ชีวิตที่ดีคืออะไร? แต่ที่แน่ๆการมีเงินมาก ไม่ได้หมายความว่าความสุขจะเพิ่มขึ้น

วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:00:00 น.







โดย อรณิชา สว่างฟ้า เครือข่ายงานวิจัยนานาชาติเพื่อสังคมอยู่เย็นเป็นสุข (ไอร่าห์)

คุณรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตคุณก้าวหน้าขึ้น?

 

คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีชีวิตที่ดี?

 

เมื่อคุณมีรายได้สูง?

 

เมื่อคุณมีอาชีพการงานที่น่าตื่นเต้น และเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว?

 

เมื่อคุณมีชีวิตแต่งงานที่มีความสุข และชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น?

 

เมื่อคุณมีการศึกษาที่ดี? เมื่อคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง? ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้เลย? หรือเรื่องพวกนี้ทุกข้อสำคัญสำหรับคุณ? 

 

 

 และถ้าเรื่องพวกนี้ทุกข้อสำคัญสำหรับคุณ มีเรื่องไหนที่คุณคิดว่าสำคัญกว่าข้ออื่นหรือไม่? คุณยอมแลกเปลี่ยนความร่ำรวยกับสุขภาพที่ดีหรือไม่? คุณยอมเสียสละชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อทำงานมากขึ้น และมีอาชีพการงานที่ก้าวหน้า?

 

 ในขณะที่คุณกำลังตอบคำถามพวกนี้ในใจของคุณ ,

 

 

การประชุมวิชาการระดับนานาชาติประจำปีของ International Society for Quality of Life Studies (ISQOLS) ครั้งที่ 10  เรื่อง เข้าใจคุณภาพชีวิตเพื่อสร้างความสุข ที่จัดขึ้นที่ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 – 11 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา  พยายามตอบโจทย์เหล่านี้ ตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก  เราจะวัดความก้าวหน้าในชีวิตหรือระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไรเมื่อเราพูดถึงคนมากกว่าหนึ่งคน และถ้าเรารู้แล้วว่าจะใช้อะไรเป็นมาตรวัด เราจะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนกลุ่มใหญ่ได้อย่างไร

 

 

ความสำคัญของคำถามเหล่านี้เห็นได้จากรายงานเรื่อง “การวัดความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม” ซึ่งนักวิชาการทั่วโลกโดยเฉพาะในทวีปยุโรปจัดทำขึ้นตามคำขอของประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส นายนิโคลาส ซาร์โคซี รายงานระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การวัดและมาตรวัดที่ผิดจะนำไปสู่การออกนโยบายที่ผิด และถ้าวัตถุประสงค์ของรัฐบาลคือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลก็ต้องสามารถวัดระดับ “ชีวิตที่ดี”  ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
 

ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้บรรยายในการประชุมวิชาการดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 – 9 ธันวาคม 2553 ได้นำเสนอมาตรวัดของ “ชีวิตที่ดี” หลายชนิด ซึ่งสามารถจัดเป็นกลุ่มย่อยได้ 2 กลุ่มคือ แบบภาวะวิสัย (Objective) และ แบบอัตวิสัย (Subjective) การวัดชีวิตที่ดีแบบภาวะวิสัยใช้มาตรวัดที่บุคคลภายนอก (นอกเหนือจากเจ้าของชีวิตนั้น) สามารถสังเกตได้และไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองของเจ้าของชีวิต


ตัวอย่างของมาตรวัดชนิดนี้ ได้แก่ รายได้ในระดับปัจเจก หรือรายได้ประชาชาติในระดับประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้แบ่งแยกประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นค้นพบว่า แม้ว่าเงินจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต และอาจช่วยให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น การมีเงินไม่เท่ากับการมีความสุขในชีวิต การมีเงินเพิ่มขึ้นมากมายไม่ได้หมายความว่าความสุขจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรามีเงินมากถึงจุดหนึ่งแล้ว  เงินทองที่ได้มาเพิ่มเติมก็อาจมีความหมายน้อยลงเรื่อยๆ (Diminishing Marginal Utility)


 เงิน 100 บาท ย่อมมีความหมายต่อมนุษย์เงินเดือนค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าเจ้าของธุรกิจพันล้าน หากเงินมีผลบวกกับผู้มีรายได้น้อยมากกว่าผู้มีฐานะร่ำรวยจริง การเพิ่มรายได้ให้คนจนย่อมส่งผลบวกต่อความสุขมวลรวมในประเทศมากกว่าการเพิ่มรายได้ให้กับคนที่มีฐานะร่ำรวย

 

 

ข้อคิดจากงานวิจัยเกี่ยวกับเงินและความสุขดังกล่าว เป็นผลให้เกิดการเคลื่อนไหวในแวดวงวิชาการ และแวดวงผู้ทำนโยบาย ที่จะเลิกยึดติดกับการใช้รายได้หรือรายได้ประชาชาติเป็นตัวบ่งชี้การมีชีวิตที่ดี และมุ่งที่จะพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ให้ครอบคลุมความรู้สึกที่แท้จริงของคน  ความยั่งยืน และความเท่าเทียมกันในสังคมมากขึ้น


นอกจากนี้คุณสมบัติของตัวชี้วัดที่ดีก็คือต้องมาจากวิถีประชาธิปไตย จากความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ เนื่องจากในการวัดคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนในสังคม เราต้องรู้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไรสำหรับคนจำนวนมาก เราจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือความเชื่อ ความต้องการ และวัฒนธรรมของคนในสังคมนั้นๆ

 

 

ตัวชี้วัดอันหนึ่งที่เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการคิดค้นเครื่องชี้วัดที่เหมาะสม คือ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index; HDI) และรายงานการพัฒนามนุษย์ (Human Development Report; HDR) ซึ่งมีองค์การเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme; UNDP) เป็นผู้ให้กำเนิดในปี พ.ศ. 2533


 ทั้งดัชนีและรายงานการพัฒนามนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ความเป็นอยู่ที่ดีของคนน่าจะวัดได้โดยความสามารถในการมีชีวิตที่ยืนยาว ด้วยสุขภาพที่ดี และการประกอบอาชีพที่เหมาะสมและเลี้ยงตนเองได้ โดยดัชนีการพัฒนามนุษย์ในช่วงแรกถูกสร้างขึ้นมาจาก อายุขัยที่คาดหมาย (Life Expectancy) ความสามารถในการอ่าน / เขียน / พูดภาษา (literacy) และรายได้ประชาชาติต่อหัว ในช่วงหลัง ดัชนีการพัฒนามนุษย์ได้รับการปรับปรุงทั้งทางด้านสถติ และ เนื้อหา อาทิเช่น การเปลี่ยนวิธีการหาค่าเฉลี่ย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แสดงถึงระดับการพัฒนามนุษย์ที่แท้จริง การขยายความตัวแปรด้านการศึกษาจากความสามารถในการเข้าใจภาษา มาเป็นจำนวนปีที่อยู่ในโรงเรียน และการเพิ่มตัวแปรด้านความเท่าเทียม และ ความยากจน


ในขณะที่ตัวชี้วัดชีวิตที่ดีแบบภาวะวิสัย เช่น การศึกษา หรือสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล จะสามารถสังเกตได้โดยนักวิจัยทั่วไป โดยที่ไม่ต้องสอบถามความรู้สึกของบุคคลนั้นๆ ตัวชี้วัดแบบอัตวิสัยต้องอาศัยการรายงานของแต่ละบุคคลเอง


ตัวอย่างก็คือ เราสามารถบอกถึงสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคลได้จากรายงานของแพทย์ หรือการสังเกตความแข็งแรงของบุคคลนั้นๆ ในการออกกำลังกาย แต่เราไม่สามารถบอกถึงความพึงพอใจของเขาได้เพียงแค่จากข้อมูลดังกล่าวหรือจากการสังเกต ในทำนองเดียวกัน เราไม่สามารถบ่งบอกความพึงพอใจ หรือความสุขของบุคคลได้จากข้อสังเกตด้านด้านการเงิน เราจะต้องถามถึงความรู้สึกที่แท้จริงของบุคคลดังกล่าวจากตัวเขาเอง โดยอาจเป็นคำถามเกี่ยวกับความสุขโดยรวม หรือความพึงพอใจโดยรวมในชีวิต ซึ่งเป็นองค์รวมของความพึงพอใจในเรื่องปลีกย่อยต่างๆในชีวิต เช่น เรื่องมาตรฐานการครองชีพ สุขภาพ ความสำเร็จในชีวิต ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความปลอดภัยในชีวิต ความสนิทสนมกลมเกลียวในสังคม ความมั่นคงในอนาคต ความเชื่อทางศาสนาและจิตใจ การทำงาน และสถานภาพการเงิน


แล้วทำไมเราถึงต้องถามแต่ละบุคคลถึงความรู้สึกของเขา มีประโยชน์อย่างไรที่จะต้องรู้ ประโยชน์นั้นมีอย่างน้อย 2 อย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือ หากเราต้องการทราบเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะใช้การสังเกตการณ์อย่างเดียวโดยไม่ปรึกษาเจ้าตัวบุคคล

 

 

 

นอกจากนี้ หากเราสามารถสำรวจความสุข ความพึงพอใจ และความเป็นอยู่ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้ต่อเนื่องกัน เราก็จะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกของกลุ่มคนนั้นๆ และอาจหาทางเข้าไปช่วยเหลือ เมื่อความพึงพอใจของกลุ่มคนดังกล่าว หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งลดลงอย่างผิดปกติ เปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ

 

 

 

ในทางปฏิบัติ ประเทศที่ใช้มาตรวัดแบบภาวะวิสัยนอกเหนือจากรายได้ และรายได้ประชาชาติ และมาตรวัดแบบอัตวิสัย มาเป็นเกณฑ์สำคัญในการพัฒนาประเทศมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ประเทศที่จัดว่ามีฐานะยากจนในเขตเทือกเขาหิมาลัยอย่างภูฏาน  ประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบคอมมิวนิสต์เป็นประชาธิปไตยอย่างฮังการี  ประเทศที่มีฐานะปานกลางอย่างเม็กซิโก และประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย


สำหรับประเทศไทยนั้น เกณฑ์ความสุข ความพึงพอใจ และสภาพความเป็นอยู่ของคน ได้รับการบรรจุลงไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นครั้งแรกในแผนที่ 8 เมื่อปี พ.ศ. 2540 ในครั้งนั้น การพัฒนามนุษย์และการให้มนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของแผน

 

 

 

 

แต่แผนดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 มาตรวัดเกี่ยวกับความสุข ความพึงพอใจ และสภาพความเป็นอยู่ของคนได้รับการปรับปรุงในเชิงรายละเอียด แต่ก็ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางโดยภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (ฉบับปัจจุบัน) ซึ่งจะใช้จนถึงปี พ.ศ.2554 ก็ได้บรรจุมาตรวัดและตัวบ่งชี้เพิ่มเติม และจัดหมวดหมู่ตัวชี้วัดภายใต้หัวข้อ ดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยมีเป้าหมายคือ การนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

 

การพัฒนาประเทศในแบบดังกล่าวต้องถูกชี้นำโดยความสุขของมวลชน ไม่ใช่ความสามารถทางเศรษฐกิจ และต้องคำนึงถึงการพัฒนาในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล อาทิ เรื่องสุขภาพและความสามารถในการประกอบอาชีพ ระดับชุมชน อาทิ การสร้างครอบครัวอบอุ่นและเป็นสุข และความเข้มแข็งของชุมชน ระดับสังคมและประเทศ อาทิ การจัดการปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม อาทิ การจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล

 

 

ดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันนั้น วัดจาก 0 ถึง 100 โดยค่าดัชนีโดยรวมลดลงเล็กน้อย จาก 65.89 ในปี พ.ศ. 2549 เป็น 65.74 ในปี พ.ศ. 2552 การลดลงของดัชนีนั้นเป็นผลรวมจากการพัฒนาด้านสุขภาพที่หยุดนิ่งในช่วง 3 ปีดังกล่าว ความสุขด้านครอบครัวที่ลดลง ความเสื่อมของตัวบ่งชี้ทางด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ การถดถอยของธรรมาภิบาลและวิถีประชาธิปไตย ในขณะที่ชุมชนเข้มแข็งขึ้นและความพึงพอใจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

 

 

ข้อสังเกตข้อหนึ่งจากตัวแปรต่างๆข้างต้น ก็คือ ความพึงพอใจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าช่วงเวลา 3 ปีดังกล่าวเป็นช่วงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติตกต่ำทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่าความพึงพอใจทางเศรษฐกิจในระดับปัจเจก และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ไม่จำเป็นต้องแปรผันตรงต่อกันเสมอไป และแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญและมีผลกระทบต่อความสุขของคนอย่างมาก มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำหนดความสุขของคนเรา

 

 

สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเพียงสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการพูดคุยกันในช่วงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อหาข้อสรุปให้กับนิยามของชีวิตที่ดี หากท่านไม่มีคำตอบให้กับคำถามมากมายข้างต้น และยังไม่มีคำตอบให้กับข้อถามที่ว่าชีวิตที่ดีคืออะไร และชีวิตของท่านนั้นดีแค่ไหน 

 

 

ท่านคงไม่ต้องสงสัยว่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการก็ยังไม่มีคำตอบเช่นกันว่าอะไรคือมาตรวัด หรือตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุด ในการวัดความสุข ความพึงพอใจ สภาพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของพวกเรา  ในขณะที่มาตรวัดและตัวบ่งชี้ กำลังได้รับการพัฒนา คิดค้น และผ่านวิวัฒนาการต่างๆ


 คำแนะนำที่ดีที่สุดคงจะเป็นการให้ทุกคนเปิดใจรับ วิถีใหม่ๆ ในการพัฒนาตนเองและประเทศ เงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอไป ชีวิตของเรามีหลายด้าน หลายมุมนัก การพัฒนาตนเอง การพัฒนาคน และการพัฒนาประเทศก็ควรเป็นอย่างนั้นเช่นกัน








นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร : "ความยุติธรรม"...สำคัญที่สุด "เจรจา เลือกตั้ง" คือทางออก
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : บทเรียนจากประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
เลือกตั้งใหม่15มิ.ย.กับ20ก.ค. ในมุมสะท้อน "สดศรี สัตยธรรม"
ฐากูร บุนปาน : สงครามขึงพืด
สมลักษณ์ จัดกระบวนพล ส่องบทบาทองค์กรอิสระ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเมือง - ความชอบธรรม - สิทธิอำนาจ
วสิษฐ เดชกุญชร : ปฏิรูปตำรวจ:ปัญหาโลกแตก (2)
นฤตย์ เสกธีระ : บทสรุปทางออก
วิจักขณ์ พานิช เขียน ทางเลือก
ปราปต์ บุนปาน: สังคมอุดม ′เรื่องเล่า′
เปลือยชีวิต "เชอรี่ สามโคก" จากเด็กอักษรศาสตร์สู่ "นางเอกหนังอีโรติก" ชื่อดังแห่งยุค
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
"ชูวิทย์" แชร์ประสบการณ์สมัยทำ อาบ อบ นวด "เซ็กส์และผู้ชาย6ประเภท" และ"ความลับ"ล้วงแล้วหลุดตอนไหน?
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : รักแท้เหนือความร่ำรวย
"เนวิน"แถลงการณ์ชู"กฎเหล็ก"จับคนก่อเหตุวิวาทในงานสงกรานต์บุรีรัมย์ขึ้นเวทีชกกับนักมวย