เปิดผลวิจัยปมแม่น้ำโขงแห้งขอด พบ"จีนสร้างเขื่อนกั้นทางไหลน้ำ"เป็นไปได้สูงสุด

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:15:15 น.


ระดับน้ำโขงที่แห้งตลอดชายแดนไทย-สปป.ลาว ลดลงสามารถเห็นเกาะแก่งและเนินทรายโผล่จากผิวน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณบ้านห้วยลึกและแก่งผาได ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย



เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน


 

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี จากศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติอันดามัน (เอเอ็นอีดี) คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ได้ใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อพิสูจน์สาเหตุที่แท้จริงของความแห้งขอดของแม่น้ำโขงตั้งแต่ต้นปี 2553 จนถึงปลายปี โดยผลการวิจัยสรุปว่า เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เนื่องจากปัญหาปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงต่ำสุดในรอบ 50 ปี ปัญหาความแห้งขอดของแม่น้ำโขงได้เริ่มมีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ข้อสันนิษฐานที่มีคนกล่าวถึงว่าเป็นสาเหตุของความแห้งขอดของแม่น้ำโขงนั้น ประกอบด้วย

 

1.ปริมาณฝนและหิมะที่ตกลดน้อยลง ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง

2.หิมะและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาทิเบต ที่ละลายและไหลลงสู่แม่น้ำโขง มีปริมาณลดน้อยลง

3.การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำในบริเวณ "โขงตอนบน" ของประเทศจีนทำให้แม่น้ำโขงแห้ง


ดร.ชินวัชร์กล่าวในรายงานการวิจัยว่า ปัญหาความแห้งขอดของแม่น้ำโขงและข้อสันนิษฐานเหล่านี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบ งานวิจัยนี้ได้ศึกษาและวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง

 

ทั้งนี้ได้ศึกษา ข้อมูลพื้นฐานทราบว่า แม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดมาจากการละลายของหิมะและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาทิเบต ซึ่งเทือกเขาทิเบตนี้เองเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำขนาดใหญ่ของโลกที่สำคัญอื่นๆ ซึ่งรวมถึง Indus หรือ Gar, Bramaputra หรือ Yarlung Tsangpo, Salween หรือ Nu, Yangtze หรือ Jinsha, และ Yellow หรือ Huang โดยแม่น้ำโขงมีทิศทางการไหลจากเหนือลงใต้


จากผลการศึกษาตามข้อสันนิษฐานแต่ละข้อ พบว่า ข้อสันนิษฐานแรกที่ว่าฝนและหิมะตกน้อยลงทำให้แม่น้ำโขงแห้งขอดนั้น ปรากฏว่า เมื่อใช้ข้อมูลฝนและหิมะทั่วโลกที่ประมาณค่าสำหรับดาวเทียมมิลลิมิเตอร์เวฟแบบพาสซีฟ NOAA-18 ซึ่งเป็นดาวเทียมของประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาว่า ความแห้งขอดของแม่น้ำโขงในช่วงต้นปีและช่วงเวลานี้ของปี พ.ศ.2553 เป็นผลมาจากการที่ฝนและหิมะตกน้อยลงจริงหรือไม่ พบว่า ปริมาณฝนและหิมะที่ตกบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ไม่มีความแตกต่างจนเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่น้ำโขงแห้งขอด


สำหรับสันนิษฐานข้อที่สองที่ว่า หิมะและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาทิเบต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงมีปริมาณลดน้อยลงทำให้แม่น้ำโขงแห้งขอดนั้น สำหรับสันนิษฐานข้อนี้ เนื่องด้วยเทือกเขาทิเบตเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญหลายสาย ดังนั้น ถ้าหิมะและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาทิเบตมีปริมาณลดน้อยลงจริง ระดับน้ำในแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีต้นกำเนิดจากบริเวณใกล้เคียงกันบนเทือกเขาทิเบตก็น่าที่จะต้องมีปริมาณน้ำลดลงอย่างรุนแรงกว่าปีอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อพิจารณาแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำแยงซี ซึ่งมีจุดกำเนิดบนเทือกเขาทิเบตบริเวณใกล้เคียงกับแม่น้ำโขง โดยแม่น้ำสาละวินมีทิศทางการไหลคล้ายคลึงกับแม่น้ำโขง โดยไหลลงมายังประเทศพม่า พบว่าแม่น้ำสาละวินไม่แห้งขอดและมีการไหลเป็นไปอย่างปกติ เพราะไม่มีการสร้างเขื่อนใดๆ ไปปิดกั้นการไหลของแม่น้ำสาละวิน


"สันนิษฐานข้อที่สาม จากข้อมูลฝนและหิมะจากดาวเทียม จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนและหิมะที่ตกในแต่ละปีในช่วงฤดูหนาวนั้น มีปริมาณน้อยกว่าฤดูกาลอื่นๆ อยู่แล้ว การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่จำนวนหลายเขื่อนในบริเวณ"โขงตอนบน" ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงอย่างแน่นอน โดยผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้พบว่า การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่จำนวนหลายเขื่อนบริเวณ "โขงตอนบน" เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความแห้งขอดของแม่น้ำโขง"ดร.ชินวัตร์กล่าว