สงครามชนชั้นในไทย : ของแท้หรือของเทียม

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 11:31:23 น.


เขียน ธีระวิทย์


โดย เขียน ธีระวิทย์

เมื่อขบวนการคนเสื้อแดงได้ขยายตัวร้อนแรงมากขึ้นในเดือนมีนาคม-เมษายน 2553 มีสื่อมวลชนและปัญญาชนบางคนได้ออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อต่างๆ ประสานเสียงกับแกนนำม็อบเสื้อแดงว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสงครามชนชั้น


ในการเจรจาสองฝ่ายระหว่างนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับแกนนำม็อบเสื้อแดงที่สถาบันพระปกเกล้านั้น (28-29 มีนาคม) จบลงด้วยคำขู่ (หรือคำเตือน) ของ น.พ.เหวง โตจิราการ ที่กล่าวต่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ว่า ถ้าไม่ยุบสภาภายใน 15 วัน ความขัดแย้งจะบานปลาย นำไปสู่สงครามชนชั้น


 จากวันนั้นถึงวันนี้ (20 เมษายน) ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับม็อบเสื้อแดงได้ขยายตัวเป็นภาวะสงครามย่อยๆ จริง แต่เป็นสงครามระหว่างชนชั้นหรือไม่นั้นบทความเรื่องนี้จะให้ข้อมูลและข้อคิดเกี่ยวกับแนวความคิดในเรื่องสงครามชนชั้น และความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเกิดของสงครามชนชั้นในประเทศไทย


ความหมายของสงครามชนชั้น


ที่มาของคำนี้ก็คือ ในขณะที่เหมาเจ๋อตุงนำทัพแดงปฏิวัติจีนอยู่นั้น ในปี 2480 ท่านได้เขียนเรื่อง “ว่าด้วยความขัดแย้ง” ในเชิงทฤษฎีไว้ มีข้อความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้ (ดูใน สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง เล่มหนึ่งตอนปลาย สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง ค.ศ. 1968, น. 686)


“ในสงครามชนชั้น การปฏิวัติและสงครามปฏิวัติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น หากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็จะบรรลุการก้าวกระโดดในการพัฒนาของสังคมไม่ได้ ก็จะโค่นชนชั้นปกครองปฏิกิริยาให้ประชาชนได้รับอำนาจรัฐไม่ได้ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จะต้องเปิดโปงการโฆษณาชวนเชื่อของพวกปฏิกิริยาที่ว่า การปฏิวัติสังคมเป็นสิ่งไม่จำเป็น และจะเป็นไปไม่ได้...”


นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิวัติของประธานเหมา ซึ่งได้พลิกแพลงความคิดเรื่องชนชั้นของ Marx และ Engels มาใช้เป็นเครื่องมือการปฏิวัติในจีน กล่าวคือ ปรัชญาของ Marx และ Engels ที่ว่าในสังคมอุตสาหกรรมที่นายทุน (ซึ่งอยู่ในจำพวกชนชั้นกฎุมพี, bourgeoisie) ขูดรีดกรรมกร (ซึ่งอยู่ในจำพวกชนชั้นกรรมาชีพ, proletariat) อย่างรุนแรงนั้น ทำให้ชน 2 ชั้นนี้ เกิดจิตสำนึกขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเชิงชนชั้น (คือกรรมกรเห็นหน้านายทุนก็เกลียดทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน


ในขณะที่นายทุนก็มองกรรมกรอย่างดูถูก เหมือนๆ กันหมดโดยไม่เลือกหน้า) เมื่อความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน พัฒนาถึงจุดๆ หนึ่ง การปฏิวัติทางชนชั้นก็จะเกิดขึ้น นั่นคือที่มาของการปฏิวัติสังคมนิยม หรือการปฏิวัติคอมมิวนิสต์


เหมามิได้ยึดติดกับปรัชญาดั้งเดิมของ Marx และ Engels ในส่วนที่เกี่ยวกับสำนึกทางชนชั้น (class consciousness) ท่านอาจจะรู้ว่าในจีนนั้น ความสำนึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างกรรมกรกับนายทุนหรือชาวนากับราชาที่ดินยังไม่ปรากฏ แต่ความแตกต่างกันระหว่างความคิดหรือฐานะของคนต่างอาชีพนั้นมี การกดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบและความอยุติธรรมนั้นก็มี นั่นแหละเป็นพลังของการปฏิวัติที่เหมาและพรรคคอมมิวนิสต์ของเขาต้องการนำมาใช้ในการปฏิวัติ


คนไทยที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตร และแกนนำม็อบเสื้อแดงหลายคนเป็นผู้นิยมลัทธิเหมา บางคนเคยใช้คำสอนของเหมาเป็นคัมภีร์เพื่อปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลในช่วง 10 ปีหลัง 6 ตุลาฯ แต่ไม่สำเร็จ เข้าใจว่าพวกนี้ได้ช่วยทักษิณและม็อบเสื้อแดงโดยการเอาคำสอนของเหมามาปรับปรุงใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของไทยในยุคปัจจุบัน


คำสอนของประธานเหมามิได้จบแต่เพียงเท่านั้น ท่านยังบอกว่าในสังคมจีนมีความแตกต่าง และมีความขัดแย้ง (ในผลประโยชน์) ดำรงอยู่ในทุกแห่งหน แต่เป็นความขัดแย้งระดับการขัดกัน (contradiction) ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน(antagonism)ได้ ถึงจุดนี้เองสงความชนชั้นจะเกิด ผู้นำเพียงแต่ไปจัดการนำให้พัฒนาไปสู่จุดระเบิดตามธรรมชาติ นั่นแหละจะเป็นชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ทำแทนชาวนา หรือกรรมกร หรือพันธมิตรระหว่างชาวนากับกรรมกร


สำหรับ Marx และ Engels นั้น ท่านว่าจิตสำนึกทางชนชั้นนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้ถูกกดขี่คือชนชั้นกรรมาชีพซึ่งมีมากกว่า และแรงงานในยุคของพวกเขามีความสำคัญมากกว่าทุน พวกชนชั้นกรรมาชีพต้องชนะ สำหรับจีนนั้น เหมาเจ๋อตุงคิดว่าจิตสำนึกในทางชนชั้นนั้นส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อการปฏิวัติ เพื่อใคร? ชาวไร่ชาวนามีมากกว่ากรรมกร และพวกเขาเป็นชนชั้นที่ถูกขูดรีดเช่นกัน จึงต้องเป็นฝ่ายชนะ ได้อำนาจเผด็จการในการพัฒนาประเทศไปตามทิศทางของพวกเขา


ถ้าผู้เผยแพร่แนวความคิดการปฏิวัติชนชั้นในไทยคิดอย่างเหมาก็คงไม่มีใครห้าม แต่ถ้าเหมายังมีชีวิตอยู่ และเห็นประเทศจีนปัจจุบันที่ยังอยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ท่านก็คงต้องร้องไห้--ร้องจนน้ำตาเหือดแห้ง--เมื่อเห็นประเทศของเขาและโซเวียตรัสเซียซึ่งเป็นประเทศต้นแบบของจีนคอมมิวนิสต์ ประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังหันมาเดินทางลัทธิทุนนิยมเหมือนกันหมด นับว่า เหมาเจ๋อตุงเป็นคนมีบุญที่ไม่ต้องมีชีวิตอยู่จนตรอมใจตาย


ชนชั้นในไทยมีจริงหรือ?


ในสังคมไทยในภาคอุตสาหกรรมและบริการ โรงงานอุตสาหกรรมและวิสาหกิจบริการภาคเอกชนบางแห่งมีการจัดการบริหารไม่ดี ในกรณีที่คนงานมีความเข้มแข็งและมีผู้นำที่มีความสามารถในการจัดตั้ง ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างฝ่ายจัดการและฝ่ายคนงานพอมีปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่แพร่หลายเหมือนในยุโรปในกลางคริสตศตวรรษที่ 19 ตามที่ Marx  และ Engles บรรยายไว้ ในภาคการเงิน การกู้ยืมเงินนอกระบบ (ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด) ความขัดแย้งกันระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ถึงกับฆ่าฟันกัน ให้เห็นเป็นข่าวก็มีบ่อยๆ แต่มักจะเป็นเรื่องเฉพาะรายมากกว่าในเชิงชนชั้น


แม้การบุกรุกประเทศไทยโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ทำลายอาชีพของพวกโชห่วย (ร้านขายของชำ) จะแพร่หลายและรุนแรง แต่ยังไม่มีใครสามารถปลุกระดมความรู้สึกของชาวโชห่วยนับล้านให้มีจิตสำนึกร่วมกันต่อต้านบรรษัทข้ามชาติได้สำเร็จ คนไทยที่มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในเชิงชนชั้นนั้นมีน้อยมาก โดยพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย คนไทยนิยมที่จะอยู่ร่วมกันแบบระบบอุปถัมภ์มากกว่า วัฒนธรรมอุปถัมภ์เป็นศัตรูสำคัญของการเกิดและพัฒนาของสังคมชนชั้น


อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางสังคมในรูปแบบอื่นๆ นั้นมีจริง เช่น ความขัดแย้งระหว่างคนต่างศาสนา ความขัดแย้งระหว่างคนเมืองกับคนชนบท คนรวยกับคนจน คนโกงกับคนซื่อสัตย์ ข้าราชการบางจำพวกกับประชาชนบางจำพวก ผู้มีอำนาจกับผู้ไร้อำนาจ ผู้ได้เปรียบกับผู้เสียเปรียบ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอยู่ในประเทศอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ไม่ใช่มีรากฐานมาจากชนชั้นทางสังคมตามความหมายของลัทธิมาร์กซ์ดั้งเดิม แต่ความขัดแย้งเหล่านี้เอง เหมาได้เอาไปขยายความใช้สำหรับการปฏิวัติในจีนอย่างได้ผล


การเอาแนวความคิดทางชนชั้นกับความขัดแย้งของคนในสังคมมาผสมกัน ทั้งของจริงและของเทียม เพื่อทำให้เป็นประเด็นการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ทั่วโลกนั้น มีผลกระทบที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือเชื่อกันว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นอุดมการณ์ของคนยากจน-กรรมกร-ชาวไร่ชาวนาและชาวชนบท เป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และเป็นพลังสำคัญที่นักการเมืองและนักปฏิวัตินิยมดึงมาเป็นพวก เป็นมิตร และเป็นเกาะกำบังในทุกขั้นตอนของการทำงานการเมือง


ไทยในยุคประชาธิปไตยพัฒนา ทุนนิยมสามานย์เฟื่องฟูควบคู่ไปกับการเมืองสกปรก สังคมชนบท ชาวไร่ชาวนาและกรรมกรยังมีภาพลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์มากกว่า กระแสความเชื่อเช่นนี้บวกกับกระแสความเชื่อของชาวโลก ทำให้นักการเมืองไทยเกือบทุกคนอยากได้ภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรกับชาวไร่ชาวนา มีนักการเมืองจำนวนมากร่วมมือกับนายทุนผู้ค้า “แรงงานทาส” ทำการขูดรีดและโกงชาวไร่ชาวนา ในขณะที่หาคะแนนนิยมให้แก่ตัวเองโดยอ้างว่าตนเป็นชาวไร่ชาวนาบ้าง ช่วยเหลือ (ความจริงคือช่วยเถือ) คนจนบ้าง


ฉะนั้น การที่ทักษิณกับพวกประกาศอ้างตัวเองเป็น “ไพร่” เพื่อจะร่วมมือกันชิงอำนาจคืนจาก “รัฐบาลอำมาตย์” โดยพยายามอิงบารมีของคนจน-คนชนบทนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจ เขาหลอกใช้คนจนโดยยอมตัวเป็น “ไพร่”  ขันอาสาไปรับใช้คนจน ทักษิณและพรรคพวกมีกลยุทธ์ในการเอาชนะศัตรูคล้ายกับ เลนิน สตาลิน และเหมา คือเอาคนยากจนซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศเป็นข้ออ้าง


แต่สิ่งที่ทักษิณทำได้ไม่สนิทคือ เขามีทรัพย์สินสะสมมาจากการฉ้อราษฏร์บังหลวง จนเป็นคนรวยระดับแรกๆ ของประเทศ ในขณะที่เลนิน สตาลิน และเหมาไม่มีรอยด่างพร้อยในด้านนี้เลย


คนเสื้อแดงที่ประกาศตัวเป็น “ไพร่” ตามทักษิณเพื่อ “ทำสงคราม” ชิงอำนาจคืนจาก “รัฐบาลอำมาตย์” นำโดยอภิสิทธิ์นั้นไม่ใช่เป็นพวกคนจน-คนชนบท-ชนชั้นล่าง หรือคนไร้อำนาจตามที่ทักษิณและแกนนำม็อบเสื้อแดงประกาศโฆษณาให้คนเชื่อซ้ำซากผ่านสื่อมวลชนที่เป็นเครือข่ายของคนเสื้อแดง เราอาจแยกประเภทของคนเสื้อแดงของทักษิณได้ดังนี้


(1)ชนชั้นนำที่รับหรือเคยได้รับการอุปถัมภ์ของทักษิณ ได้แก่ นายพลผู้กว้างขวางที่รับจ้างทำงานเฉพาะกิจ นายทหารการเมืองนอกราชการที่สมหวังในการเลื่อนยศ-ตำแหน่งในสมัยที่ทักษิณกุมอำนาจรัฐ หรือผิดหวังที่ไม่ได้รับการเลื่อนยศ-ตำแหน่งในสมัยที่พรรคประชาธิปไตยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

 

นักการเมืองที่เคยเกาะกินชาติกับระบบทักษิณและหวังว่า จะได้โอกาสเช่นนั้นอีก ส.ส. และส.ว.ที่กินหรือเคยกินเงินเดือนนอกระบบจากทักษิณ นักธุรกิจที่เคยเกาะกินกับระบบทักษิณ และหวังว่า จะมีโอกาสเช่นนั้นอีกถ้าทักษิณกลับมามีอำนาจ ผู้ที่เคยรับเงินอุปถัมภ์จากทักษิณในรูปแบบต่างๆ เช่นเงินหาเสียงเลือกตั้ง เงินเดือนประจำนอกระบบ เงินร่วมงานกุศล (ท่านผู้หญิงวิระยา เชาวกุล ไฮโซคนเสื้อแดงชื่อดัง เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เคยขอเงินทักษิณเป็นพันล้านในงานกุศล ท่านให้ทุกครั้ง)


(2)คนรักทักษิณด้วยแรงศรัทธา พวกนี้ส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของทักษิณ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นคนรวย-คนจน พ่อค้าประชาชนได้เหมือนกัน บ้างก็เป็นหัวคะแนนให้ ส.ส.พรรคของทักษิณในยามเลือกตั้ง พวกนี้เป็นประชากรที่ชอบเคลื่อนไหว เวลามีการชุมนุมทางการเมือง พวกเขาจะพากันไปร่วมไม่ว่าจะได้รับเงินค่าจ้างหรือไม่


(3)พวกส่งเสริมประชาธิปไตยขาเดียว อยากเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้า ยึดถือการเลือกตั้งเป็นใหญ่ ยึดประชาธิปไตยตะวันตกเป็นมาตรฐาน ต่อต้านการทำรัฐประหาร แต่ไม่พูดถึงคนชั่วที่สร้างเงื่อนไขให้ทหารยึดอำนาจ พวกนี้ต้องการตัดสิทธิและหน้าที่ในฐานะเป็นพลเมืองขององคมนตรีและผู้นำเหล่าทัพที่จะช่วยชาติในฐานะส่วนตัวเพื่อส่งเสริมคนดีมีความสามารถมาเป็นผู้นำของประเทศ พวกนี้เป็น “กองหนุน” หรือ “แนวหลัง” ในการสนับสนุน “กองทัพ” คนเสื้อแดงในด้านความคิด ข้อมูล และการประชาสัมพันธ์


(4)ผู้ที่รับจ้างไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเป็นรายวันหรือรายงวด (1 หรือ 2, หรือ 3 สัปดาห์ แล้วแต่จะตกลงกัน) คนที่มีรถยนต์หรือรถกระบะก็จะได้ทั้งค่าเช่ารถและค่าแรงงาน ราคาค่าจ้างจากแต่ละแห่งอาจจะแตกต่างกันตามความสามารถในการหาเงินของ “ขุนพล” ที่คนวงในของทักษิณจัดส่งมาตามสาย พวกได้ค่าจ้างดีหมายความว่าเป็น “ม็อบมีเส้น” เข้าถึงองค์อุปถัมภ์ในลักษณะมี “เส้นใหญ่” นอกจากนั้นแต่ละงานราคาก็ต่างกัน เช่นงานชุมนุมที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จนถึงปัจจุบัน (20 เมษายน 2553) นั้น


สำหรับแท็กซีได้ค่าจ้างวันละ 2,000 บาทก็มี 3,000 บาท  ก็มี จักรยานยนต์ได้วันละ 500 บาท เป็นมาตราฐาน คนขับจักรยานยนต์ได้ค่าแรงอีกวันละ 500-1,000 บาท แต่บางรายได้มากกว่า

 

 

สำหรับงานปะทะขั้นแตกหักราคาก็ปรับสูงขึ้น คนว่างงานที่อยู่ตามแฟลตในกรุงเทพฯ คนขายของริมถนน คนรับซ่อมเสื้อผ้า แม้กระทั่งคนขายของชำที่มีรายได้น้อย ส่วนหนึ่งก็ชอบรับจ้างไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง รายได้ดีกว่างานที่ทำอยู่ หรือดีกว่าอยู่เฉยๆ


ถามว่าคนทั้ง 4 จำพวกนี้เกี่ยวกับชนชั้นอย่างไร พวกเขาไม่สังกัดชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งตามหลักสังคมวิทยาแน่ ถ้าจะบังคับให้เป็นก็ต้องจัดให้เป็นชนชั้นใหม่ เป็น “ไพร่” พันธุ์ใหม่ของทักษิณ ตามความหมายเดิมที่เป็นข้าทาสบริวารของผู้มั่งคั่ง หรือผู้อุปถัมภ์ และอาจจะได้รับอุปถัมภ์ต่อไปอีก ถ้าหากทักษิณหรือพรรคของทักษิณได้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง บุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จากทักษิณจำพวกนี้มีจำนวนมาก รับใช้ทักษิณโดยไม่สนใจดอกว่าทักษิณจะเป็นคนซื่อสัตย์หรือไม่อย่างไร เช่นเดียวกับท่านผู้หญิงวิระยาที่รับเงินทำบุญกุศลจากทักษิณ ไม่สนใจดอกว่าเงินพันล้านเหล่านั้นได้มาโดยวิธีสะอาดหรือสกปรก


ไพร่พันธุ์ใหม่ในไทยมีอำนาจมากที่สุดในโลก ภายใต้การอุปถัมภ์ของทักษิณ ซึ่งหนีคุกไปตั้งศูนย์บัญชาการปฏิบัติการป่วนประเทศไทยในต่างแดน โดยโฟนอินบ้าง วีดิโอลิงค์บ้าง เข้ามาสั่งงานให้แกนนำม็อบเสื้อแดงและกล่าวคำปราศัยผ่านจอทีวีของคนเสื้อแดง ให้จัดการโค่นล้มรัฐบาลอำมาตย์ให้สำเร็จโดยเร็ว


ไพร่พันธุ์ทักษิณใช้สิทธิ์ชุมนุมทางการเมืองเกินขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  ใช้อำนาจบาตรใหญ่ชุมนุมปิดถนน จัดเวทีให้แกนนำคนเสื้อแดงพูดจาด่า-ใส่ร้ายป้ายสีคนที่พวกเขาถือว่าเป็นศัตรู

 

ตั้งสถานีโทรทัศ PTV วิทยุชุมชน ปลุกปั้นให้คนเสื้อแดงทำผิดกฎหมายชัดๆ เพื่อยั่วยุให้ตำรวจ-ทหารใช้กำลังปะทะ สั่งการให้ไล่ล่า “อำมาตย์” ตำรวจ-ทหารไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพราะกลัวจะเกิดการนองเลือด แต่ยอมให้ม็อบเสื้อแดงมาแย่งอาวุธไป ภาพอย่างนี้หาดูได้ยากในโลกนี้ ไพร่กับอำมาตย์ใครใหญ่กว่ากันแน่?


อำมาตย์คือใคร? บนหน้าปกเอกสาร Voice of Thaksin ของผู้นำไพร่พันธุ์ใหม่ฉบับหนึ่ง มีรูปไพ่ 3 ใบ ใบหนึ่งเป็นตัวแจก รูปอภิสิทธิ์ (นายกรัฐมนตรี) ใบที่สองเป็นรูปตัวควีน พลเอกเปรม (ประธานองคมนตรี) และอีกใบหนึ่งเป็นเครื่องหมายคำถามแทนรูป (?)

 

ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับขบวนการเสื้อแดงเห็นแล้วก็จะรู้ทันทีว่าพวกเขาต้องการให้หมายถึงใคร แถมยังแนะว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยกำลังจะสิ้นสุด ใช้คำว่า “อาทิตย์อัสดง” เพราะพวกเขากำลังไล่ล่าอำมาตย์


ความจริงรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค แต่ละพรรคมิได้ทำงานการเมืองแทนผลประโยชน์ของชนชั้นใดโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยของทักษิณ แต่พวกเขามิได้เลือกที่จะเป็นไพร่พันธุ์ใหม่ของทักษิณเหมือนพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าทุกพรรคก็ไม่อยากยอมรับว่าเป็นอำมาตย์ด้วย ความจริงนักการเมืองทุกพรรคต้องหาเสียงกับคนยากจนซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศและการที่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. ก็เนื่องมาจากได้คะแนนเสียงจากคนทุกเหล่าอาชีพ หรือทุกชนชั้น พรรคที่มี “เงินใช้ผีโม่แป้ง” มาก ก็มีโอกาสที่จะได้คะแนนเสียงมาก จะเรียกว่าเป็นส.ส. ของคนรวยหรือของคนจนก็ลองคิดกันดูเอง


ทหารเป็นพวกไพร่หรืออำมาตย์?  “กองหนุน” ของคนเสื้อแดงสอนให้คนชิงชังทหารเพราะทหารได้ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่พวกเขาไม่เคยถามตัวเองว่าก่อนมีรัฐประหาร รัฐบาลทักษิณที่ได้รับเลือกตั้งมาได้ใช้อำนาจเผด็จการในรัฐสภา ฉีกรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วหรือยัง เขาว่าทหารรับใช้อำมาตย์ นายทหารเป็นส่วนหนึ่งของอำมาตย์ ทหารภายใต้การนำของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา (ผบ.ทบ.) ไม่ยอมปราบม็อบเสื้อเหลือง ในสมัยรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย (29 มกราคม – 2 ธันวาคม 2551) แต่ทำไมจึงยอมสลายม็อบเสื้อแดงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ (ในวันสงกรานต์ 2552)


 พวกเขาสรุปการวิเคราะห์ระบบความมั่นคงของไทยในเชิงชนชั้นว่า ทหารไม่ยอมรับใช้รัฐบาลที่นำโดย “ไพร่” แต่รับใช้อำมาตย์อภิสิทธิ์


เราต้องเข้าใจว่าวงการทหารมีการเปลี่ยนยศ-ตำแหน่ง-ฐานะง่าย จิตสำนึกในการแบ่งแยกเป็นชนชั้นในสถาบันทหารคงไม่เกิด การรับใช้รัฐบาลเป็นหน้าที่ การปกป้องสถาบันกษัตริย์ก็เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้านายทหารคนใดเสี่ยงชีวิตทำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลที่ชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ก็คงจะไม่เกี่ยวกับเรื่องชนชั้น แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงื่อนไขหรือสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลามากกว่า ปัญญาชนคนเสื้อแดงจะตัดสินการทำหน้าที่ของทหารโดยไม่ดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป คงจะไม่ถูก เป็นต้นว่า ทำไมทหารไม่ช่วยรัฐบาลสมัคร-รัฐบาลสมชายปราบม็อบเสื้อเหลือง


ข้อเท็จจริงในขณะนั้นมีอยู่ว่า


(1) รัฐบาลในขณะนั้นเชื่อใจตำรวจมากกว่าทหาร ไม่กล้าเสี่ยงที่จะใช้ทหารปราบหรือสลายม็อบเสื้อเหลือง


(2) รัฐบาลในขณะนั้นเลือกใช้คนเสื้อแดงเป็นหน่วยจรยุทธทำการข่มขู่คนเสื้อเหลืองเป็นการแสดงพลัง


(3) รัฐบาลในขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมได้กำลังดำเนินการอยู่ทั้งในเรื่องการยุบพรรค ที่เป็นแกนนำของรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดให้ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และให้นายสมัครและนายสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามวาระต่างกัน


ทหารที่ไม่ยอมรับใช้รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นต้องเสี่ยงภัยเอาเอง เพราะอาจต้องโทษขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้ อาจถูกปลดหรือถูกย้ายได้ ยิ่งกว่านั้น ถ้าผู้คุมกองทัพจะออกมาให้ความเห็นให้รัฐบาล(ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือมิชอบด้วยกฎหมาย) ยุบสภาฯ หรือให้นายกรัฐมนตรีลาออกดีกว่า จะให้ทหารออกมาปราบปรามประชาชนก็ย่อมทำได้ (โดยเสี่ยงภัยเอาเอง) ไม่เกี่ยวกับเรื่องสถานภาพทางชนชั้นของทหารแต่อย่างใด


เราจะเห็นว่าภายหลังการปะทะกันระหว่างทหารกับม็อบเสื้อแดงที่ใกล้สี่แยกคอกวัว จนมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน แล้ว พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกัน ซึ่งมีนัยสำคัญว่า ทหารเลิกรับใช้การเมือง กลับเข้ากรมกอง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับม็อบเสื้อแดงนั้นได้เปลี่ยนสภาพจากการเมืองเป็นเรื่องความมั่นคงไปแล้ว


ตำรวจ อัยการ ศาล ( ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ) และองค์กรอิสระ (ปปช., กกต.) เป็นชนชั้นอำมาตย์หรือไม่? พวกเขารับใช้ใคร?


บุคลากรในสถาบันดังกล่าว เปลี่ยนตัวไปตามกาลเวลาหรือวาระ คุณวุฒิ วัยวุฒิ ควบคู่กันไปกับระยะเวลาในการรับราชการ สำหรับองค์กรอิสระ ก็มีวาระแน่นอนในการดำรงตำแหน่ง ไม่มีหลักวิชาใดๆ ที่สามารถชี้แนะได้ว่า บุคลากรคนใดหรือสถาบันใดสังกัดชนชั้นใด การที่มีคนเสื้อแดงออกมากล่าวหาองค์กรต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมว่าเป็นพวกอำมาตย์ หรือรับใช้อำมาตย์มากกว่าคนยากจน  โดยใช้ศัพท์ต่างๆ (สองมาตรฐาน, เสนาภิวัตน์, ตุลาการภิวัตน์ ฯลฯ) ซึ่งมีนัยในเชิงกล่าวหาว่าองค์กรดังกล่าวมีอคติในเชิงชนชั้นนั้นคงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง


ความจริงประเทศไทยมีปัญหามากกว่า “สองมาตรฐาน” ถ้าเรามีเพียงสองมาตรฐานจริง ก็น่าจะมีเฉพาะความถูกและความผิด คนทำถูกเท่านั้นที่จะมีโอกาสอยู่ดีมีสุข แต่คนทำผิดก็ควรจะต้องรับโทษ รับกรรมและรับทุกข์ ปัญหาการทำงานของสถาบันและองค์กรดังกล่าวมีมากกว่า “สองมาตรฐาน” แต่ทั้งหมดไม่ใช่มีพื้นฐานมาจากเรื่องชนชั้นทางสังคม อาจจะเป็นปัญหา “โครงสร้างทางสังคม” ก็ได้ (คำนี้กว้างดี)


ฝ่ายหัวเสฯ ของคนเสื้อแดงชอบพูดว่า สถาบันหรือองค์กรดังกล่าวมีอคติต่อต้านทักษิณ พวกเขาคงคิดถึงคดีที่ทักษิณถูกปปช. กล่าวหาว่าซุกหุ้น (พ.ศ. 2544) คดีทักษิณถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ทักษิณต้องโทษจำคุก 2 ปี ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ยึดทรัพย์ทักษิณ 46,373 ล้านบาท โทษฐานร่ำรวยผิดปรกติจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป (26 กุมภาพันธ์ 2553)


 คดีศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย (30 พฤษภาคม 2550) ยุบพรรคพลังประชาชน (2 ธันวาคม 2551) เฉพาะที่ทักษิณถูกฟ้องดำเนินคดีซึ่งยังค้างอยู่ก็มีไม่ต่ำกว่า 10 คดี

ส่วนคดีที่คนเสื้อเหลืองถูกฟ้อง (มากกว่า 200 คดี) นั้น ไม่มีอะไรคืบหน้า หรือคืบหน้าน้อยมาก คนเสื้อแดงสรุปว่าสถาบันและองค์กรดังกล่าวมีอคติต่อต้านทักษิณ ขวัญใจของคนจน โดยไม่แยกแยะว่าผลประโยชน์ของทักษิณกับของคนจนแตกต่างกันอย่างไร


เหตุที่ทำให้คนเสื้อแดงรู้สึกเช่นนั้นเพราะพวกเขาลืมคิดไปว่า ทักษิณและคนเสื้อแดงได้ทำผิดกฎหมายมากผิดปรกติ เรื่องที่ยังไม่มีการดำเนินคดีก็มีอีกมาก เช่นคดีซุกหุ้น (1) ปี 2544 มีกรณีแจ้งความหรือให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาก็ยังไม่มีตำรวจหรืออัยการที่ไหนได้ริเริ่มดำเนินคดี ที่มีข่าวอื้อฉาวว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1-2 คนรับสินบนในคดีนั้น ผู้ให้สินบนหรือผู้รับสินบนก็ยังไม่ถูกดำเนิน


คดี คดีทักษิณร่ำรวยผิดปรกติในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น นอกเหนือจากหุ้นบริษัทชินคอร์ปแล้ว ยังมีส่วนที่ร่ำรวยผิดปรกติอีกไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท (เอาจำนวนทรัพย์สินที่มีอยู่จริงทั้งที่เปิดเผยและซุกไว้ในประเทศและต่างประเทศ ในวันที่พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นตัวตั้งลบด้วยจำนวนทรัพย์สินที่แจ้งไว้ต่อ ปปช.เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก คือวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544) ก็ยังไม่มีใครดำเนินคดี คดีที่ทนายความของทักษิณให้สินบนเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาฯ 3 ล้านบาท ก็เงียบหายไป

การให้ประกันตัว ทักษิณ และอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศ ก็ไม่มีใครเอาเรื่องว่าอัยการทำสำนวนคัดค้านการประกันตัวอ่อน หรือศาลบกพร่องปล่อยให้ทักษิณประกันตัว-ออกนอกประเทศและหนีคุกไปทำร้ายประเทศไทยจากต่างประเทศ


 เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับแกนนำคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันสงกรานต์ ปี 2552 นั้น ในจอทีวีมีใครบ้างที่มองไม่เห็นว่าผู้ร้ายที่ไล่ล่านายกรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นใคร พวกเขาได้ร่วมมือกันรุมทุบรถยนต์ทำลายทรัพย์สมบัติของหลวงอย่างอุกอาจเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อแป มีการจับหรือไม่จับตัวคนร้ายที่เห็นตัวกันชัดๆ มาลงโทษกันแล้วกี่คน เฉพาะที่จับได้ไม่กี่คนศาลก็ให้ประกันตัวออกไปทำร้ายประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีก


การกระทำอย่างนี้เป็นพฤติกรรมของคนในระบอบ “บาทาธิปไตย” ไม่ใช่  “ประชาธิปไตย” ตามที่พวกเขาเรียกร้องแน่นอน ตำรวจ อัยการทำอะไรกันอยู่ หรือเป็นความบกพร่องซ้ำซากของศาลที่ให้ประกันตัวคนร้ายออกไปทำร้ายประเทศไทยให้บอบช้ำยิ่งๆ ขึ้น


ที่กล่าวมานี้ ยังต้องการชี้ให้เห็นด้วยว่า สถาบันและองค์กรเหล่านี้ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ต่างกันนั้นมิได้ทำตามอำนาจหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ เกี่ยวกับการดำเนินคดี คนเสื้อเหลืองด้วย (ที่ฟ้องร้องแล้วแต่คืบหน้าช้ามากกว่า 200 คดี) การที่คนเสื้อแดงยกเอาเรื่องนี้มาโจมตีรัฐบาลก็คงไม่ยุติธรรมนัก ประการแรกตำรวจในกรุงเทพฯที่มีอยู่ถูกระดมมาดูแลปัญหาที่พวกคนเสื้อแดงสร้างขึ้นทั้งวันทั้งคืน ประการที่สอง รัฐบาลอภิสิทธิ์-สมชาย-สมัคร ทำงานเหมือนกันคือไม่ยอมเร่งคดีที่ฝ่ายตนหรือพรรคพวกของตนตกเป็นผู้ต้องหา แต่ก็คงจะมียางอายเหลืออยู่บ้างที่ไม่กล้าไปเร่งคดีที่ผู้ต้องหาเป็นฝ่ายตรงกันข้าม หรือไม่ก็เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม


ถ้าข้อสังเกตที่กล่าวมาแล้วไม่ผิด การวิเคราะห์องค์กรหรือสถาบันดังกล่าวในเชิงชนชั้นจึงเป็นเรื่องอารมณ์มากกว่าเหตุผล การกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นอำมาตย์หรือรับใช้อำมาตย์ก็ไร้เหตุผล แต่เงินอาจจะ “จ้างผีโม่แป้งได้” คนร่ำรวยมีเงินมากก็ดี คนมีเส้นสายต่อถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมก็ดี อาจทำให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ทำหรือไม่กระทำตามหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องการเมืองหรือการชุมนุมทางการเมืองในไทยในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น คดีบุคคลสำคัญที่ถูกเตะถ่วงให้ล่าช้าเนิ่นนานไปจนหมดอายุความไปก็มีมาก จนผู้ต้องหาหรือจำเลยตายไปก่อนต้องโทษจำคุกก็มีไม่น้อย


เจ้าพนักงานที่ประพฤติมิชอบเช่นนี้ อาจจะทำหรือละเว้นการกระทำเพราะรับสินบนหรือมีเส้นสายหรือเหตุผลอื่นๆ จะต้องดูเป็นกรณีๆ ไป แต่คงไม่ใช่เพราะพวกเขามีจุดยืนอยู่ข้างฝ่าย “อำมาตย์” หรือฝ่าย “ไพร่พันธุ์ทักษิณ” ตามที่มีการกล่าวหากันมาก ระบบความยุติธรรมของไทยด้อยพัฒนาจริงๆ ไม่เกี่ยวกับชนชั้นหรือ “สองมาตรฐาน” แต่ประการใด

 

สงครามชนชั้นในไทย?


เมื่อ Marx และ Engels พูดถึงสงครามชนชั้นของสังคมอุตสาหกรรมในยุโรป ว่ามันเป็นการพัฒนาของสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พวกเขาไม่ได้บอกว่าปล่อยให้มันพัฒนาไปตามธรรมชาติของระบบทุนนิยม กลับแนะว่าเราเร่งระยะให้เร็วขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ ท่านปลุกปั่นให้  “ผู้ใช้แรงงานทั่วโลก จงสามัคคีกัน ท่านไม่มีอะไรที่จะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน” (ดู Communist Manifesto, ใน Essential Works of Marxism, New York: Bantam Books, 1961, p.44)


หมายความว่า ถ้าเงื่อนไขของสังคมยังไม่สุกงอม ท่านจะใช้วิธีอะไรก็ตามที่สร้างเงื่อนไขต่างๆเพื่อให้สุกงอมแล้ว คอมมิวนิสต์ก็ได้โอกาสออกมานำขบวนการปฏิวัติทำให้เป็นสังคมคอมมิวนิสต์ตามเป้าหมาย เลนินและสตาลินใช้กลยุทธ์นี้ทำรัสเซียให้เป็นคอมมิวนิสต์ เหมาเจ๋อตุงปฏิวัติในจีนได้สำเร็จก็ต้องอาศัยการเร่งรัดความขัดแย้งภายในและสงครามกับญี่ปุ่นเป็นปัจจัยช่วย   และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ปัจจัยเรื่องชนชั้นที่แท้จริงมีส่วนส่งเสริมความสำเร็จน้อยมาก ทั้งในรัสเซีย จีนและประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ


ในประเทศไทย ตั้งแต่ทักษิณถูกทำรัฐประหารโค่นล้มอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทักษิณและพรรคพวก ต้องการต่อสู้เพื่อทวงอำนาจคืน จึงต้องใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย ผู้ร่วมงานใกล้ชิดของเขาหลายคนเคยเข้าไปร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พวกเขาคงจะได้ศึกษากลยุทธ์การปฏิวัติคอมมิวนิสต์จีนและเอามาเป็นแนวทางการปฏิวัติในไทย เงื่อนไขอย่างหนึ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนทำอย่างได้ผลคือ จุดประเด็นเอาใจคนจนมาเป็นพรรคพวก แพร่กระจายความรู้สึกต่อต้านชนชั้นกลางและชนชั้นสูง


ทักษิณและคณะเป็นคนที่รู้ปัญหาของสังคมไทย โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและพลังอำนาจมืดและสว่างต่างๆ ของสังคมดี พวกเขาเป็นคนฉลาดรู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาชนะศัตรูหรือคู่แข่ง ทักษิณได้สะสมเงินทุนในการทำการต่อสู้กับศัตรูไว้เป็นจำนวนมากด้วยวิธีการทั้งสุจริตและทุจริต ยุทธศาสตร์ที่ทักษิณและพรรคพวกของเขาใช้เพื่อเอาชนะศัตรูในคราวนี้มีทั้งที่เกี่ยวกับชนชั้นและปัจจัยเสริมอื่นๆ ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะส่วนที่เกี่ยวพันกับสงครามชนชั้น ซึ่งทักษิณและพรรคพวกนำมาใช้รณรงค์โค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนี้


(1) ใช้คนเสื้อแดงเป็นหัวหอกในการทำลายเสถียรภาพของรัฐบาล ระดมคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแสดงต่อชาวโลกว่า ทักษิณยังมีคนนิยมและมีฐานอำนาจอยู่ในประเทศ พวกเขาได้อาศัยความอ่อนแอของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายของสังคมไทย ปรับปรุงวิธีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของคนเสื้อเหลือง  ระดมม็อบเสื้อแดงป่วนกรุงเทพฯ เป็นครั้งคราว หน้าฉากทำการชุมนุมโดยสันติตามรัฐธรรมนูญ  หลังจากมีกองกำลังติดอาวุธ และวางระเบิดข่มขู่รัฐบาลและประชาชนเกือบทุกวันตลอดระยะเวลาการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จนถึงวันที่เขียนนี้ (20 เมษายน) 


ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ม็อบเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ใช่เป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมายตามหลักสากล เพราะส่วนใหญ่เป็นม็อบรับจ้าง ครั้งที่มีการชุมนุมกันมากถึง 100,000 คน ประมาณว่ามีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยวันละ 200 ล้านบาท 100 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าจ้างคนชุมนุม อีก 100 ล้านบาท สำหรับค่าจ้างรถยนต์ รถกระบะ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์การชุมนุมและการบริหารการจัดการ รวมถึงการทำประชาสัมพันธ์ด้วย

 

 

ทั้งนี้ไม่รวมรายจ่ายของสถานีโทรทัศน์ PTV สถานีวิทยุชุมชนทั่วประเทศอีกมากมาย  ทักษิณมีเงินเหลือจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วร่ำรวย








สมหมาย ปาริจฉัตต์ : ปฏิวัติสองแนวทาง
เอกชัย ไชยนุวัติ : การกระจายอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ
วรศักดิ์ ประยูรศุข : ผู้รักชาติ
เตือน ยิ่งลักษณ์ สงกรานต์ยังไม่จบ ระวังกระสุนจริง !!!
รู้จักเขายัง? ชัยเกษม นิติสิริ จุดกระแสม.7 ชนม.7
ตรวจสอบดวงท่านวันนี้ กับคอลัมน์ ดาวกับดวง วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557 โดย พิมพ์พรร
น.พ.วิชัย เทียนถาวร : ′เส้นแบ่ง′...ชีวิต วัย...′ดอกลำดวน′
ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ : ความรัก ความลำเอียง และความเป็นกลาง
ฐากูร บุนปาน : จดบัญชี
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : 3 มิติของความชอบธรรมทางรัฐศาสตร์
สีแดงเฉดล่าสุด เกิดใหม่ในจุฬาฯ ประกาศแล้ว !!!
เปลือยชีวิต "เชอรี่ สามโคก" จากเด็กอักษรศาสตร์สู่ "นางเอกหนังอีโรติก" ชื่อดังแห่งยุค
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
เปิดใจ "ทราย เจริญปุระ" ไม่ได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น "ชินวัตร" (นะจ๊ะ?)
"ชูวิทย์" แชร์ประสบการณ์สมัยทำ อาบ อบ นวด "เซ็กส์และผู้ชาย6ประเภท" และ"ความลับ"ล้วงแล้วหลุดตอนไหน?