เจาะขุมทรัพย์ "ทองคำดำ" โดมิโนอาหรับเปิดแผลใหม่โลกน้ำมัน ทำไมถ้า"กัดดาฟี"ลาออก ราคาน้ำมันจะดิ่งลง?

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:00:21 น.







ไม่ว่าบทสรุปการจลาจลใน "ลิเบีย" จะจบลงอย่างไร นอกเหนือจากชาวลิเบียแล้ว อีกหนึ่งผู้ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ คงหนีไม่พ้น "อุตสาหกรรมน้ำมัน" เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การเกิดวิกฤตการเมืองในประเทศสมาชิกโอเปก หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ล้วนสร้างรอยแผลให้กับอุตสาหกรรมนี้ทุกครั้ง

โดย เอมี่ เจฟฟี ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง จากมหาวิทยาลัยไรซ์ ในฮูสตัน แสดงความคิดเห็นผ่าน รอยเตอร์สว่า ความวุ่นวายทำให้การผลิตน้ำมันและกลั่นน้ำมันของลิเบียหยุดชะงัก ปัจจุบันลิเบียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของทวีปแอฟริกา ทั้งยังเป็นแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของทวีป หรือประมาณ 44 พันล้านบาร์เรล และผลิตน้ำมันคิดเป็น 2% ของกำลังการผลิตทั่วโลก

ผู้ที่ได้รับผลกระทบทันทีจากวิกฤตลิเบีย คือ ยุโรป เพราะ 85% ของการส่งออกน้ำมันของลิเบียมีปลายทางอยู่ที่ยุโรป และกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณดังกล่าวถูกส่งไปยังอิตาลี ขณะที่น้ำมันส่งออกที่เหลือส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังเอเชีย และราว 5% ส่งไปสหรัฐ ทั้งนี้ลิเบียถือเป็นผู้ส่งน้ำมันรายสำคัญที่ยุโรปไว้วางใจ นับตั้งแต่การประท้วงได้ปะทุและลุกลามในตะวันออกกลางตั้งแต่เดือนมกราคม จนทำให้ประธานาธิบดีของตูนิเซียและอียิปต์ต้องหลุดจากเก้าอี้

อุตสาหกรรมน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในมือของต่างชาติ เช่น อีนิ จากอิตาลี และเร็พโซล จากสเปน ขณะที่บริษัทน้ำมันของลิเบียอยู่ภายใต้การคุมเข้มของผู้นำลิเบีย โมอัมมาร์ กัดดาฟี และมีการประเมินว่าหลังจากบริษัทน้ำมันทยอยอพยพพนักงานออกจากลิเบียและหยุดผลิตน้ำมันชั่วคราว ทำให้กำลังการผลิตของลิเบียหายไป 3 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน จากทั้งหมด 1.6 ล้านบาร์เรล




ทั้งนี้ สำหรับประเทศกลุ่มโอเปก "น้ำมัน" คือกุญแจสู่อำนาจและแหล่งรายได้ ดังนั้นสงครามหรือวิกฤตการเมืองสำคัญแบบอื่น ๆ ต่างส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้เกิดภาวะชะงักงันของซัพพลายน้ำมัน และอาจต้องใช้เวลานับปีหรือทศวรรษกว่าที่จะฟื้นตัว

อาทิ การปฏิวัติปี 2522 ในอิหร่านที่ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของประเทศลดลงกว่าครึ่ง และไม่เคยฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่เลยนับจากนั้น ขณะที่สมัยที่อิรักบุกคูเวตเมื่อปี 2533 ตัดกำลังการผลิตของทั้งสองประเทศนานหลายปี อีกทั้งยังทำลายบ่อน้ำมันของคูเวตด้วย ส่วนการสไตรก์ของอุตสาหกรรมน้ำมันครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อปี 2545 ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง และไม่เคยปรับขึ้นสู่ระดับก่อนการประท้วงได้อีกเลย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความหวาดหวั่นว่าวิกฤตโลกอาหรับจะดึงราคาน้ำมันให้พุ่งต่อไป ผู้ผลิตน้ำมันเบอร์ 1 ของซาอุดีอาระเบียได้ประกาศว่า พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตหากจำเป็น ซึ่งคนส่วนใหญ่มั่นใจว่าซาอุฯสามารถทำได้ แต่ก็มีบางเสียง เช่น เจฟฟรีย์ บราวน์ วิศวกรน้ำมันในดัลลัส ที่แย้งว่ากำลังการผลิตของซาอุฯลดลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาหลังจากแตะระดับสูงสุดในกลางทศวรรษก่อน และมีการบริโภคน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นประเทศบริโภคน้ำมันอันดับ 15 ของโลกเมื่อปี 2551 นอกจากนี้ยังประเมินว่าการบริโภคน้ำมันของซาอุฯจะเพิ่มเป็น 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ หรือเพิ่มจากปี 2548 ราว 50%

และแม้ว่าซาอุฯจะป้อนน้ำมันได้อย่างเพียงพอ แต่คุณสมบัติน้ำมันดิบจาก "ลิเบีย" ที่ใช้ในการผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันสำหรับเครื่องบิน ก็ไม่ได้หาทดแทนกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะโรงกลั่นเอเชียและยุโรปหลายแห่งที่ไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อกลั่นน้ำมันดิบที่มีซัลเฟอร์ผสมอยู่มาก (sour crude) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พบในน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากซาอุฯ

หากความวุ่นวายในลิเบียยืดเยื้อไปหลายสัปดาห์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการน้ำมันคาดว่า โรงกลั่นยุโรปจำเป็นต้องซื้อน้ำมันสวีตจากแอลจีเรียและไนจีเรีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบสำคัญสำหรับสหรัฐในปัจจุบัน โดย ลอว์เลนซ์ เจ. โกลด์สไตน์ ผู้อำนวยการของมูลนิธิวิจัยนโยบายพลังงานชี้ว่า ภาวะดังกล่าวจะกดดันให้โรงกลั่นน้ำมันดิบสวีตทั้งหมดต้องเปิดสงครามประมูลแย่งน้ำมันดิบ เพราะคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

นอกจากวิกฤตที่ใกล้เข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองในลิเบียแล้ว หลายคนเริ่มปรายตามองประเทศเพื่อนบ้านอย่าง "แอลจีเรีย" ที่มีประวัติความวุ่นวายหลายครั้ง และเป็นแหล่งน้ำมันดิบอันดับ 7 สำหรับสหรัฐ ทั้งนี้ในช่วงไม่ กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประท้วงเรื่องราคาอาหารแพงและปัญหาว่างงานในแอลจีเรีย

 

อีกทั้ง 2 ครั้งใหญ่ล่าสุดผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดี อับเดลาซิซ บูเตฟลิก้า ให้ลาออก ซึ่งไมเคิล โล นักวิเคราะห์จากโนมุระ เตือนว่า หากลิเบียและแอลจีเรียหยุดผลิตน้ำมัน ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 220 ดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ริตเตอร์บุช แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ระบุในรายงานว่า ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าอาจถูกกำหนดจากความเสียหายครั้งใหญ่ในลิเบียไปอีกหลายสัปดาห์ และการขาดเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือทำให้ตลาดอยู่ในภาวะกระทิงไปถึงฤดูใบไม้ผลิ

ทั้งนี้ บรรดาเทรดเดอร์วิตกว่า กระแสความวุ่นวายจะขยายวงไปถึงยักษ์น้ำมันอย่างซาอุฯและอิหร่าน โดย เอพีอ้างความคิดเห็นในรายงานของ คาเมรอน ฮาโนเวอร์ ว่า นอกจากลิเบียแล้ว เสถียรภาพของอีกหลายประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อซัพพลายน้ำมันของประเทศตะวันตก และที่เห็นชัดเจนคือซาอุฯ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ และอิรักก็ติดอยู่ในลิสต์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าวิกฤตลิเบียจะส่งให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก 15 ดอลลาร์ และราคาน่าจะดิ่งลงอย่างรวดเร็วหากกัดดาฟีลาออก และการต่อสู้ยุติลงหลังจากล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ตามสัญญาส่งมอบเดือนเมษายนพุ่งแตะระดับ 119.79 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ก่อนจะปรับลดลงแต่ยังเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

 

................

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ คลิกอ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติม









คอลัมน์ ดาวกับดวง วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2558 โดย พิมพ์พรร
′จาตุรนต์′ ชี้ กรณีไล่ออก"สมศักดิ์ เจียมฯ"แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำไม่สนใจปรองดอง
การกลับมาของ"หมูสามชั้น": คอลัมน์ หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน
ไปดูที่มาชื่อรุ่น Lexus จริงๆแล้วมีความหมายนะเออ!
ชื่นมื่น! หญิงแต่งหญิงคู่แรกของเมืองกาญจน์ หลังคบหานาน 9 ปี
นึกออกไหม? ถ้าเหล่า"ซุปตาร์"อัพไซส์ขึ้น 20 กก. จะเป็นยังไง?!
สถานการณ์"บีบ" คืนอำนาจ-จัดเลือกตั้ง เตือนภัย"ระบบลากตั้ง"
สาวนักท่องเที่ยวจีนอีกแล้ว ถอดเสื้อเปลี่ยนกันโจ๋งครึ่มที่ดอนเมือง ไม่อายสายตาคนรอบข้าง !!
มองต่างมุม... สนช.ผุด′สภาลูก-เมีย′
แอปเปิลจัด "SIRI" คุยกับ"คนไทย"ได้แล้ว
′วิจักขณ์ พานิช′ ยิงหมัดตรง กรณี′ธรรมกาย′
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ′พวก′ของคนใต้กับปชป.
อาจารย์มหาวิทยาลัย บุคลากรชั้นสองในกระทรวงศึกษาธิการ โดย สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ :โต้ ปณิธาน วัฒนายากร ไทยไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยว ในประชาคมโลกได้
"ลีนา จังจรรจา" ท่ามกลาง "ความเงียบ" มีแต่เธอที่ "เสียงดัง"