มองคนมลายูในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผ่านแว่นวรรณกรรมฯ

วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:00:00 น.





"กัณหา แสงรายา"











"กัณหา  แสงรายา" อดีตประจำกองบรรณาธิการ โลกหนังสือ และ บก. สนพ.ต้นหมากแห่งอดีตกว่า 20 ปีก่อน ซึ่งเราเองก็เพิ่งรู้ว่าเป็นผู้ที่ใช้ชีวิต ศึกษาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมลายูปัตตานีมาอย่างยาวนาน ยอมเปิดตัวสะท้อนมุมมองวัฒนธรรมและปัญหาในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการบรรยายสาธารณะภายใต้หัวข้อ คนมลายูในโลกที่เปลี่ยนแปลง : ภาพสะท้อนจากวรรณกรรมท้องถิ่น เมื่อ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา เขาเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ขอชื่นชมและชอบคำโปรยที่ทางผู้จัดการบรรยายสาธารณะครั้งนี้ คือมูลนิธิเล็ก-ประไพ  เขียนในโปสเตอร์ชักชวนคนมาร่วมฟังการบรรยายที่ว่า

"ในความขมุกขมัวของสังคมมลายูมุสลิมท้องถิ่นชายแดนใต้ ผู้คนรับรู้เพียงปัญหาแห่งความรุนแรง ต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง วรรณกรรมจากพื้นที่แม้จะไม่มากนัก และส่วนใหญ่เขียนขึ้นจากคนนอกที่เฝ้ามองเหตุการณ์ แต่ก็พอตอบคำถาม ให้เห็นถึงเลือดเนื้อและจิตใจของคนในพื้นที่แห่งความขัดแย้ง "


คำโปรยนี้แสดงว่า คณะผู้จัดฯ เป็นผู้ที่เข้าใจดีว่า ผู้คนที่นั่นมีชีวิตและเลือดเนื้อเฉกเช่นเดียวกับผู้คนทั่วทั้งประเทศนี้ ซึ่งมีทั้งทุกข์และสุขคลุกเคล้ากันไป ล้วนมีมิติความเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน การบรรยายในหัวข้อนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและพยายามทำความเข้าใจชีวิตและสังคมของผู้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นมาในพื้นที่ของตนเองมานับพันปี และแน่นอนได้ประสบและกำลังประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน


กัณหา แสงรายา ผู้ไม่ยอมเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าด้านปัตตานีศึกษาหรือมลายูศึกษา แม้ว่าจะเคยสอนวิชานี้ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีมาช่วงหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาเล่าถึงความเป็นของคนที่เรียกตัวเองว่า
คนมลายู ดังนี้


คำว่า มลายู นี่เดิมเป็นชื่อเรียกเมืองเล็กๆ บนคาบสมุทรสุมาตรา บนฝั่งแม่น้ำชื่อแม่น้ำมลายู พระอี้จิงซึ่งเป็นพระภิกษุชาวจีนนืกายมหายาน เคยแวะพักที่นี่เพื่อเรียนภาษาสันสกฤต ก่อนเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่เมืองนาลันทา อินเดีย


จาก
บันทึกของจีนเมื่อ ค.ศ. 644 และ ค.ศ. 645 เรียกชื่อคนกลุ่มหนึ่งว่า โม-โล-ยูเว่ (‘Mo-Lo-Yue’) ซึ่งกัณหาบอกว่า เป็นไปได้ที่คนกลุ่มนี้คือคนกลุ่มที่ใช้ภาษาออสโตรนีเซียน อยู่ในกลุ่มพวกที่จีนเรียกรวมๆ กันว่า พวกไป่เยว่(พวกคนป่าร้อยเผ่าพันธุ์) ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีนปัจจุบัน พวกนี้รวมพวกเผ่าไทหรือไต (Tai, Dai) ด้วย


นักภาษาศาสตร์ที่ศึกษาตระกูลภาษาออสโตรนีเซียนกล่าวว่า พวกนี้ข้ามจากฝั่งตะวันออกของจีนไปยังเกาะไต้หวัน เมื่อประมาณ 5 พันกว่าปีที่แล้ว กลายเป็นคนพื้นเมืองของเกาะไต้หวันก่อนที่คนจีนจะเช้าไปอาศัยในช่วงหลัง ต่อมาคนกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งอพยพไปยังเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน จากนั้นก็เคลื่อนย้ายลงใต้ไปเรื่อยๆ ยังเกาะบอร์เนียว กลายเป็นพวกชนเผ่าต่างๆ ในบอร์เนียวที่ใช้ภาษาตระกูลออสโตรนีเซียน แล้วก็ยังอพยพต่อไปอีก ไปปักหลักบนเกาะชวาและคาบสมุทรสุมาตรา ซึ่งต่อมาก็ข้ามมาฝั่งคาบสมุทรมลายู และแหลมทองของไทย


อีกพวกหนึ่งเคลื่อนย้ายไปทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ เช่นไปยังเกาะเล็กเกาะน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิค เช่นในกลุ่มเกาะต่างๆ ที่เรียกว่าไมโครนีเซียและโพลีนีเซีย บางกลุ่มก็ปนก้บพวกที่ใช้ภาษาที่เรียกว่าภาษา
Oceanic บางกลุ่มก็ไปไกลถึงเกาะฮาวาย กลายเป็นคนพื้นเมืองของเกาะนี้ ส่วนทางด้านตะวันตกชนกลุ่มนี้ใช้เรือที่เรียกว่า ปราว (prao) หรือ ปราฮู’ (perahu) แล่นใบข้ามไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย จนกระทั่งถึงเกาะมาดากัสการ์ นอกฝั่งทวีปอาฟริกา ปัจจุบันชาวเกาะนี้ กลายเป็นพลเมืองของเกาะหรือประเทศมาดากัสการ์ หรือประเทศมาลากาซีในปัจจุบัน ซึ่งกว่า 90% ใช้ภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียน

 

ภาษาในตระกูลใหญ่ออสโตรนีเซียนประกอบด้วยภาษากลุ่มโพลีนีเซียน ภาษากลุ่มเมลานีเซียน ภาษากลุ่มไมโครนีเซียน และภาษากลุ่มมาเลยิค (Malayic)

 

ภาษาในกลุ่มมาเลยิค (Malayic) นี้ประกอบด้วยภาษามลายู ภาษาอีบาน ชวา อาเจะห์ ซุนดา ดยัค ตะกะล็อก เป็นต้น ส่วนภาษาที่ใช้ในปัตตานี กลันตัน ตรังกานู ถือเป็นภาษาถิ่นของภาษามลายูอีกทีหนึ่ง นักภาษาศาสตร์เรียกว่า ภาษามลายูถิ่นปัตตานีครับ...


เนื่องจากผู้คนซึ่งแทบทั้งหมดเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ตามเกาะหรือหมู่เกาะต่างๆในทะเลจีนใต้ และในมหาสมุทรแปซิฟิค เขาเรียกรวมๆ กันว่า ชาวออสโตรนีเซียน หรือ พวกมาลาโย-โพลีนีเซียน แต่เนื่องจากภาษาในกลุ่มมาเลยิค หรือกลุ่มมลายูใช้กันอย่างกว้างขวาง ชาวยุโรปซึ่งเดินทางมาค้าขายซื้อหาเครื่องเทศพร้อมกับเผยแพร่ศาสนาคริสต์ไปด้วยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15  ก็พบว่าภาษามลายูเป็นภาษากลาง (lingua franca) หรือภาษาสื่อสารที่ใช้กันทั่วไปตามเมืองท่าต่างๆ เวลานั้น รวมทั้งที่มะละกา ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช... แม้แต่ที่อยุธยาก็ยังใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลาง คนมลายูก็เลยเหมาเอา หมู่เกาะเหล่านี้รวมกันทั้งหมดเป็นโลกมลายู หรือ อาลัมมลายูนักวิชาการฝรั่งหรือพวกนักบูรพคดีก็เรียกตามนี้เช่นกันคือ มาเลย์ เวิร์ลด์’ (Malay World) ภาษามลายูที่ใช้อยู่ก็เลยมีความหมายขยายไปจนกระทั่งกลายเป็นว่า ผู้ที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียน หรือเมื่อก่อนนี้เรียกว่า ภาษามาลาโย-โพลีนีเซียน ก็พลอยถือว่าเป็นพวกมลายูไปด้วย


"ปัจจุบันนี้นะครับ มาเลเซียบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าคนมลายู คือ ผู้ที่พูดภาษามลายู มีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นมลายู และที่สำคัญต้องนับถือศาสนาอิสลามด้วย ในมาเลเซียหรือในปัตตานีไม่ว่าจะเป็นคนจีน คนเชื้อสายแขก อินเดีย ทมิฬ หรือฝรั่งมังค่า ถ้านับถือหรือเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก็ถือว่าเป็นคนมลายูหมด เขาเรียกว่า มาโซะนายู หรือมาโซะมลายู แปลว่า เข้ามลายูความหมายก็คือ ได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

 

ปัจจุบันผู้ใช้ภาษามลายู "เป็น" มีไม่น้อยกว่า 250 ล้านคน แต่ถ้ารวมคนที่ใช้ภาษาไท-ออสโตรนีเซียน (ซึ่งรวมภาษาไท-ไทยด้วย) ฝรั่งเขาทำสถิติบอกว่า มีมากถึง 500 ล้านคนทั่วโลกครับ" กัณหาบอก "แต่เรากลับไม่สนับสนุนให้ใช้ภาษามลายู อยากให้คนในสามจังหวัดพูดภาษาไทยแทน ทั้งๆ ที่คนไทยและคนเชื้อสายจีนในภาคใต้ตอนล่าง เช่นที่หาดใหญ่ สงขลา.. เขาเห่อส่งลูกหลานไปเรียนที่มาเลเซีย และเรียนภาษามลายูกันเยอะมาก เมื่อ 3-4 ปีก่อน ผมยังเคยไปสอนภาษามลายูเพื่อการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ตามโครงการของผู้ว่าฯ สงขลา ลูกศิษย์ลูกหาเป็นทั้งไทย จีนและมลายูที่พูดมลายูไม่ได้ แต่อยากรู้อยากพูดภาษามลายูเป็น ตอนนี้ไม่รู้เขายังมีโครงการนี้อีกหรือเปล่า แต่เป็นโครงการที่มีประโยชน์มากครับ อย่างน้อยก็ช่วยให้บรรยากาศการท่องเที่ยวในภาคใต้ดีขึ้น ดีขึ้นมากๆ   เพราะสอนให้คนทั่วไปที่สนใจอยากรู้อยากพูดมลายูเป็น...ได้มีโอกาส"


จากนั้นกัณหา แสงรายา ก็พูดถึงวรรณกรรมท้องถิ่นเพื่อหานัยยะที่สะท้อนภาพของคนมลายูทั้งในอดีตและในปัจจุบัน กัณหาบอกว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจีรัง มันเกิดขึ้นมาตลอดไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้ ปัจจุบันนี้มันเป็นโลกาภิวัตน์ของข่าวสาร


"คนมลายูเป็นกลายเป็นคนสมัยใหม่ตั้งแต่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่ศควรรษที่ 13 เป็นต้นมา นี่อาจารย์คอลลินส์ซึ่งสอนภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเขาบอกตอนมาพูดที่ มอ.ปัตตานีเมื่อหลายปีก่อน อิสลามเป็นพวกที่รับและส่งผ่านอารยธรรมกรีก-โรมันให้แก่ชาวโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมา พวกนี้แปลตำรับตารากรีก-โรมันเป็นภาษาอาหรับและค้นคว้าทดลองเพิ่มเติมทั้งปรัชญา ตรรวิทยา คณิตศาสตร์ ดาราศาศตร์ ภูมิศาสตร์ เคมี วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์อย่างยิ่งใหญ่มาก ยุโรปเวลาหลับไหลอยู่ในยุคมืดครับ อาหรับเอามาถ่ายทอดและสอนคนมลายูหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษา ปรัชญา ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ คนมลายูจึงเป็นพวกที่รู้จักคิดแบบใช้เหตุผลมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังจำกัดในกลุ่มคนชั้นสูงและพ่อค้า เพราะบรรยากาศทั่วๆไปยังคงถูกครอบงำภายใต้อิทธิพลของพวกชวา-ฮินดู โดยเฉพาะพวกมายาปาหิต (Majapahit) ซึ่งขยายอิทธิพลทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรมและความคิดความเชื่อในคาบสมุทรมลายูรวมทั้งปัตตานีมาก่อนตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 จนถึงศตวรรษ 15 ด้วยซ้ำ

         
คนมลายูปัตตานีเป็นทั้งพวกชาวประมง ชาวไร่ชาวนาและพ่อค้า หลังจากรัฐปัตตานีล่มสลายตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา โดยเฉพาะพวกเขาต้องขึ้นเกือบทุกอย่างอยู่กับกรุงเทพฯ มาเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนสิ่งหนึ่งที่พวกเขาประสบก็คือ มรดกทางภาษาและวัฒนธรรมของตนกำลังเผชิญกับการคุกคามอย่างหนัก การค้นพบแหล่งโบราณคดีที่ยะรัง ปัตตานี ซึ่งต่อมาเชื่อว่าเคยเป็นอาณาจักรลังกาสุกะที่ถูกจีนพูดถึงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 พ.ศ.2515 มีการจัดนืทรรศการศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ครั้งแรกที่รูสะมิแล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ด้วยความตระหนักถึงมรดกอันล้ำค่าที่เพิ่งถูกค้นพบ แต่แล้วด้านกลับของมันกลับหมายถึงการสูญหายของมรดกทางอัตลักษณ์ของมลายูปัตตานีอย่างหนักหน่วง ทุกสิ่งที่พวกเขาเก็บรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นดาบ ดั้ง โล่ กริช ทวน ตะเกียง ผ้า..ผ้าจวนตานีอันมีชื่อเสียง ล้วนมีราคาค่างวดขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ในช่วงนั้นในตัวเมืองปัตตานีจึงเต็มไปด้วยร้านค้าแลกเปลี่ยนของเก่าขึ้นเต็มไปหมด วัตถุมีค่าทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์เหล่านั้นจากหายไปจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอของปัตตานี ยะลาและนราธิวาสแทบไม่เหลือ นี่คือจุดที่มาของการสูญเสียทางมรดกวัฒนธรรมของปัตตานีทางงานวัตถุเป็นครั้งแรก

         
จากนั้นก็ตามด้วยการสิ้นสุดของการละเล่นทางวัฒนธรรม เป็นต้นว่า หนังตลุงที่เรียกว่า วายังกูเละ และวายังฆือแด๊ะ รวมทั้งมะโย่ง โนรา ลิเกฮูลูหรือดิเกร์ฮูลู ตือรีหรือมายน์ตือรี เป็นต้น พิธีปูยอปาตาร์ หรือบูชาชายหาด หรือปูยอปาดี พิธีบูชาพระแม่โพสพหรือขวัญข้าว ก็เลิกโดยปริยาย ด้านหนึ่งก็มาจากอิทธิพลของศาสนาอิสลามในขณะนั้นที่เผยแผ่หลักธรรมแบบเพียวริแทน
(puritan) ไม่ว่าจะจากกลุ่มคณะใหม่ หรือกลุ่มนักเผยแผ่ศาสนาที่เรียกว่า กลุ่มดะอ์วะห์ พวกนี้ปฏิเสธพิธีกรรมทั้งหมดที่ขัดต่อศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผี เทวดา นางไม้ วิญญาณบรรพบุรุษทั้งหมดที่เคยเป็นความเชื่อของคนพื้นเมืองที่ปนเปกับศรัทธาต่อหลักการของศาสนาอิสลาม

         
อีกด้านหนึ่งก็เพราะการพัฒนาของทางการที่ทำให้นาข้าวอันกว้างใหญ่ไพศาลในเขต อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเลี้ยงชาวมลายูปัตตานีมาแต่โบราณไม่สามารถปลูกข้าวได้อีก ผลจากที่ทางการทำเขี่อนชลประทานกักแม่น้ำปัตตานีในเขตท้องที่ตอนบนของอำเภอยะรัง ทำให้นาข้าวที่อยู่ใต้เขื่อนกลายเป็นนาร้างเพราะน้ำเค็มจากทะเลทะลักเข้ามาทำให้ดินเค็มจนไม่สามารถปลูกข้าวได้อีก พิธีบูชาพระแม่โพสพ-บูชาขวีญข้าวของพวกมลายูปัตตานีก็อ่อนแรงและหมดลมหายใจไปในที่สุด


คนมลายูปัตตานีพากันยากจนไม่มีงานทำจำนวนมาก จำนวนไม่น้อยต้ออพยพย้ายถิ่นไปบุกเบิกที่ทำกินไม่ว่าที่ อ.ยะหา บันนังสตาร์ เบตง จ.ยะลา อ.สะบ้าย้อย นาทวี สะเดา จ.สงขลา อ.แม่ขรี จ.พัทลุง เป็นต้น ภาพสะท้อนความยากจนของคนปัตตานีปรากฏในบทกวีภาษามลายูที่ชื่อ "คนขายดอกไม้" ซึ่งเนื้อหาบ่งบอกที่ภาวะที่พวกเขาตกเป็นเบี้ยล่าง หรือคนชั้นล่างในสังคมที่เป็นบ้านเมืองของพวกเขาเอง กระนั้นแม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าเศรษฐกิจขแงปัตตานีได้ตกอยู่ในมือของคนต่างถิ่น ซึ่งพวกเขาวาดภาพว่าเป็นคนจีน แต่พวกเขาก็ไม่โทษใคร เพียงแต่ตำหนิหรือโทษตัวเองที่ตนเองนั่นแหละเป็นผู้ยอมจำนนต่อโชคชะตา"

 


จากนั้นกัณหาก็อ่านบทกวีภาษามลายูที่เขาแปลมาจากที่แผนกภาษามลายู คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร์ มอ.ปัตตานีจัดเมื่อ 20 กว่าปีก่อน (พ.ศ.2530) ในบทที่ชื่อว่า
Penjual Bunga (คนขายดอกไม้) เขียนโดยผู้ใช้นามปากกา Ismani Jaha (อิสมานี ยะหา)

 

คนขายดอกไม้

 

เป็นเวลานานพอดูที่ฉันเฝ้าจ้องดูคุณ
ในความทุกข์ร้าว และน้ำตา 
คุณทอดถอนใจอยู่ ณ ริมทางเท้าของคนจีน
บรรดาแม่-แม่ของแผ่นดินผู้กำลังขายดอกไม้
ขณะสายตาของฉันทักทายดวงหน้าของคุณ
ดวงหน้านั้นหม่นซีดท่ามอากาศร้อนอ้าวในตลาดปัตตานี
คุณซอกซอนไปพร้อมกับความฝันอันหนึ่ง
ซึ่งซ่อนแอบที่ปลายสุดสายตา
ภาพของลูก - ลูกกำลังไปโรงเรียน
ปราศจากรองเท้า กระเป๋า และหนังสือเล่มหนา
กลางฝูงคนคลาคล่ำ
แม่แก่เฝ้ายื่นเสนอขายดอกไม้ของนาง
ซึ่งนางประจงจัดไว้อย่างซื่อสัตย์

และดังหนึ่งประตูแห่งชีวิตถูกเคาะ
จีนชราผู้หนึ่งเดินเข้ามา ขอแลกเอาดอกไม้ของนางไป
ในหยดหนึ่งแห่งความคำนึง นางรู้สึกต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
จีนชรากลับไป ดอกไม้ช่อนั้นถูกประดับไว้ที่รูปบูชาไร้ชีวิต
ซึ่งมีดวงหน้าซ่อนยิ้มอยู่ในศาลเจ้าคอนกรีต

แม่ -แม่ผู้ขายดอกไม้
ต้องรวดร้าวทรมานกับภาพบรรดาลูกหลานปัตตานี
ซึ่งเป็นผู้กระทำให้ตัวเองและเศรษฐกิจของตน
เป็นดังเช่นเด็กพร้า...

 

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงเวลาที่ใกล้ปัจจุบันมากที่สุด ปรากฏในงานกวีทั้งภาษาไทยและภาษามลายู (แปลเป็นไทย) ของผู้ใช้นามปากกาว่า ฏอา ไอนุ (Taha Ainu) ซึ่งปรากฏอย่างต่อเนื่องในเว็บไซต์ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในห้วงปี 2530 นั่นก็คือ เหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งจนกระทั่งปัจจุบันคร่าชีวิตของผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน และรัฐบาลสูญเสียงบประมาณไปแล้วมากกว่า 1 แสนล้านบาท


โลกคายซาตานออกอาละวาด
ฏอฮา ไอนุ


ป่าเขาและถนนนั้นคดเคี้ยว
ลดเลี้ยวไล่ระดับอยู่คับขัน
พ้นเนินลาดลงที่ตรงนั้น
ก็ประจันซุงทอดอยู่ขวางทาง

โลกพลันมืดมิดเมื่อจิตมืด
ชีพชืดลานลนหม่นหมาง
ปีศาจทั้งนั้นกรูมล้าง
แต่ละย่างหมายรุมฆ่าประชาชน

เสียงไห้เสียงอึงมี่ไม่เป็นส่ำ
ละล่ำละลักกระอักกระอ่วนสับสน
ขอชีวิตทั้งที่ชีวาเป็นของตน
คนไม่ใช่คนก็ไม่ไว้

จ่อที่หัวที่ตัวที่แผงอก
นรกโลกันตร์สะท้านไหว
ประทุพสุธาคุประลัย
ปืนไฟสำแดงสาดสีแดง

ที่ตัวสั่นงันงกก็งอหงิก
โลกจะสิ้นดิ้นพลิกสยองแสยง
นั่นร่างน้อยน้อยค่อยตะแคง
สิ้นแรงสิ้นไร้สิ้นใจตาย

สิ้นแก้วโลกาวินาศทุกหย่อมหญ้า
ผืนป่าขุนเขาขยาดขยาย
ทะเลเกาะแผ่นดินกว้างกำลังอันตราย
โลกคายซาตานออกอาละวาด
(เม.ย.5, 2550)
 
--------------------------------------------
ชายผู้มาพร้อมกับอาวุธ
ฏอฮา ไอนุ


ชายผู้มาพร้อมกับอาวุธ
ชี้ไปที่ผู้ชาย
ผู้ชายที่ถูกชี้ล้มลง
ชักดิ้นชักงอ
กลับสู่อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า


ชี้ไปที่ผู้หญิง
ผู้หญิงที่ถูกชี้
ร่างสั่นสะท้าน
กลับสู่อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า


ชี้ไปที่คนหนุ่มสาว
คนแก่
และแม้แต่เด็ก ๆ 
ต่างล้มลง
กลับสู่อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า


ชี้ไปที่กลุ่มคนที่ถูกชี้เป้า
ทุกคน
กลับสู่อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า
(แม้ไม่ยินยอม)


ชี้ไปที่กลุ่มคนที่ไม่รู้จัก
หลายคนบาดเจ็บ
บางคนล้มลง
กลับสู่อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า
(แม้ไม่เต็มใจ)


ไม่ว่าจะชี้ไปที่ผู้ใด
ผู้ที่ถูกชี้ก็จะล้มลง
กลับสู่อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า
(โดยไม่เคยมีการไต่สวน)


ไม่มีใครรู้ว่า
จะหาความยุติธรรม
ได้จากที่ใด
ไม่มีใครรู้ว่า
จะเค้นเอาความจริง
ได้จากใคร


ดังนั้น
บรรดาผู้ที่จากไปแล้ว
แต่ละคน
จึงตื่นและฟื้นขึ้นมา
อีกครั้งหนึ่ง
ใช่
พวกเขาจำเป็นต้องลุกขึ้นมา
เพื่อทวงถาม
ความยุติธรรม
ท่านผู้กักขฬะ
ผู้มาพร้อมอาวุธ
ทำไม
ทำไม
ทำไม
จึงเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์?


ทำไม
คนแล้วคนเล่า
จึงถูกฆ่า
หรือถูกทำให้สาบสูญ
ไม่เว้นแต่ละวัน


วันนี้
พวกเขาจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมา
เพื่อทวงถาม
ความยุติธรรม


เมื่อไหร่
ท่านจะนำสันติสุข
กลับคืนมา?


เราไม่สนใจ
เราไม่สนใจอีกแล้ว
ว่าคำสั่งฆ่านั้น
มาจากผู้ใด


บัดนี้
จงเป็นพยาน
ผู้ฆ่ากับผู้ถูกฆ่า
ต่างชี้ซึ่งกันและกัน
และพากันล้มลง
เพื่อกลับสู่อุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า
เหมือน ๆ กัน


ต่อไปนี้
จะไม่มีใคร
ตื่นขึ้นมาสู้หน้าใครอีกแล้ว
เพราะเผ่าพันธุ์ที่ยังคงเหลืออยู่
จะช่วยกันสาปแช่ง
พวกเจ้า - เหล่านักฆ่า
ไปตราบจนโลกนี้
สูญสลาย
ตลอดกาล
(มี.ค., 16, 2007)

------------------
ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว
ฏอฮา ไอนุ


เทือกสันกาลาคีรีทอดตัวเหยียดยาว
ภูสูงยะเยียบ เหน็บหนาว
ข่าวคราวจากภูเขาสู่หมู่บ้าน
ยังคงเป็นข่าวไม่สู้ดี
แม่หลั่งน้ำตา
พ่อป้ายหลังมือเช็ดเหงื่อเปื้อนแก้ม
ลูกชายยังไม่กลับ
เมื่อไหร่ลูกชายจะกลับ?

หมอกยามเช้าลอยอ้อยสร้อย
ลูกสาวบ้านโน้นนั่งเหงาหงอย
ดอกไม้ป่าฤาถึงคราเหี่ยวเฉา
บทเพลงแห่งการรอคอย
มาพร้อมสายลมแห้งผาก
ลำแสงสุดท้ายของดวงตะวัน
ลาลับไปนานแล้ว
ช่างอ้างว้างเหมือนหุบเขา
ยามค่ำคืนที่ไร้ดาว
ข่าวคราวจากเมืองสู่บ้านป่า
มีแต่ข่าวร้าย ๆ
ลูกชายบ้านนี้ยังไม่กลับ
เมื่อไหร่พี่ชายที่รัก
จะกลับมา?

ภาพแห่งอดีตช่างยอกย้อน
หนุ่มน้อยบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์
ดังสะท้านจากไป
พร้อมเพื่อนๆ อีกหลายคนในหมู่บ้าน
ขณะนี้ยังไม่มีใครกลับมา
เมื่อไหร่พี่ๆ จะกลับมาเสียที
ได้แต่ตั้งตาชะแง้แลมอง
สาวเจ้าสะทกสะท้าน
กองไฟที่สุมไว้กำลังจะมอดดับ
ก่นแต่ถามว่า
เมื่อไหร่
เหตุร้ายจะกลายเป็นดี?

สงสารแต่โต๊ะกับกี*
ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น ตาสองข้างฝ้าฟาง
หูแว่วได้ยินเสียงอื่นที่ไม่คุ้นเคย
หลายเดือนมานี้ก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ
เสียงนกกลางคืนฉีกผ้ากลางดึกสงัด
อนิจจา
หลานชายก็ยังไม่กลับมา
ไม่มีมือคู่ใดยื่นมาสัมผัส
ไม่มีสะลาม*สุดท้ายจากหลานรัก
เมื่อไหร่หลานจะมา
หลานจะไม่มา?

บทเพลงแห่งความสิ้นหวัง
กระซิบแผ่วด้วยสำเนียงแปลกแปร่ง
คล้ายโกรกกระซิบจากลำธารสีดำ ...
ชั่วขณะที่สีขาวกำลังจมหายไป
ในบ่อแห่งกาลเวลาสีดำที่เก่าแก่นับศตวรรษ
ไม่มีอะไรเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

โต๊ะ= ย่าหรือยาย, กี= ลุงหรือตา, สะลาม= คำกล่าวทักทาย

<SPAN class








ฟังชัดๆ หมอประเวศ วะสี เตือน เจดีย์สร้างจากฐาน ไม่ใช่จากยอด ถ้าจะปฎิรูปต้องกระจายอำนาจ !!!
แม่-ลูกผวา นึกว่ามี "ผี" ในบ้าน หลังประสบเหตุประหลาด แต่สุดท้าย ที่พวกเขาเจอกลับเป็น...
แตงโม....ที่กินกันอยู่ รู้หรือไม่แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ไหน อยากรู้ ไปดูกัน
เล็งปรับเกณฑ์ย้าย ครู-ผอ.ใหม่ ต้องอยู่ 4 ปีถึงขอย้ายได้
อะไรทำให้ "ธีรภัทร เจริญสุข" นักเขียนดาวรุ่ง ต้องอับอายและถึงขนาดยอมแพ้ คลิกด่วน!!
พ่ออังกฤษดีใจ! ได้ลูกสาวคืน หิ้วกระเช้าขอบคุณตร.-เผย แม่ไทยคิดถึง เลยลักพาตัวไป
ตะลึง! ขายการ์ตูนเล่มละ 100 ล้านบาท ทั่วโลกมีแค่ 150 เล่ม
เผยฆาตกรอันดับ 1 คร่าชีวิตคนไทยปีละ 3 แสนคน สูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล
สแกน "แหวนนพเก้า" ของบิ๊กตู่ และ พี่น้องบูรพาพยัคฆ์
น้ำมัน ยางพารา ประยุทธ์ จันทร์โอชา โอกาส การเลือก
ยังคงคุกรุ่น ประเด็น "เบลล่า" เตรียมฉก "อั้ม" จาก "นัท มีเรีย"
หน้าเดียวจบ! ประมวลมหากาพย์ ปิดตำนาน "มาดามเจนี่ อัศวเหม" 29 กรกฎา...วันนี้มีอะไร
"ตู่" เปิดใจเบาๆ กรณีหย่าฟ้าแล่บของ "เอ๋-เจนี่"
สั้นๆ จากปาก "โย ยศวดี" ถึงกรณี "เจนี่-เอ๋"
แฉให้โลกรู้ "เมย์ พิชญ์นาฏ" ตอกกลับ "สารวัตรโจ้" ไม่มีดี แถมยังทำเรื่องเลวได้ใจ!