"ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี!!??" ฟรีแต่ไม่แฟร์ "รวยกระจุก จนกระจาย"

วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 12:19:33 น.


ผาสุก พงษ์ไพจิตร



นพ.ประเวศ วะสี



ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ


ชมรมเศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯ ได้จัดสัมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองครั้งที่ 2 ประจำปี 2553 เรื่อง "ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี !?" ที่โรงแรมตะวันนา เวลา 13.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม โดยในงานสัมนามีปฐกกถาจาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี และการอภิปรายเรื่อง "ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี!!??" มีวิทยากรร่วมการอภิปรายได้แก่ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร, ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์, รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และรศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์


ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวในการปฐกถาก่อนเริ่มการอภิปรายตอนหนึ่งว่า เรื่องความคิดแนวทางที่กำลังทำไป ส่วนหนึ่ง ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดคือ การขาดความเป็นธรรมและมีความเหลื่อมล้ำมากเกิน เห็นความไม่เท่าเทียมกันหลายเรื่องทั้งกฎหมาย สุขภาพ ความเป็นธรรมมีความสำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมกันถ้ามีแล้วก็จะอยู่กันอย่างเป็นสุข แม้แต่สัตว์ก็อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม


สาเหตุของความไม่เป็นธรรมก็คือโครงสร้างต่างๆ คนไทยไม่มีความคิดเชิงโครงสร้างมักมองเป็นเรื่องบุคคล แต่ไม่เข้าใจเรื่องโครงสร้างที่กำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมมักถักทอคนไทยเอาไว้ เหมือนเข่งที่ครอบฝูงไก่


ปัญหาเรื่องโครงสร้างนั้นเข้าใจยากและแก้ไขยาก จึงสรุปว่าไม่มีทางที่อำนาจของใคร องค์กใด หรือสถาบันใดจะแก้ไขได้ ถ้าลองติดตามดูก็จะพบได้ วิธีการจะแก้ไขคือต้องเปิดพื้นที่ทางสังคมและปัญญาอย่างกว้างขวาง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือให้ประชาชนที่ติดอาวุธทางปัญญาเป็นผู้ปฎิรูปและคนอื่นสนับสนุน เพราะฉะนั้น คุณอนันต์และผมก็สรุปว่าคณะกรรมการเป็นเพียงการสนับสนุนการปฎิรูปของประชาชน


พอคิดแบบนี้แล้วจึงออกมาเป็นคณะกรรมการสองคณะ คณะที่ตนเป็นกรรมการอยู่ก็สร้างเครือข่ายทุกภาคส่วน ส่วนของคุณอนันต์ก็เป็นเชิงนโยบายแล้วไปเชื่อมโยงกันเพื่อให้กระบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนติดอาวุธทางปัญญาได้ ส่วนกระบวนการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะแม้จะเป็นเรื่องยากแต่ก็มีความจำเป็นเพื่อนำมาเชื่อมโยงกับภาคประชาชนเพื่อย้อนกลับมาติดอาวุธทางปัญญา


เรื่องที่กำลังจะมาทำงานกันคือเรื่องกระจายอำนาจและเรื่องชุมชนท้องถิ่นที่สามารถจัดการตัวเองได้ เพราะปัญหาเรื่องอำนาจรัฐรวมศูนย์ทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพและผล ใช้เงินมากและคอรัปชั่นจนเป็นแรงจูงใจที่นักการเมืองเข้ามาทำงานแล้วกินรวมโต๊ะหมด เป็นเหตุให้รัฐประหารทำได้ง่าย ในประเทศที่กระจายอำนาจแล้วจะทำรัฐประหารไม่ได้ ห


หลังจากนั้นเป็นการอภิปรายเรื่อง "ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี !!??" โดยดร.ผาสุกกล่าวในการอภิปรายว่า เห็นใจกับคณะปฎิรูปที่มักโดนวิจารณ์ แต่จริงๆแล้วควรวิจารณ์รัฐบาลที่เหมือนกับใช้คณะกรรมการปฎิรูปบังหน้าแล้วตัวเองก็ลอยตัวไปได้ ซึ่งในรัฐบาลเองก็มีปัญหา ในขณะที่ทุกคนกลับไปวิจารณ์คณะปฎิรูปกันหมด เราอาจต้องมองในทางบวก ทั้งนี้ จึงอยากเสนอประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น


เมื่อพูดถึงการปฎิรูปคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเลิกระบบนายอำเภอหรือการปกครองส่วนภูมิภาค โอนงานทั้งหมดให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นให้แบ่งงานตามเหมาะสม ยกศาลากลางจังหวัดให้เป็นของอบจ. เพราะ ระบบการบริหารโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นระบบที่มาจากอดีตสมัยที่กรุงเทพต้องการปกครองหัวเมืองเหมือนในระบบอาณานิคม เจ้าอาณานิคมต้องการควบคุมทุกอย่างไว้ที่ส่วนกลาง ใช้ข้าหลวงเป็นตัวแทนไปปกครองส่วนต่างๆโดยนำนโยบายจากส่วนกลาง ผู้คนจึงอยู่ใต้อำนาจโดยสิ้นเชิง ซึ่งประเทศไทยเอาระบบนี้มาใช้เมื่อช่วงปลายทศวรรษ 1890 จนตกทอดมาถึงปัจจุบัน


สมัยนี้สภาพมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีการกระจายอำนาจอย่างอบต. อบจ. เทศบาล แต่แนวความคิดประเพณีเดิมยังอยากกำกับพฤิตกรรมท้องถิ่นยังมีอยู่ ดังนั้นการยกเลิกระบบผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเรื่องที่จำเป็น


ข้อมูลจากผู้ศึกษาและทำวิจัยหลายคนพบว่า หลายๆปีที่ผ่านมาผู้ว่าฯมีอายุทำงานเฉลี่ยหนึ่งถึงสองปีเท่านั้น เพราะมีระบบพรรค ระบบมุ้ง มีการปรับรัฐมนตรีหลายครั้ง เมื่อเปลี่ยน รมต.ก็ต้องโยกย้าย ผู้ว่าเหล่านี้ไม่มีโอกาสสั่งสมความรู้เกี่ยวกับในพื้นที่พอ ขาดความต่อเนื่อง ขณะนี้องค์กรบริการส่วนท้องถิ่นได้รับการส่งเสริมให้ทำแผนพัฒนา พอผู้ว่าเข้ามาก็มีแผนของตัวเองจากพรรคทำให้มีความขัดแย้ง ดังนั้น จึงควรยกเลิกไป


เมื่อมีการกระจายอย่างสมบูรณ์แบบก็ต้องเอางบประมาณลงไปให้ด้วย ถ่ายโอนระบบการเงินไปให้ ซึ่งการจะทำได้ต้องปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดินอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งน่าจะช่วยปัญหาคอรัปชั่นได้ระดับหนึ่ง แม้นัยยะทางการเมืองของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นคือ ความกังวลที่ไม่อยากเกิดเหตุการณ์อย่างช่วงเมษยนที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น คือ ถ้าจะเดินขบวนก็เดินขบวนกันในท้องถิ่น แต่ประเด็นนี้เป็นเพียงประเด็นหนึ่งในการปฎิรูปเท่านั้น ยังคงมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอีกหลายเรื่อง


ศ.ดร.อานันท์ กล่าวว่า ในฐานะของประชาชนคนหนึ่งถ้าให้คิดแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองคือ หนึ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลวัตการเปลี่ยนแปลง อย่ามองติดกรอบเกินไป สองคือไม่ติดกับปรากฎการณ์ ต้องมองลึกลงไปใต้ปรากฎการณ์ สามคือ ต้องคิดอย่างมีเงื่อนไข อย่างเช่นการตั้งเป้าหมาย ประเด็นสำคัญคือจะสร้างเงื่อนไขอย่างไรเพื่อนำไปสู่เป้าหมายต่างๆ


ภายใต้ความคิดเหล่านี้ก็ต้อองมาดูว่าปัญหาที่ต้องปฎิรูปคืออะไร เรื่องแรกคือต้องเข้าใจว่าปัญหาของสังคมไทยไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทยอย่างเดียวเพราะตอนนี้เราเป็นโลกาภิวัตน์ สังคมไทยกำลังไม่เหลือความเป็นพรหมแดน สังคมไทยไทยปัจจุบันมีลักษณะเป็นพหุสังคมไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ความปรองดองที่เราพูดกันไม่ได้พูดบนพื้นฐานความเป็นจริง มีอะไรที่อยู่ระหว่างกลางมากไปกว่าที่คิด ลักษณะเชิงโครงสร้างเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราคิดแค่มุมเดี่ยวก็จะไปไม่รอด


ภายใต้สภาวะดังกล่าว คนที่เกิดขึ้นใหม่โดยที่คนกลุ่มเก่าไม่มีความเข้าใจก็จะตกอยู่ภายใต้สภาพล่องหนอย่างเช่น ที่เรามองไม่เห็นคนงานนอกระบบ เมื่อไปสร้างระบบสวัสดิการ คนที่เรามองไม่เห็นก็จะไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ การออกแบบการปฎิรูปก็จะเป็นปัญหา


สังคมชนบทเองก็มีการบีบโครงสร้างอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนหากคิดถึงชนบทก็จะนึกเรื่องการเกษตร แต่ตอนนี้สังคมการเกษตรกำลังเคลื่อนที่จากฐานด้านที่ดินไปสู่ฐานเรื่องทุน อาจกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร สรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดปัญหาดูดซับส่วนเกินออกจากระบบมากเกินไป เกิดจากระบบทุนนิยมที่เน้นเรื่องเสรี แต่เป็นเสรีด้านเดียว หรือเป็นทุนนิยมด้านเดียวอาจเรียกได้ว่า "ฟรีแต่ไม่แฟร์"


แม็กซ์ เวเบอร์นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียงพบว่าเมืองเวนิชมั่งคั่งเพราะ มีกฎหมายว่าหากได้กำไรก็แบ่งกัน ขาดทุนก็ต้องแบ่งกันขาดทุน แต่คนไทยมีนิสัย กำไรเราเอา ส่วนขาดทุนเอ็งเอาไป ที่เกิดปัญหาส่วนเกินถูกดึงเพราะเป็นการผลักความรับผิดชอบออกไป ดังนั้นจึงเกิดความเสี่ยงที่ไม่ใช่มาจากธรรมชาติในระดับสูง


คำถามคือแล้วสังคมจะคิดอย่างไรเพื่อสร้างเงื่อนไขไปแก้ปัญหาดังกล่าว สิ่งสำคัญที่ต้องพูดคือปัญหาการครอบงำสังคม ใช้สถาบันดั้งเดิมแก้ปัญหาใหม่โดยที่เราชอบพึ่งของเก่าคือ "บ้าน วัด โรงเรียน"  ในทางเศรษฐสาตร์การเมืองเรียกสิ่งนี้ว่ากลไกเชิงสถาบัน ที่หมายถึง ระบบภาษี กลไกการเก็บภาษีจะสามารถนำมาสร้างเงื่อนไขทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น กล่าวคือต้องใส่กลไกเชิงสถาบันเหล่านี้เข้าไปมากขึ้นให้เกลี่ยความมั่งคั่งเข้าไป


ปัญหาของกลไกเชิงสถาบันของเราคือเน้นกลไกเดี่ยว หนึ่งสถาบันยึดพื้นที่เป็นของตัวเองกรมป่าไม้ก็ยึดพื้นที่ ทรัพยากรว่าเป็นของตนเองหมด หลักคิดที่ต้องตามมาคือต้องเน้นหลักคิดเชิงซ้อน ห้ามหน่วยงานเดียวรับผิดชอบการจัดการพื้นที่หรือทรัพยากรเพียงหน่วยงานเดียว ดังนั้นต้องออกแบบกฎหมายเพื่อปรับแก้ความสัมพันธ์เหล่านี้


สุดท้ายคือ การมองขัดแย้งในแง่ลบ การแก้ปัญหาต้องมองความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์เพราะถ้าไม่เกิดความขัดแย้งจะไม่เกิดการสร้างสรรค์ ถ้าสังคมเราตกอยู่ภายใต้ความคิดครอบงำว่า "ความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดี" ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงอยากเสนอพื้นที่ทางปัญญา ให้คนหลายๆคนเข้ามาถกเถียงในกรอบ จุดประเด็นให้คนถกเถียงจนตกผลึกแล้วนำมาขับเคลื่อนสังคม 


รศ.สมภพกล่าวว่า ปัญหาที่เปลี่ยนความขัดแย้งกลายเป็นการเผชิญหน้ากันเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่เคยพูดกันนั่นคือ เรามีปัญหาความตีบตัน ขาดแคลน เรามีความเสื่อมอย่างน้อยสี่เรื่องคือ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และประเพณี วัฒนธรรม


เศรษฐกิจไทยควรต้องโตมากกว่าปัจจุบันอย่างน้อนยหนึ่งเท่า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ "รวยกระจุก จนกระจาย" คนจนจึงทำตัวเป็นโรนิน เป็นชาวนาไร้สังกัด คนชนบทไม่สามารถฝากตัวเองกับการเกษตรได้ต้องเข้ามาทำงานในเมือง  คนไทยจำนวนมากกลายเป็นมนุษย์โพล้เพล้ ถ้าสภาพเป็นอย่างนี้แล้วเราจะไปปลุกจิตสำนึกได้อย่างไร ตราบใดที่เราไม่สามารถทำให้เค้กเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นและทั่วถึงได้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องสมานฉันท์


ด้านการเมืองสิบกว่าปีที่ผ่านมา พัฒนาการการเมืองไทยตอนนี้ เรามีนอมินีเลยลงไปถึงรุ่นเหลนแล้ว เป็นระบบครอบครัวที่หนาแน่นสวนทางกับการสร้างมืออาชีพที่เกิดขึ้นเมื่อโลกมีความเคลื่อนไหว การเมืองของเรามีปัญหามาก เมื่อการเมืองมีปัญหาก็อย่าคาดหวังว่าจะมีการเมืองที่มีคุณภาพได้เพราะหลายๆด้านจำเป็นต้องพึ่งเรื่องการเมือง บางเรื่องเอกชน และประชาชนทำเองไม่ได้


เรื่องสังคม เราเสื่อมถอยในหลายแวดวง ประเพณีและวัฒนธรรมก็ยิ่งมีความชัดเจน สี่ตัวแปรเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงขับเคลื่อนของโลกที่ไร้พรหมแดน ซึ่งโลกไร้พรหมแดนนำมาซึ่งความเสี่ยง อย่างเช่นปัญหาบาทแข็งค่า 


ดังนั้นแล้ว จึงนำไปสู่ตัวแปรการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพดูได้จากการตกชั้นทางเศรษฐกิจ และการแก้ไขก็แค่แก้ปัญหาเฉพาะด้าน  เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วการแก้ไขปัญหาก็ต้องจำกัดความตีบตันของสถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันไหน โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย เมื่อเรามีปัญหาความตีบตันทางสถาบันก็นำไปสู่การกำหนดนโยบาย เมื่อความบิดเบี้ยวเกิดขึ้นก็นำไปสู่ปัญหาการจัดการที่ไม่ลงตัว ถ้าต้องการสร้างความปรองดอต้องมาคำนึงเรื่องตัวแปรที่กล่าวไปข้างต้น


อ.ณรงค์กล่าวว่า ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ มันเกิดจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เสมอภาคจนนำไปสู่ประเด็นต่างๆอย่างเช่นปัญหาส่วนกลางมีอำนาจมากเกิน รับมือโลกาภิวัตน์ไม่ได้ เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบนี้รัฐ, กลุ่มคนในกลไกรัฐ และทุนได้เปรียบ เมื่อคนเหล่านี้เกิดขัดแย้งกันก็เกิดปัญหาขึ้น รัฐกับทุนไปกันได้ ประชาชนยิงเสียเปรียบมาก


เมื่อดูเรื่องความเสียเปรียบนี้ ลองมาดูที่รายได้จะเห็นได้ชัด คนมีอำนาจมากก็จะเป็นคนที่มีอำนาจทางการเงิน พูดตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ทางการเมืองแล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจในการจัดสรร แบ่งปัน แม้ว่าความเป็นทุนนิยมหมายถึงการแบ่งปันด้วย แต่ของบ้านเรากลับกลายเป็นทุนนิยมสูงขึ้นเกิดการช่วงชิงมากขึ้น

 

เมื่อเป็นเช่นนี้จะพบว่ารายได้ สิทธิโอกาส และอำนาจต่อรองมันแปรผันกับกลุ่มดังกล่าว สรุปคือถ้าเราต้องการที่จะปฎิรูปโดยยอมรับปฎิสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนที่ต่างผลประโยชน์กันก็ต้องปรับให้อยู่ในระบบการจัดสรรแบ่งปัน โดยไม่แข่งขัน ช่วงชิงอำนาจมากจนเกินไป เราอาจไม่รวยแต่เราก็ไม่อดตายแน่นอน คำถามก็คือ แล้วเราจะทำอยางไรให้เกิดการจัดสรร แบ่งปันได้ คำตอบคือต้องมีการต่อสู้ และขัดแย้งกันบ้างแต่ต้องอยู่บนฐานความสร้างสรรค์


ยุทธศาสตร์การปฎิรูปคือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจไม่ว่าจะเป็นรัฐไทยกับความเป็นโลกาภิวัตน์ รัฐไทยกับทุน หรือประชาชนโดยการเปิดพื้นที่ให้แสดงประโยชน์ของตนเองและคนอื่น เพื่อมาแบ่งสรรกัน นั่นคือหลักของการปฎิรูปที่จะสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ








ผลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันที่ 1 ต.ค. 57
บาร์บีคิวพลาซ่า มอบ 1 ล้านบาท ซ่อมโรงอาหารให้โรงเรียน 10 แห่ง
กฟน. เพิ่มช่องทางการชำระค่าไฟผ่านแอพพลิเคชั่น Mobile Credit Card บนสมาร์ทโฟน
เคทีซียกทีมการตลาดเผยกลยุทธ์รุกธุรกิจต่างจังหวัด
เบอร์ลี่ฯเปิดตัว "Cellox Purify The Masterpiece Collection"
10 วิธีแก้ไขปัญหากวนใจในทาวน์เฮ้าส์ โดยเช็คราคา.คอม
ชมรมอายุวัฒนา โรงพยาบาลนครธน เชิญร่วมกิจกรรม “รวมพลคนรักข้อ” 15 ต.ค.นี้
เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จับมือ ไปรษณีย์ไทย
ซีพีเอฟ เติมความสุขให้ผู้สูงวัย ผ่านโครงการ “ซีพีเอฟคืนสุขผู้สูงวัย” ปีที่ 3
โตโยต้าสนับสนุนทีมเยาวชนไทยร่วมแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น
สมลักษณ์ จัดกระบวนพล : คำวินิจฉัยของศาลที่สั่นสะเทือนสังคมไทย
นศ.ศึกษาศาสตร์ มช.ไม่เข้ารับน้อง เผยถูกสังคมเเซงชั่นหนัก! วอน ขอให้คนไม่เห็นด้วยมีที่ยืนบ้าง
วสิษฐ เดชกุญชร : ตำรวจ : หอกข้างแคร่ของรัฐบาล
โซเชียลมีเดียกระพือความในใจช้ำๆ ของ "พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์" ผู้พลาดเก้าอี้ผบช.ศชต.
"ประวิทย์ มาลีนนท์" ลั่น ไม่ยกเลิกอะนาล็อก เป็นสิทธิของผม