ลักษณะของประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาฯ : พระราชอำนาจ

วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:00:00 น.




โดย เกษียร เตชะพีระ



เมื่อเทียบกับต้นแบบ "ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2492...

(ผู้เขียนได้ตรวจสอบยืนยันถ้อยคำในอัญประกาศข้างต้นว่าถูกต้องตรงตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และตรงกับของฉบับ พ.ศ.2517 และ พ.ศ.2521 - นั่นคือไม่มีคำว่า "อัน" หรือ "ทรง" - การเพิ่มคำทั้งสองเข้าไปในวลีนี้จนกลายเป็น "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" เพิ่งเริ่มปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 ของ รสช. เป็นต้นมา จนถึงฉบับ พ.ศ.2550 ของ คปค.ปัจจุบัน โปรดดู http://library2.parliament.go.th/giventake/thaicons.html อนึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำที่ดูปลีกย่อยนี้ส่งผลให้ส่วนแรกกับส่วนหลังของวลีแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกันทางไวยากรณ์ยิ่งขึ้น)

...ระบอบประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาฯ มีลักษณะเฉพาะแปลกต่างเด่นๆ อยู่ด้วยกัน 3 ประการได้แก่ : -

1) พระราชอำนาจมีลักษณะไม่เป็นทางการ มากกว่าจะเป็นตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เป็นทางการ

2) ฐานะตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

3) บทบาทหน้าที่สำคัญของนักนิติศาสตร์ในการอธิบายหลักนิติธรรมและความชอบธรรม

ผมขออภิปรายไปทีละประเด็น : -

ลักษณะของพระราชอำนาจ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ชี้ให้เห็นในบทความ "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" (ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน พ.ศ.2534) ว่าในสังคมการเมืองไทย แม้รัฐธรรมนูญฉบับทางการที่ทำด้วยกระดาษสมุดไทยจะถูก "ฉีกทิ้ง" หรือยกเลิกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ไม่เป็นทางการกลับยืนยงคงกระพัน ฉีกไม่ได้ทำลายไม่หมด เพราะฝังหยั่งรากลึกอยู่ในระเบียบวิธีคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ชอบที่ควรของผู้คนในสังคมไทย

สังคมการเมืองไทยกลับมารื้อฟื้นเขียนรัฐธรรมนูญฉบับกระดาษทางการขึ้นใหม่เมื่อไร มันก็มักเดินอยู่ในกรอบในร่องในรอยรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ไม่เป็นทางการอยู่ดีนั่นเอง



ความเชื่อมโยงระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมกับลักษณะที่ไม่เป็นทางการของพระราชอำนาจได้ถูกประมวลสรุปไว้อย่างชัดเจนโดย ธงทอง จันทรางศุ ในวิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของเขาเรื่อง "พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ" (เขียนเมื่อ พ.ศ.2529 พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ.2548) ว่าลักษณะสำคัญของการใช้ (สิ่งที่ธงทองเรียกว่า) "พระราชอำนาจทั่วไป" - ซึ่งแสดงออกเป็นรูปธรรมในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการทั่วประเทศปัจจุบัน -ได้แก่ : -

1) "พระราชอำนาจทั่วไป" ไม่ได้มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญฉบับใด (หรือนัยหนึ่ง unconstitutionalized - ผู้เขียน)

2) แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจตรงกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าเป็นพระราชอำนาจที่มีอยู่จริง (หรือนัยหนึ่งเป็นอำนาจที่รองรับโดย tradition & universal consensus และมีลักษณะ actual - ผู้เขียน)

3) นับเป็นพระราชอำนาจส่วนสำคัญที่สุดในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน

(จากหน้า 74-75 ของฉบับพิมพ์ 2548)

จากนี้จะเห็นได้ว่าตามการวิเคราะห์ข้างต้น "พระราชอำนาจทั่วไป" อันเป็นพระราชอำนาจส่วนสำคัญที่สุดในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น มีสถานะและการดำรงอยู่ที่เป็นอิสระต่างหากจากสถานะและการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับกระดาษที่เป็นทางการ

ลักษณะอันเป็นปฏิทรรศน์ (paradox) ของพระราชอำนาจดังกล่าวจึงอยู่ตรงที่ว่าความคงกระพันชาตรี "ฉีกไม่ได้" และยืดหยุ่นอ่อนตัวของพระราชอำนาจนี้เกิดจากลักษณะไม่เป็นทางการของพระราชอำนาจ หรือนัยหนึ่งเกิดจากความที่พระราชอำนาจไม่ได้มีที่มาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับกระดาษทางการใดนั่นเอง ดังที่ธงทองได้สรุปและเสนอแนะไว้ตอนท้ายวิทยานิพนธ์ว่า : -

(2) หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาแล้ว ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญบางฉบับ ได้มีสมาชิกรัฐสภาเสนอแนวคิดที่จะถวายพระราชอำนาจในส่วนที่เป็นบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญให้เพิ่มพูนหรือชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่นกรณีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2517 เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์ได้ปรากฏเป็นที่แจ้งชัดแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าตัวบทรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่าด้วยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่าที่มีอยู่ในเวลานี้ (หมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 - ผู้เขียน) ดูจะเป็นการเหมาะสมและพอเพียงแล้ว ไม่ควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมแต่ประการใด พระราชอำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ควรคงไว้ในลักษณะที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป ด้วยสามารถอ่อนตัว (flexible) เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผันแปรไปแต่ละยุคสมัยได้ ดังที่ผู้เขียนได้สรุปไปแล้วในตอนต้นว่า พระราชอำนาจในส่วนนี้จะทรงใช้ได้ในขอบเขตเพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ข้อ คือ ความจงรักภักดีของราษฎร พระบารมีของพระมหากษัตริย์ และลักษณะของรัฐบาลประกอบกัน หากนำพระราชอำนาจในส่วนนี้ไปบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่แจ้งชัดแล้ว ก็จะมีลักษณะที่กระด้าง (rigid) อาจไม่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองได้ สมดังกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่เคยพระราชทานสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ"

(อ้างจากหน้า 128 ของฉบับพิมพ์ 2548 - เน้นโดยผู้เขียน)

อนึ่ง ลักษณะไม่เป็นทางการของพระราชอำนาจในระบอบประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาฯ ยังอาจเห็นได้จาก เครือข่ายในหลวง หรือ เครือข่ายข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี ด้วย

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2518-2519) เคยให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรายชื่อบุคคลที่เป็นข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชนที่เป็นเครือข่ายของพระองค์ ขณะเสด็จฯต่างจังหวัดพระองค์จะมีเจ้าหน้าที่แผนกหนึ่งคอยจดชื่อว่าแต่ละคนทำอะไร และคนที่จดก็แบ่งออกเป็นแผนกๆ เช่น แผนกกลาโหม แผนกมหาดไทย แผนกราชเลขาฯ และอื่นๆ อีกมาก โดยทำเป็นดัชนีบัตรเอาไว้ คะเนว่าในปี พ.ศ.2518 นั้นพระองค์มีรายชื่อในเครือข่ายแล้วกว่า 6,000 คน

(อ้างจากชนิดา ชิตบัณฑิตย์, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2550, บทที่ 6 เครือข่ายในหลวง

ข้อมูลข้างต้นที่หน้า 194 ชนิดาอ้างมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในหนังสือ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน, สัมภาษณ์ : รวมบทสัมภาษณ์บุคคลสำคัญในประชาชาติรายวันฉบับวันอาทิตย์, 2518, หน้า 210)

ศ.ดร.ดันแคน แมคคาโค ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทยแห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร ยังได้วิเคราะห์ไว้ในบทความสำคัญบทหนึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้วว่า (Duncan McCargo, "Network monarchy and legitimacy crises in Thailand", The Pacific Review, 18 : 4 (2005), 499-519) เครือข่ายดังกล่าวซึ่งแผ่ขยายจากใต้พระบารมีปกเกล้าฯผ่านคณะองคมนตรีและบรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนในพระบรมราชูปถัมภ์ (หรือเอ็นจีโอหลวง) ลงไปถึงข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีทั้งปวงนี้

 

สามารถขับเคลื่อนส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงในยามเกิดเหตุคับขันจำเป็นของบ้านเมือง








ระบอบประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาคม
ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อม ด้วยสามัคคีธรรมตามรัฐธรรมนูญ
"การปรองดองกับประชาธิปไตย"


ยู พัทยา พร้อมให้บริการ 15 กุมภาพันธ์ 58
ส่งสุข สุดว้าว ! ช้อปฯ สินค้าที่ห้างเซ็นทรัล ลุ้นรับสิทธิ์เที่ยวฮ่องกง
บัตรเครดิตกสิกรไทย ออกแคมเปญ “ยิ่งรูด-ยิ่งรับคะแนนเพิ่ม”
ตรวจรถก่อนเที่ยวปีใหม่ โดยเช็คราคา.คอม
บางจากฯ โดดเด่นทุกด้าน คว้ารางวัล Platinum Award
เวก้าฯเนรมิตอาณาจักร Thai Pavilion โชว์เพชรพลอยไทยในบาห์เรน
"อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง" คืนกำไรส่งท้ายปี แจกรถจยย.-ไอโฟน รวมมูลค่ากว่าแสนบาท
′ซีพี′ ไข่ไก่โอเมก้า จัดกิจกรรมโรดโชว์ เอาใจนักช้อป บุกซูเปอร์มาร์เก็ตดัง!!!!
ปฐมนิเทศนักศึกษาสหกิจศึกษา ม.ศรีปทุม รุ่นที่ 25
เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ซื้อกิจการเจฟเฟอร์ สเต็ก
"ชูวิทย์" โพสต์เตือนคนซื้อบ้าน ให้ระวัง "แบงก์สีเขียวๆ" ให้ดี!
(ทำไม?) นักวิชาการเชียร์ เลือกตั้งแบบเยอรมนี
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก : ข้าว น้ำ สายลม และแสงแดด ในสยามเมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว
ตรรกะพิสดาร โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
วสิษฐ เดชกุญชร : แดนสนธยา