เอกสารลับ "แม้ว" แก้คดีก่อการร้าย อ้างดีเอสไอ ตัดต่อคลิป ปัดชักใย "เสธ.แดง" ตั้งกองทัพประชาชน

วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:29:29 น.




 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 สิงหาคม 2553 นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอความเป็นธรรมในคดีที่พนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณในความผิดฐานก่อการร้ายฐานร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่น หรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดฐานก่อการร้าย โดยในหนังสือฉบับดังกล่าวสาระสำคัญ


 4 ข้อคือ 1.คดีนี้ไม่ใช่คดีก่อการร้าย  2.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บังคับใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง 3.ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งไม่ได้ปลุกระดม ให้มวลชนคนเสื้อแดงกระทำผิด  4.ไม่เกี่ยวข้องกับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงวุฒิกองทัพบก โดยขอให้อัยการสูงสุดสอบพยานบุคคลเพิ่มอีก 8 คน

 

 

"มติชนออนไลน์"นำหนังสือฉบับดังกล่าวนำเสนอดังนี้

 

ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้องคดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาอื่น ในความผิดฐานก่อการร้ายฐานร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่น หรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดฐานก่อการร้าย หรือ เพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศไทยจากภายนอกประเทศ ถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นแล้ว     
 
คดีนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหารโดยกองกำลังทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หัวหน้าคณะปฏิวัติประกาศแผนบันได 4 ขั้น ต่อสาธารณะ ซึ่งแต่ละแผนล้วนแต่เป็นการกลั่นแกล้งกล่าวหาทางการเมือง และมีการกล่าวหาคดีอาญาหลายคดีโดยไม่เป็นธรรมตลอดมาจนกระทั่งมาถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การก่อการร้ายดังข้อกล่าวหาข้างต้นในลักษณะเป็นผู้ใช้ ตัวการ หรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตามที่กล่าวหา ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อท่านอัยการสูงสุด โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ฯประสงค์ที่จะขอความเป็นธรรมจากอัยการสูงสุดในการอำนวยความยุติธรรมตามหลักนิติธรรมและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้

 

 

ข้อ 1.คดีนี้มิใช่คดีเรื่องก่อการร้าย

 

พ.ต.ท.ทักษิณฯ ฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวกับเรื่องการก่อการร้ายในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลโดยเน้นความสามัคคี ปรองดอง สันติ และความสมานฉันฑ์ในสังคมจะเห็นได้จากการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 187/2546 เรื่องนโยบายจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  โดยมีหลักการบรรทัดฐานการจัดการความขัดแย้ง ต้องยึดมั่น “สันติวิธี” เป็นวิธีเดียวที่เป็นธรรม และสร้างความสงบสุขที่ยั่งยืน โดยเริ่มต้นที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน และคำสั่งดังกล่าวยังได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ แนวทางปฏิบัติ ไว้อย่างชัดแจ้ง รายละเอียดปรากฏตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 187/2546 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2546 เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1

แนวทางดังกล่าวได้สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ นับแต่ปี พ.ศ.2541 – พ.ศ.2549 ปรากฏตามเอกสารท้ายนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 ทำให้ตลอดมาประเทศไทยไม่เคยมีสถานการณ์ในเรื่องการก่อการร้ายเกิดขึ้นในสังคมไทย แม้จะมีปัญหาจากผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ไม่ถือเป็นสถานการณ์ที่ผู้กระทำการจะมีความผิดในเรื่อง “การก่อการร้าย” ดังที่มีการกล่าวหาเช่นคดีนี้ไม่
  

 

 

ดังนั้นปัญหาเรื่องการก่อการร้ายมิใช่ข้อหาที่จะนำมาหยิบยกเพื่อกล่าวหาผู้หนึ่งผู้ใดอย่างง่ายดายเช่นคดีนี้ไม่สมควรที่จะกระทำอย่างยิ่ง เพราะสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหาและถือเป็นการเริ่มต้นที่รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นฝ่ายหยิบยก กล่าวอ้างความรุนแรงมาทำร้ายและกลั่นแกล้งกล่าวหาคนในสังคมด้วยกันถือเป็นการผิดหลักการของแนวทางสันติวิธีสำหรับคดีนี้เรื่องที่มีการกล่าวหาว่ามีการก่อการร้าย ปัญหาว่าคำนิยามหรือสถานการณ์ ข้อเท็จจริงที่ถือเป็นเรื่องการก่อการร้ายนั้น ถือตามหลักกฏหมายใด การก่อการร้ายตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งถือเป็นกฏหมายที่จำกัดสิทธิของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นกฎหมายที่ออกในสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีเจตนารมย์และหมายเหตุของการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับดังกล่าว สาระสำคัญเป็นการใช้กฏหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยรูป ปกติ และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยประสงค์จะรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งปวงให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว และเป็นการเลือกใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในสถานที่และจังหวัดที่มีเหตุการณ์ที่มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นอันได้แก่ สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้กำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ในกฎหมายดังกล่าวว่าหมายความว่าอย่างไร และสถานการณ์ดังกล่าวยังมีสถานการณ์ฉุกเฉินในสองระดับ คือ สถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 5 ซึ่งไม่สถานการณ์เรื่องการก่อการร้าย และสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา

11  ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่มีการก่อการร้าย ดังนั้น สถานการณ์ฉุกเฉินเองยังมีระดับของความรุนแรงที่แตกต่างกันไป

 


กรณีตามปัญหารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าบริหารราชการแผ่นดิน และในฐานะผู้รักษาการณ์ตามกฎหมายดังกล่าว กระทำผิดกฏหมายและเจตนารมย์ของกฎหมายดังนี้

 

 

1.สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช.มิใช่สถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีที่มีการก่อการร้าย ตามมาตรา 11 ของกฏหมายดังกล่าว สถานการณ์ชุมนุมนับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2553 ยังไม่สถานการณ์ฉุกเฉินในเรื่องการก่อการร้าย การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในวันที่ 7 เมษายน 2553 โดยบังคับใช้กฏหมายดังกล่าวตามาตรา 11 โดยอ้างว่ามีการก่อการร้ายแทนที่จะบังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 5 หากเห็นว่ามีความจำเป็นดังนั้น จึงเป็นการบังคับใช้กฏหมายที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์และเจตนารมย์ของการบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นปัญหาที่หยิบยกนี้เห็นว่าเป็นสาระสำคัญในการขอความเป็นธรรมในฐานความผิดเรื่องก่อการร้ายเห็นว่าประเด็นปัญหานี้ผู้ต้องหาที่ 1 มีพยานบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องในการจัดทำพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาให้ข้อเท็จจริงและเจตนารมย์ของการบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้ เพราะการสอบสวนคดีนี้ปกปิดและไม่สนใจไม่นำพาที่จะสอบข้อเท็จจริงว่ามีสาเหตุใดที่ก่อให้เกิดความรุนแรงตามที่มีการกล่าวหา การบังคับใช้กฎหมายของนายกรัฐมนตรีถือเป็นการที่ฝ่ายรัฐเป็นฝ่ายที่เริ่มให้เกิดความรุนแรงดังนั้น ปัญหาว่าเรื่องที่มีการกล่าวหาว่ามีสถานการณ์อันเป็นเหตุที่กล่าวหาหรือไม่ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายข้างต้นถือเป็นปัญหาที่ควรให้ความเป็นธรรมต่อผู้ต้องหาที่ 1 ที่จะขอให้ท่านได้

 

 

โปรดสอบพยานบุคคลดังต่อไปนี้

 

1.นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ 2. นายชูศักดิ์ ศิรินิล

 


ข้อ 2. คดีนี้นายอภิสิทธิ์ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรีบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต

 

ปัญหาข้อเท็จจริงว่านายอภิสิทธิ์ ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศบังคับใช้กฏหมายดังกล่าวข้างต้นตามมาตรา 11 โดยอ้างกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลัง ประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินในวันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งในวันดังกล่าวหาได้มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการก่อการร้ายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นสถานการณ์ที่อ้างว่ามีการก่อการร้ายจึงเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาอย่างเลื่อนลอยทั้งๆที่ ไม่มีสถานการณ์การก่อการร้ายจริง เพราะการชุมนุมของกลุ่มนปช.ตลอดมาเป็นการชุมนุมโดยปกติไม่มีเหตุคดีอาญาใดๆ ในการชุมนุม การชุมนุมมีเป้าหมายทางการ

เมืองที่ชัดแจ้งเป็นไปตามกลไกในระบบรัฐสภา และรัฐธรรมนูญทุกประการ เป็นการดำเนินการชุมนุมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 วรรคท้าย ซึ่งรัฐธรรมนูญคุ้มครอง สถานการณ์การชุมนุม ณ วันที่ 7 เมษายน 2553 เป็นการกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ข้อเรียกร้องหนึ่ง คือ การยุบสภาก็ถือเป็นข้อเรียกร้องตามกลไกของรัฐธรรมนูญ สถานการณ์ขณะนั้นไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการก่อการร้ายดังนั้นการกล่าวอ้างและกล่าวหาว่าผู้ต้องหาที่

1 อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายจึงไม่เป็นความจริง ซี่งข้อเท็จจริงนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้ให้ความเป็นธรรมในการสอบสวนมูลเหตุ ข้อเท็จจริง พฤติเหตุอันเป็นสาระสำคัญก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ที่อ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์ฯ บังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการก่อการร้ายในวันที่ 7 เมษายน 2553 ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดแย้งต่อเหตุการณ์ที่ไม่มีการก่อการร้ายแต่อย่างใด ซึ่งสาระสำคัญในประเด็นนี้หากมีข้อเท็จจริงปรากฏเข้าสู่สำนวนคดีนี้จะทำให้เห็นได้ว่าปัญหาของเหตุการณ์ในวันที่ 10

เมษายน 2553 มิใช่สถานการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรงในการก่อการร้ายตามที่กล่าวหา

 

 

ปัญหาดังกล่าวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมผู้ต้องหาที่ 1 ขอกล่าวอ้างพยานบุคคลที่จะให้ข้อเท็จจริงต่อท่านถึงสถานการณ์การชุมนุม ได้แก่


1.นายประเกียรติ นาสิมมา
2.พลตำรวจโทชัช กุลดิลก

 


ข้อ 3. ผู้ต้องหาที่ 1 มิใช้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม การพูดหรือกระทำมิใช้ลักษณะปลุกระดม ยุยงส่งเสริมให้มวลชนคนเสื้อแดงกระทำผิด หรือก่อความไม่สงบ ก่อความวุ่นวาย เผาบ้านเผาเมือง หรือก่อให้เกิดการก่อการร้าย ในวันที่  10 เมษายน 2553 หรือความไม่สงบในสถานที่ต่างๆ
  

การกล่าวหาในคดีนี้ไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องหาที่ 1 สาระสำคัญของการกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 คือ การที่พนักงานสอบสวนอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 โฟนอิน หรือวีดีโอลิ้งค์เข้ามายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มนปช. เพื่อปลุกระดมฯ ดังกล่าวมาข้างต้น แต่การกล่าวหาและวิธีการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่กล่าวหาอันได้แก่คลิปเสียงจากการโฟนอิน หรือวีดีโอลิ้งค์ ของผู้ต้องหาที่ 1 พนักงานสอบสวนใช้วิธีการตัดต่อข้อความ และอธิบายความในสำนวนการสอบสวนในทางให้ร้ายต่อผู้ต้องหาที่ 1 ผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้กล่าวโดยสิ้นเชิงเป็นการกลั่นแกล้งให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้

รับโทษทางอาญาโดยไม่เป็นธรรมแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


 

3.1 การกล่าวอ้างเรื่องการพูดของผู้ต้องหาที่ 1 ในการโฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พูดถึงสาระสำคัญดังนี้ ..... รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 ซึ่งหากพิจารณาข้อความที่พูดทั้งหมดมิใช่เป็นการพูดปลุกระดมและก่อให้เกิดความรุนแรง อันนำไปสู่สถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดการก่อการร้ายแต่อย่างใด แต่พนักงานสอบสวนในคดีนี้กลับอ้างคำพูดเพียงบางท่อนบางตอนของผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งมิใช่คำพูดทั้งหมด แล้วมากล่าวอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 ปลุกระดมมวลชน

 


3.2 การกล่าวอ้างเรื่องการพูดของผู้ต้องหาที่ 1 ในการโฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2553 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พูดถึงสาระสำคัญดังนี้

 

"พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและเกลียดความไม่ยุติธรรม........ ต้องใช้เวลา......ต้องอดทน.......หัวใจของพวกเราคือมาอย่างสันติ เราตั้งใจอย่างยิ่งที่เราจะมาอยู่อย่างสันติ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน...... พี่น้องครับเราจะอดทนอดกลั้น เราจะต่อสู้ด้วยความสันติ....... ขอให้พวกเรานั้นได้เกิดความต่อสู้ที่มีความสันตินะครับ เพื่อที่เราจะได้เป็นตัวอย่างของการได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ถูกต้องที่ดีที่สุด  เราจงรักภักดีแต่เราถูกป้ายสีว่าไม่จงรักภักดี...... เป็นประวัติศาสตร์การเมืองที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชนในทางที่เป็นสันติ และในทางที่ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง  ของประเทศสักครั้งหนึ่ง"

 

 รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 ซึ่งหากพิจารณาข้อความที่พูดทั้งหมดมิใช่เป็นการพูดปลุกระดมและก่อให้เกิดความรุนแรง อันนำไปสู่สถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดการก่อการร้ายแต่อย่างใด แต่พนักงานสอบสวนในคดีนี้กลับอ้างคำพูดเพียงบางท่อนบางตอนของผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งมิใช่คำพูดทั้งหมด แล้วมากล่าวอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 ปลุกระดมมวลชน

 


3.3 การกล่าวอ้างเรื่องการพูดของผู้ต้องหาที่ 1 ในการโฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พูดถึงสาระสำคัญดังนี้ ..... รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 5 ซึ่งหากพิจารณาข้อความที่พูดทั้งหมดมิใช่เป็นการพูดปลุกระดมและก่อให้เกิดความรุนแรง อันนำไปสู่สถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดการก่อการร้ายแต่อย่างใด แต่พนักงานสอบสวนในคดีนี้กลับอ้างคำพูดเพียงบางท่อนบางตอนของผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งมิใช่คำพูดทั้งหมด แล้วมากล่าวอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 ปลุกระดมมวลชน

 


   

3.4 การกล่าวอ้างเรื่องการพูดของผู้ต้องหาที่ 1 ในการโฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2553 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พูดถึงสาระสำคัญดังนี้

 

"คนเสื้อแดงมีอาวุธอยู่อย่างเดียวครับ คือความจริงใช่ไหมครับ...... ไม่มีปืนผาหน้าไม้  ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแต่ความจริงมาสู้กันแล้ววันนี้ความจริงถูกลับทุกวัน  เริ่มแหลมคมครับวันนี้เราจะลับอาวุธของเราความจริงอาวุธเสื้อแดงนี่แหละครับ ให้มันมีความแหลมคมขึ้นไปทุกวัน เพื่อพี่น้องที่เป็นกลางๆ จะได้เข้าใจ และจะได้เข้ามาร่วมกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นในระบอบประชาธิปไตยครับ ...... วันนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องสร้างความสว่างให้สังคมไทยแล้ว ให้รู้ว่าความจริงนั้น คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ..... พี่น้องครับวันนี้พี่น้องทีวีต่างประเทศครับเริ่มเข้าใจเราแล้วครับ..... เมื่อก่อนนี้เค้าคิดว่าพวกท่านทั้งหลายเป็นเพียงผู้ที่สนันสนุนผมเท่านั้น แล้วคนไทยก็ไม่กล้าเข้ามาร่วมนัก ..... แต่วันนี้... กลายเป็นต่างประเทศเข้าใจแล้ว..... ว่าพวกท่านทั้งหลาย คือผู้ที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคมต่างหากใช้ไหมครับ...... เราจะไม่ทำอย่างที่สีเหลืองบุกเอ็นบีทีหรอก เราไม่ทำอย่างนั้นเพราะเราไม่ใช่พวกป่าเถื่อน....พวกคนเสื้อแดงนี่อย่างมากก็ปาอึ ปาปลาร้า นี่แหละครับ......... นายสุเทพ....บอกว่าข่าวกรองสหรัฐดักฟังโทรศัพท์ผมบอกว่าผมจะบึ้มกรุงเทพ  8  แห่ง แล้วเป็นไงวันนี้พี่น้องชาวเสื้อแดงไปถามฑูตสหรัฐอเมริกาบอกว่าไงครับ  บอกสหรัฐไม่เกี่ยวต้องให้คุณสุเทพอธิบายเอง  มันเป็นวัฒนธรรมไปแล้วครับ เป็นวัฒนธรรมของพรรคประชาธิปัตย์" 

 

รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 6 ซึ่งหากพิจารณาข้อความที่พูดทั้งหมดมิใช่เป็นการพูดปลุกระดมและก่อให้เกิดความรุนแรง อันนำไปสู่สถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดการก่อการร้ายแต่อย่างใด แต่พนักงานสอบสวนในคดีนี้กลับอ้างคำพูดเพียงบางท่อนบางตอนของผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งมิใช่คำพูดทั้งหมด แล้วมากล่าวอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 ปลุกระดมมวลชน

 


3.5 นอกจากนี้ยังกล่าวอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 ปลุกระดมผู้ชุมนุมโดยโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ในลักษณะยุยงให้คนเกลียดชังรัฐบาลซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วรายละเอียดของข้อความที่ผ่านทางทวิตเตอร์มีสาระสำคัญ........ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7


เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม พนักงานสอบสวนคดีนี้ทำการสอบสวนโดยตัดต่อคลิปเสียงคำพูดและข้อความให้ผิดไปจากความเป็นจริงผู้ต้องหาที่ 1 เพื่อยืนยันความถูกต้องแท้จริงของคำพูดฉบับที่สมบูรณ์จากการถอดเทปเสียงของผู้ต้องหาที่ 1 เพื่อให้ได้ความจริงว่าพนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการแสวงหาพยานหลักฐาน ผู้ต้องหาที่ 1 จึงขออ้างวัตถุพยานและพยานบุคคลเพื่อยืนยันถึงพยานหลักฐานที่ถูกต้องแท้จริง ดังนี้ พยานวัตถุได้แก่


1. โฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553  
2. โฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2553
3. โฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553
4. โฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2553
5. สำเนาทวิตเตอร์


พยานบุคคลได้แก่
1.นายพีระพันธ์ พาลุสุข
2.นายเกษม มกราภิรมย์

 

 

หากท่านอัยการสูงสุดได้อำนวยความยุติธรรมและเพื่อให้การพิจารณาคดีและการสั่งคดีเป็นไปโดยถูกต้องและเที่ยงธรรม โดยนำพยานวัตถุอันได้แก่คลิปเสียงต้นฉบับ และพยานบุคคลถึงคำพูดของผู้ต้องหาที่ 1 ที่โฟนอินและวีดีโอลิ้งค์ในวันที่ 5,13,15,17 มีนาคม 2553 มาสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว จะพบว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 ยังคงมีเจตนาเดิมในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรี คือ เจตนาในการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี คือ การเน้นความสมานฉันฑ์และการปรองดองในสังคมเรียกร้องการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยสันติวิธี  เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมมีความอดทนไม่มีข้อความใดที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้กล่าวให้ผู้ชุมนุมใข้ความรุนแรงโดยการเผาบ้านเผาเมือง หรือกระทำการใดๆ ตามองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามมาตรา 135/1,135/2,135/3 แต่อย่างใดทั้งสิ้น อาทิเช่น การให้ประชาชนไปศาลากลางก็เพื่อเป็นการแสดงออกในการประท้วงมิใช่เพื่อเผาศาลากลาง หรือไม่มีคำพูดใดที่จะยุยงให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำการประทุษร้ายต่อบุคคล ต่อทรัพย์สินอขงบุคคลใดๆ หรือต่อระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือในประการอื่นๆ

 

 


คำพูดของผู้ต้องหาที่ 1 มิใช่สาเหตุของการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดก่อให้เกิดความรุนแรง หรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่สี่แยกผ่านฟ้า หรือการบุกรุกรัฐสภา หรือบุกรุกสถานีไทยคม หรือการยึดอาวุธจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเหตุการณ์เข้าปฏิบัติการเข้าปิดล้อมพื้นที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่เคยเรียกร้องหรือพูดให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง และ ประการที่สำคัญนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่เคยได้โฟนอินหรือวีดีโอลิ้งค์มาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมแต่อย่างใด และในทางตรงกันข้ามนับแต่เดือนเมษายน 2553 ต่อเนื่องก่อนมีการยุติการชุมนุมปรากฏเป็นข่าวว่าผู้ต้องหาที่ 1 ป่วยหนักบ้าง หรือปรากฏข่าวว่าผู้ต้องหาที่ 1 เสียชีวิตแล้ว ดังนั้นการชุมนุมของกลุ่มนปช. เป็นการชุมนุมโดยกลุ่มนปช. และประชาชนที่ประสงค์ประท้วงต่อรัฐบาลโดยกลุ่มประชาชนเอง ผู้ต้องหาที่ 1 หาได้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมตามที่มีการกล่าวหาไม่


 

การที่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งเป็นพยานหลักฐานของฝ่ายพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหากมีการกล่าวอ้างว่าผู้ต้องหาที่ 1 เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดคดีนี้ล้วนเป็นพยานบุคคลที่มีอคติและเป็นการกล่าวอ้างโดนขาดไร้ซึ่งพยานหลักฐานสนับสนุนใช้วิธีการคาดเดา และคาดคะเนทั้งสิ้น ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่เคยสนับสนุนทางการเงินต่อผู้ชุมนุม การพูดคุยโดยผ่านวิดีโอลิ้งค์ หรือการโฟนอิน หรือการทวิตเตอร์ เป็นไปเพราะจิตใจที่ยึดมั่นต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และประสงค์ให้ประเทศอยู่ในหลักนิติธรรมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมเป็นเพียงคนหนึ่งเปรียบเสมือนผู้โดยสารคนหนึ่งในกระบวนรถประชาธิปไตยเท่านั้น ผู้ต้องหาที่ 1 มีถิ่นพำนักในต่างประเทศมีการเดินทางในต่างประเทศในหลายๆหลายประเทศช่วงเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนพฤษภาคม 2553 ไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามความผิดที่มีการกล่าวหา ช่วงเวลาที่มีการกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 ใม่สอดคล้องและมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ที่อ้างว่ามีการก่อการร้ายโดยสิ้นเชิง

 


ข้อ 4. กรณีปัญหาของพลตรีขัตติยะ สวัสดิ์ผล หรือเสธแดง เป็นเพียงผู้รู้จักในฐานะนักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้องไม่เคยมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษที่จะไว้เนื้อเชื่อใจและสนิทสนมในขณะที่ผู้ต้องหาที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยใช้อำนาจการบริหารให้คุณต่อบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่เคยเห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ของบุคคลดังกล่าวในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อบ้านเมือง ข้อกล่าวหานี้ก็ขัดแย้งกันอยู่ในตัวไม่สมเหตุสมผล เพราะเป็นไปไม่ได้หากผู้ต้องหาที่ 1 จะสนับสนุนแกนนำกลุ่ม นปช. อาทิเช่น

 

นายวีระ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งบุคคลที่กล่าวมามีแนวความคิดและการกระทำขัดแย้งต่อพลตรีขัตติยะฯ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสังคมแล้วผู้ต้องหาที่ 1 จะไปสนับสนุนแนวทางการใช้ความรุนแรงของพลตรีขัตติยะฯ ดังนั้นการให้ร้ายในการทำสำนวนคดีนี้ของพนักงานสอบสวนเป็นแนวทางการสอบสวนที่ขัดแย้งในตัวเองเพราะ เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ต้องหาที่  1 จะกระทำการดังกล่าวเพราะย่อมจะเป็นที่ไม่พอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 ก็เรียกร้องให้ปรองดอง สมานฉันฑ์ และสันติวิธีอยู่แล้ว ไม่เคยมีแนวความคิดจัดตั้งกองทัพประชาชนเพื่อต่อสู้กับหน่วยงานของรัฐ ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีทราบดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ต้องหาที่ 1 จะไปสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับการกระทำความรุนแรงใดๆ ให้เกิดกับสังคม


 

ข้อกล่าวหาเรื่องกรณีพลตรีขัตติยะฯ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมผู้ต้องหาที่ 1 มีพยานสำคัญที่ยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาที่ 1 ไม่เคยเห็นด้วยหรือพูดคุยกับพลตรีขัตติยะฯ เรื่องกรณีจัดตั้งกองทัพประชาชน ซึ่งท่านอัยการสูงสุดควรอำนวยความยุติธรรมต่อผู้ต้องหาที่ 1 โดยให้มีการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมให้ความเป็นธรรมในประเด็นนี้คือ


1.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
2.พลโทมะ โพธิ์งาม


ด้วยข้อเท็จจริงที่ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติผิดประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 

 

กล่าวคือคดีนี้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาที่ 1  ขอให้ได้รับการอำนวยความยุติธรรมตามสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนไว้ หรือสอบสวนไว้แต่เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ และไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงผู้ต้องหาที่ 1 จึงจำเป็นต้องของความเป็นธรรมให้ท่ายอัยการสูงสุดได้โปรดสอบพยานบุคคล และพยานอื่นๆ ตามที่ร้องขอก่อนมีการสั่งคดีนี้ด้วย