย่างไร แล้วครูแต่ละคนที่มีความเป็นคนแตกต่างกัน เพราะข้อสอบบ่งชี้เช่นนี้ ควรจะพัฒนาความเป็นคนของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างไร?
กระทรวงศึกษาธิการจะพัฒนาครูโดยจับครูที่มีคะแนนความเป็นคนต่ำๆ มาอบรมในหลักสูตร "พัฒนาความเป็นคน" คงเป็นเรื่องที่ตลกและสนุกสนานน่าดู หรืออาจจะก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ไม่แน่ใจในความเป็นคนของตนเองก็ได้ แล้วการทำให้ครูต้องทำข้อสอบ "วัดความเป็นคน" นี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนไหมนี่!!
ที่สำคัญคนที่คิดให้ครูทำข้อสอบวัด "ความเป็นคน" ได้ลองทำข้อสอบหรือยัง น่าจะลองทำดูจะได้รู้ว่าตนเองมี "ความเป็นคน" มากน้อยเพียงใด??
กระแสความคิดเรื่อง "ความเป็นคนเหมือนกัน" เป็นกระแสที่อยู่ในความสนใจของคนไทยในขณะนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม นปช. ส่วนหนึ่งของข้อเรียกร้องที่รัฐบาลมองไม่เห็นหรือไม่พยายามจะมองคือ การเรียกร้องความเท่าเทียมกันในสังคม
ความขัดแย้งรุนแรงที่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้ามากขึ้นทุกที ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตีค่าความเป็นคนต่อคนชนบทหรือคนรากหญ้าค่อนข้างต่ำ
รัฐบาลมองเห็นแค่คนเหล่านี้มาชุมนุมเรียกร้องเพื่อ "ทักษิณ" เพียงอย่างเดียว การจะฟังเสียง การให้ความสนใจว่าคนเหล่านี้เขามาชุมนุมเพื่อเรียกร้องอะไรมากกว่านี้ จึงไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไร
แต่รัฐบาลลืมนึกไปว่า หากคนเหล่านี้อยู่ดีกินดี การทำนาทำไร่ได้ผลผลิตดี การพัฒนาประเทศ หรือโครงการต่างๆ โดยเฉพาะงบโครงการไทยเข้มแข็งที่หว่านเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถ้าไปถึงชาวบ้านจริงๆ เป็นการกระจายรายได้ไปสู่ชนบท ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว คนเหล่านี้จะมากรำแดดกรำฝนอยู่ทำไม เขาก็อยากอยู่ห้องแอร์เย็นๆ อยู่กับบ้านสบายๆ เหมือนกัน
แต่นี่เม็ดเงินจำนวนมหาศาล ได้นำไปสู่การพัฒนาอาชีพ การแก้ปัญหาภัยแล้ง พืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำตลอดจนนำไปสู่ความผาสุกของคนโดยส่วนรวมหรือไม่
หรืองบประมาณเหล่านี้ไปตกอยู่กับนายทุน นักธุรกิจ ผู้รับเหมาก่อสร้าง คนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่มีโอกาสดีในสังคมเท่านั้น
ประการต่อมาการที่รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้คนที่คิดต่างจากตนได้มีเวทีแสดงความคิดเห็น เพื่อสื่อไปยังผู้คนในสังคม การมีเวทีที่จะพูด หรือร้องทุกข์อาจทำให้ข้อขัดแย้ง การเผชิญหน้าของผู้คนในสังคมลดน้อยลง แต่รัฐกลับปิดเวทีการแสดงความคิดเห็นทั้งในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ที่มาจากเงินภาษีอากรของประชาชน ไม่ใช่เงินส่วนตัวของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
แต่สถานีโทรทัศน์แทบจะทุกช่องนำเสนอความคิดเห็นสื่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมประท้วงน้อยมาก ว่าคนเหล่านี้เขามาทำไม นอกจากประเด็นวนเวียนอยู่ในหัวสมอง แค่เรื่อง "ทักษิณ"
ที่ร้ายกว่านั้นคือ รัฐบาลได้ใช้สถานีโทรทัศน์ของรัฐในการยั่วยุก่อให้เกิดความแตกแยก ด้วยการเสนอข่าวด้วยมุมมองเพียงด้านเดียวตลอดเวลา
ขนาดคนที่พยายามจะไม่นำตัวไปสังกัดเสื้อสีอะไร ยังรู้สึกทนฟังสำเนียง สีหน้าท่าทางของพิธีกรรายการต่างๆ ของสถานีโทรทัศน์ที่รัฐครอบงำไม่ได้
จนทำให้เกิดข้อสงสัยและความรู้สึกเสียดายบุคลากรหลายๆ คนที่ควรทำหน้าที่สื่อมวลชนได้ดีกว่านี้
น่าเสียดายที่สถาบันการศึกษาที่จบออกมาล้วนอบรมสั่งสอนให้มีจิตวิญญาณ จรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่ดี แต่กลับถูกอำนาจรัฐครอบงำและแทรกแซง จนกระทั่งแทนที่สื่อควรจะยืนอยู่ข้างประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสื้อสีอะไร เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และอยู่บนความถูกต้อง
แต่รัฐที่กลัวการสูญเสียอำนาจ ก็มักจะเลือกที่จะใช้สื่อของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเสมอ
หากศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดีจะพบว่าความขัดแย้งรุนแรงหนักๆ ในประวัติศาสตร์ไทย ส่วนหนึ่งมีที่มาจากการแทรกแซงสื่อนั่นเอง เพราะได้หล่อหลอมกล่อมเกลาให้คนเกลียดชังกัน จนกระทั่งต้องออกทำร้ายกันหรือยืนดูการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นด้วยสายตาเย็นชา เพียงเพราะมีความเชื่ออะไรบางอย่างโดยปราศจากการใช้เหตุผล ภาพเหล่านี้คุ้นตาและเป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือนไปได้
ต่อมาเมื่อรัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุมประท้วงในวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้คนล้มตายบาดเจ็บไม่น้อย ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมประท้วง องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเรียกร้องสิทธิของความเป็นมนุษย์ของคนอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่
การใช้กองกำลังทหารออกมาทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุมประท้วงหรือไม่ หรือในกรณีที่รัฐบาลประกาศกฎหมายอะไรสักฉบับหนึ่งเพื่อให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทำอะไรก็ได้ถือเป็นความชอบธรรม ในสังคมประชาธิปไตยแบบสากลนิยมอย่างนั้น?
เมื่อการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนจบลงแล้ว ผู้เสียหายน่าจะได้รับการเยียวยาจากรัฐบาลมากกว่านี้ การแสดงความรับผิดชอบควรจะมีมากกว่านี้
แต่ภาพที่ปรากฏกลับพบการใช้วาทกรรมเรื่อง "ผู้ก่อการร้าย" บ้าง หรืออะไรต่อมิอะไร เหมือนการเติมน้ำมันลงในกองไฟให้โหมไหม้มากขึ้น สีหน้าท่าทีน้ำเสียงของผู้มีอำนาจ รวมทั้งการโหมโฆษณาชวนเชื่อ ยั่วยุจากสื่อของรัฐ
การปิดหูปิดตาประชาชนยังคงมีอยู่ต่อไป หากเป็นเช่นนี้ความขัดแย้ง การเผชิญหน้าของคน 2 กลุ่ม ที่อาจกำลังขยายเป็นกลุ่มที่ 3 จะยุติลงได้อย่างไร?
ความขัดแย้งรุนแรงเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากท่าทีและท่าทางที่แสดงความไม่สนใจไยดีที่จะฟังว่าคนเหล่านี้ เขาต้องการสื่อสารอะไร เขาเดือดร้อนและต้องการเรียกร้องอะไร ทั้งที่ควรจะรู้โดยสามัญสำนึกว่าการชุมนุมประท้วงเรียกร้องไม่ว่าครั้งใดๆ ในประเทศไทยมักเกิดจากปัญหาความคับข้องใจไม่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ก็เรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน
ความขัดแย้งที่ครุกรุ่นมาหลายปี อาจไม่ขยายตัวรุนแรงมาก หากเวลาที่ผ่านมาเราจะฟังกันมากกว่านี้ รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงความเป็นคนที่เท่าเทียมกันมากกว่าที่เป็นอยู่ และไม่มองคนที่คิดต่างว่าเป็นศัตรู
ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดีที่สุด ไม่ใช่การใช้กำลังปราบปราม หรือทำให้เกิดความหวาดกลัว เพราะวิธีการเช่นนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จในประเทศที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเช่นประเทศไทย
แต่ต้องเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าใน "ความเป็นคน" ของคนอื่นเช่นกัน พร้อมที่จะเจรจา พูดคุย โดยไม่แสดงกิริยาว่าคนอื่นต่ำต้อยด้อยค่ากว่าตน
หากต่างเห็น "คนเป็นคน" เราก็จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้อย่างมีความสุข เพราะถึงเราจะมีความแตกต่างกันไม่ว่าในเรื่องอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่เราไม่เคยแตกต่างกันเลยคือ
เราต่างเป็น "คนเหมือนกัน"