ความสัมพันธ์ระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารพม่าผ่านการเลือกตั้ง

วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:00:00 น.




โดย อัฎฮา โต๊ะสาน

(หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นอาจารย์ประจำสาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปฏิบัติงานสหกิจสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)


การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของพม่าเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น แม้อาจจะถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การเลือกตั้งที่ได้จัดฉากขึ้นมา เพื่อแสดงออกถึงความพยายามของรัฐบาลทหารที่จะนำประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเป็นไปตามคาดที่ว่า พรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหารคือ ยูเอสดีพีและพรรคเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูพี) เป็นพรรคที่กวาดที่นั่งได้เป็นจำนวนมากจากการเลือกตั้งในครั้งนี้

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ถูกมองว่าเป็นแค่เพียงการจัดฉากขึ้นมาของรัฐบาลทหาร แต่สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้งนั้นย่อมที่จะมีผลกระทบเกิดขึ้นภายในประเทศพม่าอย่างแน่นอน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากจะมองดูถึงแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่หลายกลุ่มในประเทศพม่ากับทางรัฐบาลทหารที่อาจจะมีความขัดแย้งที่รุนแรงเพิ่มขึ้น โดยชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มมีความพยายามที่จะต่อต้านอำนาจการปกครองจากรัฐบาลส่วนกลางและต้องการอิสระในการปกครองตนเอง สิ่งนี้เป็นปัญหาสำคัญของพม่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่หลังพม่าได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2491 เป็นต้นมากระทั่งปัจจุบัน

ภูมิหลังความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยนั้น ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ในยุคอาณานิคมเนื่องมาจากนโยบายการปกครองของอังกฤษที่ใช้การแบ่งแยกและปกครอง จึงก่อให้เกิดความแปลกแยกกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในการก้าวไปสู่เอกราชนั้น ได้เกิดการรวมกันขึ้นเพียงประเทศเดียว ภายใต้การรวมกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยที่มีกลุ่มชาติพันธุ์พม่าเป็นสำคัญ ได้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับทางรัฐบาลทหารพม่าที่มีมาโดยตลอดนั้นได้กลายเป็นปัญหาของความเป็นเอกภาพของพม่า

 

วิธีการจัดการความขัดแย้งของทางรัฐบาลกลับไม่มีความสม่ำเสมอ และเน้นการปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของตนเองอย่างจริงจัง กระทั่งกลายเป็นปัญหาความรุนแรงที่มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังของทางรัฐบาลและกองกำลังของชนกลุ่มน้อยตลอดมา

โดยที่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในรอบ 20 ปีของพม่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2533 แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการนำประเทศพม่าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเช่นเดียวกันสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ มุมมองของชนกลุ่มน้อยที่มีต่อการเลือกตั้ง หลายกลุ่มได้ออกมาแสดงท่าทีที่ไร้ความหวังว่าการเลือกตั้งจะนำพม่าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 

เช่นในกรณีของ นายเดวิด ตากาบอว์ รองประธานาธิบดีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ได้กล่าวถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ยังคงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในทางการเมือง ส่วนเรื่องอำนาจของประชาชน แม้จะมีการเลือกตั้งขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้ส่งผลต่ออำนาจของรัฐบาลทหาร

 

ซึ่งคณะทหารยังคงมีอำนาจในการปกครองประเทศพม่าต่อไปหลังการเลือกตั้ง

อีกกลุ่มที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยจากการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของทางรัฐบาลทหารคือสหรัฐว้า จากการที่รัฐบาลทหารไม่ยินยอมให้พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐว้าไม่มีหน่วยเลือกตั้ง และประชากรชาติพันธุ์ว้ากว่า 460,000 คนไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า พื้นที่ที่ตกอยู่ภายใต้กองกำลังติดอาวุธว้านั้น ทางรัฐบาลไม่อาจจะจัดการเลือกตั้งได้ เป็นเพราะเกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ หากมีเหตุการณ์ไม่ปกติ และทางสหรัฐว้าต้องการที่จะเจรจาเพื่อหาข้อยุติในการใช้ความรุนแรงกับทางรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเท่านั้น

รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เช่น กองทัพรัฐฉานที่ก่อนหน้านี้กองทัพรัฐฉานได้เคยลงนามหยุดยิงกับทางรัฐบาลทหารพม่า แต่ไม่ได้เกิดผลตามที่คาดหวังไว้ และเป็นอีกกลุ่มที่ออกมาไม่ยอมรับการเลือกตั้งและกองกำลังคะฉิ่นได้ออกมาไม่ยอมรับการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้งได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารกะเหรี่ยงกับทหารพม่า เนื่องจากทหารพม่าได้ระดมยิงอาวุธหนักใส่ทหารกะเหรี่ยง จนเกิดการตอบโต้กันทั้งสองฝ่าย ส่งผลทำให้มีผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบเข้ามายังดินแดนของไทยจำนวนมาก

ผลจากการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้ ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งในพม่าได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จากการที่มีกองกำลังติดอาวุธจากชนกลุ่มน้อยทั้ง 6 กลุ่มประกอบด้วย องค์กรแห่งชาติคะฉิ่น (KNO) กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNPP) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) พรรคมอญใหม่ (MNSP) และกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA-N)

 

จากการเปิดเผยของผู้แทนแห่งชาติคะฉิ่น โดยกลุ่มแนวร่วมนี้จะมีกองกำลังในการต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างน้อย 30,000 คน

แนวโน้มหลังจากนี้จะส่งผลให้พม่าไปสู่ในทิศทางที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อยมากขึ้นเพียงใด โดยที่ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลทหารได้มีการเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นทางชนกลุ่มน้อยก็ได้มีการรวมตัวกันในการจัดตั้งกองทัพเพื่อตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงกับทางรัฐบาลทหาร

 

สถานการณ์ในพม่าอาจจะกลายเป็นสงครามภายในที่ยากจะหาข้อยุติ มีความเป็นไปได้ยากที่ทั้งสองกลุ่มจะใช้กระบวนการทางการเมืองเพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาภายในประเทศ รวมถึงท่าทีของชนกลุ่มน้อยในการหาข้อยุติความรุนแรงนั้นได้มีความหวังว่า จะหาทางออกในสันติภาพเพียงแค่กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบยุติธรรมเท่านั้น

ภายหลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นใดก็ตาม มันย่อมที่จะสร้างผลกระทบอย่างมากต่อพม่า ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดขึ้นเพียงแค่บางส่วนของประเทศ และยังคงมีอีกหลายพื้นที่ รวมถึงประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบในการยุติปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายเอกภาพของพม่าตลอดมา








บาร์เทอร์คาร์ด มินิ ช้อปปิ้ง เดย์
เวียดเจ็ทพร้อมเปิดเส้นทางบินฮานอย-เสียมเรียบ
โปรโมชั่นสุดพิเศษจาก นอตตี้ เบอร์รี่
“อ. อุดมศึกษาดีเด่น”
ผลฟุตบอล ลีกเอิง ฝรั่งเศส วันที่ 19 ต.ค.57
ผลฟุตบอล ลาลีกา สเปน วันที่ 19 ต.ค.57
ผลฟุตบอล กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี วันที่ 19 ต.ค.57
ผลฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมนี วันที่ 19 ต.ค.57
ซีพีเอฟ โชว์กระบวนการผลิตอาหารปลอดภัยมาตรฐานฮาลาล
แคมเปญ “บิ๊กแต้ง แจกจริง” กับ ออพติแม็กซ์ ออโต้
"ชูวิทย์" ส่งตรงจากอเมริกา "เรื่องเศร้า ตำรวจไทย" "เกาะเต่า" และ "การแทงข้างหลัง"
โสภณ พรโชคชัย : ข้าราชการคนหนึ่งพึงมีทรัพย์เท่าไหร่
โซเชียลมีเดียกระพือความในใจช้ำๆ ของ "พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์" ผู้พลาดเก้าอี้ผบช.ศชต.
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อวสานของนักวิชาการ
คำปราศรัย 38 ปีที่แล้วของ "จาตุรนต์" กับบทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้ในเหตุการณ์ "6 ตุลาฯ 2519"