หนังล้อมผ้า : ตอนที่ 3 (จบ)

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:24:13 น.

ลาวลวง

 

รถสองแถวหัวตัดสีเขียวแก่แถบเหลืองเบรกเอี๊ยดหน้าเรือนหลังที่สองของทางเข้าหมู่บ้าน ฝอยฝุ่นม้วนตัวคละคลุ้ง จับ-เกาะ

ตัวถังและผู้โดยสาร บางคนรีบใช้ฝ่ามือปกปิดจมูก บางคนใช้ผ้าขาวม้าพัดวีอยู่ไปมา

 

                เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเรือนดังกล่าวว่า ใครมาวะ! เมื่อนั้นเด็กๆ ต่างหยุดเล่น ชะเง้อคอมองดูรถคันนั้น และมองดูผู้โดยสารบนรถ หญิงชายคู่หนึ่งกระโดดลงมา จากนั้นช่วยกันขนสัมภาระมากมายลงจากรถ โดยมีเด็กร่างใหญ่กระวีกระวาดช่วยเหลือ กล่องกระดาษขนาดใหญ่ถูกลำเลียงขึ้นบนเรือน  เด็กๆวิ่งตามแห่เหมือนบั้งไฟ ต่างส่งเสียงร้องเฮๆ และตะโกน ′อ้ายบ่าวมา อ้ายบ่าวมา...′

 

                นั่นแหละ เจ้าของเรือนถึงปรากฏร่างอันอ้วนฉุไต่อืดลงจากเรือน แกคายคำหมากปี๊ด  ขณะที่รถโดยสารกระชากตัวออกไป ปล่อยให้ควันดำม้วนตัวเป็นวงใหญ่ เด็กๆ ชอบใจเฮลั่นวิ่งเข้าสูดดม บางคนก้มลงสูดกลิ่นรอยล้ออันอบอุ่น ป้า

 

จันทร์ ตวาดเด็กๆ เหล่านั้นก่อนจะช่วยรับสิ่งของจากลูกชายทว่าสายตาไพล่มองหญิงสาวที่มาด้วย ผิวค่อนข้างขาว นัยน์

 

ตากระเดียดไปทางลูกครึ่งญวนหน้าตาดี คงเป็นเมียมัน แกคิด

 

                ′นั่นแม่′ บ่าวเอ่ยบอกหญิงสาว หลังจากหล่อนกระพุ่มมือไหว้แล้ว ป้าจันทร์พูด ฮื่อ...ไหว้พระเถอะหล่า

จากนั้นหัน

ไปทางลูกชาย ′นึกว่าจะกลับอีตอนสงกรานต์′

 

                ทั้งสามช่วยกันขนสิ่งของขึ้นเรือน เด็กๆ ล้อมวงเข้ามาอีก สายตาเบิ่งมองอย่างอัศจรรย์ของคนแต่งตัวดี บ่าวพูดกับแม่ ′ช่วงนี้ไม่ค่อยมีงาน′  ปากว่า มือระวิงกับการแกะห่อลูกอมหลากสีแจกเด็กๆ จึงมีเสียงร้องแย่งและส่งเสียงเฮดังลั่น ป้าจันทร์ร้องด่าบอกให้ไปเล่นไกลๆ ′หนวกหูโว้ย′ เด็กๆ จึงแตกฮือ ทว่ายังด้อมๆ มองๆ อยู่ไม่ไกล เผื่อมีรายการแจกขนมอีก

สักรอบ

                ′เมียทิดหรือ′ ป้าจันทร์อดรนทนไม่ไหว

 

                บ่าวตอบ ′จ้ะแม่-เดือนแปดปีนี้จะให้แม่ไปสู่ขอ′

 

                ′คนที่ไหน′ ผู้เป็นแม่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นดั่งผู้เฒ่าผู้แก่ตามชนบททั่วไปที่มักจะเอื้อนเอ่ยถามคนแปลกหน้าถึงหัวนอนปลายตีน ไม่ว่าจะเป็นสะใภ้หรือลูกเขย (ประเพณีชาวอีสานมักพาว่าที่ลูกเขยหรือลูกสะใภ้กลับบ้านเสมอ)

 

                ′สารคาม′ บ่าวตอบแม่ไม่เต็มเสียง ในใจนึกตำหนิที่ถามเรื่องอย่างนี้ต่อหน้าแฟนสาว ทำให้หล่อนเขินอายหน้าแดงซ่านและเดินเลี่ยงไปอีกทาง ป้าจันทร์จึงเพ่งมองตามให้เต็มตาอีกครั้ง รู้สึกพอใจว่าที่ลูกสะใภ้ทันที

 

                ′แล้วพ่อแม่ทางโน้นเขารู้เรื่องนี้หรือยัง′ ป้าจันทร์เป็นห่วงเรื่องทำนองอย่างนี้  ไม่ว่าเขาว่าเรา อย่างไรก็หัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง และจะต้องทำตามประเพณีบ่าวจึงตอบว่า-ทางโน้นยังไม่รู้

 

                บ้านใกล้เรือนเคียงและญาติพี่น้องเริ่มทยอยมาที่เรือนเมื่อรู้ข่าวว่าบ่าวมาจากเมืองหลวง ต่างพากันยกยอว่าแฟนบ่าวสวยน่ารัก เขาจึงรู้สึกภูมิใจและปลาบปลื้ม  เมื่อมีคนเอ่ยชมยิ่งหลงรักและรู้สึกหึงหวง เขาภูมิใจทุกครั้งที่กลับมาบ้าน ชาวบ้านมักมองและห้อมล้อมถามข่าว เพราะส่วนหนึ่งชาวบ้านเหล่านี้ฝากฝังลูกชายลูกสาวให้บ่าวหางานให้ทำในเมืองใหญ่ บ่าวจึงโดดเด่นเป็นคนดีของหมู่บ้านที่ทุกคนอยากใกล้ชิด

 

                ′พ่อไปไหนหรือแม่′

 

                ′ไปลงแหอยู่บ้านร่มเย็นโน่น′

 

                บ่าวสาละวนอยู่กับการจัดเก็บข้าวของ แกะลังกระดาษยกทีวีขนาดใหญ่ออกมา อีกกล่องเป็นหม้อข้าวไฟฟ้าเบอร์ใหญ่ส่วนกล่องที่เหลือเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้า มีพัดลมและกระทะไฟฟ้ายิ่งผู้คนมุงดูเท่าไหร่เขายิ่งภูมิใจคับอก  บ่าวบอก ครั้งหน้าจะเอาตู้เย็นมาสักหลัง หลายคนทำตาโตและมีคนอิจฉา

 

                คราวที่แล้วในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่า เมื่อบ่าวกลับมาเขาไปออกรถเครื่องไว้ให้พ่อ พ่อของบ่าวหัดขี่จนชำนาญและใช้เป็นพาหนะในการไปนา ไปลงแห แกเห่อรถเครื่องคันนี้แทบจะลืมผู้เป็นภรรยาทีเดียว

 

                กว่าทั้งสองหนุ่มสาวจะแกะเก็บของเข้าที่เข้าทางก็เล่นเอาเหงื่อไคลไหลชุ่มโชก พัดลมเครื่องใหม่จึงได้ทดลองใช้ไล่ร้อนปีที่แล้วนี่เองที่ไฟฟ้าเดินทางมาถึง สร้างความตื่นเต้นให้ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง

 

ป้าจันทร์เข้าครัวติดไฟควันโขมง ควันสีเทาลอยชอนไชไปตามหลังคาและออกนอกเรือนคล้ายสายข่าวที่บอกไปถึงเพื่อนบ้านมีคนตะโกน ′จุดไฟไล่ยุงหรือ′ เสียงหัวเราะสนุกสนานตามมาไม่หยุด ญาติพี่น้องเข้าครัวช่วยป้าจันทร์ฉุกละหุก  บ่าวซื้อเนื้อวัวสดๆ มาจากตลาดหลายกิโลกรัมพร้อมเครื่องในจำนวนหนึ่งผักหญ้าปลายำและเครื่องเทศต่างๆ บ่าวจัดหาซื้อมาพร้อมสรรพต่างแบ่งหน้าที่กันอย่างแช่มชื่น

 

                ป้าหอมคนคุ้มเดียวกันเข้ามาสมทบ แกตะโกนถามหาบ่าวก่อนอื่น และถามข่าวถึงลูกชายที่แกฝากไปทำงานด้วย

                ′มันจะกลับมาหรือเปล่าสงกรานต์นี้′

 

                ′บักพรสิกลับมาอยู่ดอกสงกรานต์′ บ่าวบอก

 

                ′ไสล่ะเหล้ากรุงเทพฯ เอามาลองดูสักหน่อยสิวะว่ามันซิแซ่บเหมือนเหล้าบ้านเรามั้ย′ แกถามถึงสิ่งที่โปรดปราน ใครๆก็รู้ว่าแกเป็นนักดื่มประจำคุ้ม เสียงดังยันท้ายหมู่บ้าน

 

                มีคนปากไวเอ่ยขึ้นขัด ′เหล้ากรุงเทพฯ มันก็อยู่กรุงเทพฯละวะ มันจะมาอยู่ที่นี่ได้จังได๋′

 

                ป้าหอมคนเสียงดีมองค้อนประหลับประเหลือก เรือนหลังไหนมีรายการ ไม่เคยขาดการไปเยือนของแก เมื่อเมาแล้วชอบร้องหมอลำ

 

                ′แล้วทิดล่ะ จะกลับวันไหน′ ป้าหอมถามเป็นงานเป็นการ

 

                บ่าวบอก ′หลังสงกรานต์โน่นแหละ′


เสียงสับเนื้อโป้กๆ อยู่ในครัว เป็นสัญลักษณ์แห่งชนบท เพราะมีกลิ่นหอมของข้าวคั่ว เสียงโขลกพริกผงทำให้ผู้คนฮัดเช้ย ข้าวคั่วร้อนๆ เอาไปตำที่ครกใหญ่ใต้ถุนเรือน ผักเครื่องปรุงถูกหั่นซอยอย่างละเอียดประณีต ในหม้อใบใหญ่ เครื่องในต้มกำลังเดือดปุดๆ

 

                เหล้าขาวถูกรินแจกจ่ายไปถึงก้นครัว เสียงพูดคุยสนุกสนาน เสียงหยอกล้อ เสียงนินทา  บ่าวนั่งยิ้มหน้าบานเป็น

ประธานในวงอันเลิศรส ให้แฟนสาวจัดห้องนอนไปพลางๆ ขณะที่ลุงแขกพ่อของบ่าวกลับมาทันเวลาจึงนั่งร่วมวงโดยไม่ต้องมีใครเชิญ แกบ่น วันนี้หาปลาไม่ได้ สงสัยเป็นเพราะรู้ว่าบ่าวจะกลับมาพร้อมเนื้อวัวกระมัง ความเมื่อยล้าของแกมลายหายไปเมื่อเหล้าขาวแก้วแรกเทลงสู่ลำคอ แกหยิบมะขามเปียกเคี้ยวหยับๆ

 

                ′เร็วๆ โว้ย ไอ้ลาบเนื้อน่ะ  นี่มึงพากันตักต้มมาซดน้ำก่อนได้ไหม′ ลุงแขกตะโกน กลิ่นหอมของข้าวคั่วกระจายเป็น

วงกว้าง ลาบที่กำลังคนให้เข้ากันโชยมากระทบจมูก ส่วนกลิ่นต้มเครื่องในทำให้คนด้านนอกน้ำลายพานไหลเยิ้ม

 

                "กลัวไม่ได้กินหรือไง มาถึงก็กินๆ นั่งเทศน์นั่งกินอยู่นั่นเทียว-กินเข้าไปเหล้าน่ะ กินเข้าไปมากๆ จะได้ตับแข็งตาย" เสียงป้าจันทร์ตะโกนจากในครัว ลุงแขกเงียบกริบ ว่าที่ลูกสะใภ้ถือชามต้มเครื่องในออกมาบริการ  คล้อยหลังลุงแขกโอ่ ′ไอ้บ่าวมันเก่งเหมือนพ่อ รู้จักหาเมียสวย′

 

                ′เออ อะไรๆ ก็เหมือนพ่อมัน พ่อมันเก่งทุกเรื่อง ไม่เก่งอยู่อย่างเดียว...′ ป้าจันทร์ค้างไว้แค่นั้น คนในวงมองหน้าลุงแขกแกจึงเปลี่ยนเรื่อง

 

                ′ไอ้ทิด แล้วจะกลับกรุงเทพฯ วันไหน′

 

                ′หลังสงกรานต์ครับพ่อ′

 

                ′แล้วเรื่องลูกเมีย...′ แกคงหมายถึงหญิงสาวที่พามาด้วย

 

              ′เดือนแปดนี้จะให้พ่อไปสู่ขอ ขอแบบแต่งเลย′

 

               ′ตามใจมึง หาแต่เงินมาเตรียมไว้ให้พอ แล้วงานล่ะถึงไหน′

 

                ′ไปได้เรื่อยๆ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนเข้ากรุง′

 

                ′ยังไงของมึง กูถามเรื่องงาน ไม่ได้ถามเรื่องคนเข้ากรุงเทพฯ′

 

                มีคนพูดตัดบทสนทนาระหว่างพ่อกับลูก กินเหล้าโว้ยไม่ใช่เวลามาพูดคุยกับลูก มันอยู่อีกหลายวัน  เอ้า ยกๆ สอง

พ่อลูกจึงยุติการสนทนา บ่าวรู้สึกโล่งใจ  ลุงแขกยกแก้วกระดกรวดเดียว ทำเสียงขาก...ก่อนจะตักต้มเปื่อยเครื่องในซดโฮกใหญ่แกเคี้ยวหยับๆ ร้องฮื่อแซบหลาย

 

                ลาบเนื้อวัวถูกนำมาเสิร์ฟ วางอยู่กลางวงพอดี กลิ่นหอมฉุยเตะจมูก มีพริกเม็ดวางโรยหน้าพร้อมสาระแหน่ แถมกระเทียมกลีบเล็กๆ สีขาวนวล มีผักแนมจากหลังสวน เช่น ใบลิ้นฟ้าอ่อน โหระพา ยอดสะเดาลวก ยอดมะระ  ต้มเปื่อยถูกนำมาเติม ควันเทาหม่นลอยขึ้นเหนือถ้วย พริกแห้งคั่วลอยเป็นเรือโคลงงดงาม

 

                วงของแม่หญิงเพิ่มขึ้นมา ป้าจันทร์เป็นคนรินเหล้า ป้าหอมเริ่มเสียงดัง ที่จริงแกยังไม่ได้เมามายอะไร เพียงแต่เป็นคนพูดเสียงดัง เมื่อเหล้าเข้าปากแกมักเป็นเช่นนี้

 

                ′ลูกชายเจ้าทำงานอะหยังหือ′ มีคนถามป้าหอม

 

                ′ยังไม่ได้ถามทิดบ่าวมันเลย ไม่รู้ทิดเขาฝากให้ทำอะไร′

 

                ′ทิดบ่าวนี้ดีหลายเนาะ ใครฝากลูกหลานไปทำงานก็ได้′มีคนเอ่ยชม

 

                ′นั่นแหละ พวกเจ้าสิอย่าลืมบุญคุณมันแล้วกัน′ ป้าจันทร์สำทับ

 

                ป้าหอมร้องลั่น ′โอ้ย ไม่มีใครสิลืมทิดบ่าวได้ลงดอก′ และแกรีบพูดต่อ บักพรกลับมามื้อได๋ จะซื้อเหล้าและฆ่าไก่มา

สู่เจ้าดอก

                ′กูสิท่าเบิ่ง′ ใครคนหนึ่งเอ่ยแทรก

 

ผู้คนส่วนใหญ่ของหมู่บ้านหลังเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนาจะพากันเข้าเมืองหลวง บางกลุ่มเมื่อถึงหน้านาจะพากันกลับสู่หมู่บ้าน

อีกกลุ่มอาจไม่ขึ้นไปทว่าส่งเงินกลับไปแทน  กลุ่มหลังมักเป็นคนหนุ่มสาวเสียส่วนใหญ่ ให้พ่อแม่จ้างเขาดำนาเกี่ยวข้าว ปีหนึ่งหนุ่มสาวอาจจะกลับบ้านพร้อมคณะผ้าป่าในช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่

 

                บ่าวเข้ากรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน เรียนรู้เรื่องกรุงเทพฯอย่างรวดเร็วไม่ว่าเส้นทางหรือสถานที่ท่องเที่ยว  เขาจำได้ดีเมื่อเข้าไปใหม่ๆ เขาประหม่าและหวาดกลัวไปต่างๆ นานา เขาอาจจะโชคดีที่พบคนใจดีพาไปทำงานด้วย อยู่ใกล้หัวลำโพง จากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตเขาวนเวียนอยู่ละแวกนี้  ผู้คนหลากหลายรูปแบบ และเที่ยวช่วยใครต่อใครให้ได้งานทำ ทั้งคนในหมู่บ้านตนเอง หรือจะมาจากภาคไหนก็ตาม  ทว่าส่วนใหญ่จากภาคอีสาน ใครต่างพูดให้ได้ยินในหมู่บ้านที่เขาฝากงานให้ และมักได้ยินกันว่า ลาวต้มลาว จะมีใครรู้ว่า เขานี่แหละที่ช่วยลาวชาวอีสานให้ได้งานทำมามากต่อมากแล้ว อาจจะเป็นหมื่นๆ คน หรืออาจจะมากกว่านั้น มากกว่ารัฐมนตรีเสียอีก-บ่าวคิด

 

                บ่าวคิดเสมอว่า ลาวไม่เคยต้มลาว คนลาวอีสานมีแต่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างน้อยก็เขาคนหนึ่ง

 

                ′ใครนะชอบว่าลาวหลอกลาว′ บ่าวเอ่ยในวง

 

                ′มึงอย่าพูด′ ลุงแขกขัด แกมีอาการได้ที่ทีเดียว ′เมืองหลวงมีคนลาวหลาย และมันก็หลอกกันเอง′ แกพูดเสียงดัง

 

                บ่าวแย้ง ′ผมว่าไม่จริง คนลาวชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน′

                อย่ามาเถียง กูเคยอยู่มาก่อน คนขับแท็กซี่เอย ตุ๊กๆเอย คนลาวอีสานทั้งนั้น  บางทีมันพากันดัดจริตพูดไทยกรุง

เทพฯ และมันก็ต้มลาว-เหอๆ ปากหัวเราะลั่น

 

                มันอาจจะมีบ้าง แต่น้อยนะพ่อ  โน่นคนอีสานอยู่ในโรงงาน ห้องอาหาร นักร้องในคาเฟ่ จะไปหลอกใครได้ มีแต่

 

นายทุนเขาหลอกใช้แรงงานต่ำๆ ลองขาดคนงานอีสานสิจะเป็นยังไงŽ บ่าวพยายามชี้แจง เหมือนกำลังแก้ตัวให้คนลาวด้วยกัน

 

                ลุงแขกไม่ยอมลูกชาย ′มึงไม่เห็นรึวะ คนอีสานไปอยู่ที่ไหนมันก็หลอกกันเอง  อีนักร้องในคาเฟ่นั่นแหละตัวดีนัก มึงอย่าหลงเข้าไปเที่ยว′

 

                ′อ้อ เจ้าเคยเข้าไปใช่ไหมถึงรู้ดีนัก′ ป้าจันทร์แหวเข้าใส่วงเหล้าจึงดูมีสีสัน  เหล้าขาวยังคงทำหน้าที่เดินทางไปรอบๆ วงน้ำตาตั๊กแตนใสนี้ไม่รู้จักหมด ปานว่าบนเรือนมีงานบุญน้อยๆและเมื่อมาถึงนาทีนี้แล้วใครๆ ก็หยุดลุงแขกไม่อยู่

 

                "เออ กูเคยเข้า  และกูจะบอกให้นา คนอีสานที่อยู่ในหัวลำโพงยิ่งตัวดี กูเคยโดนหลอกมาแล้ว ที่สำนักงานจัดหางานอะไรนั่น" แกจริงจังจนเนื้อเปื่อยกระเด็นออกจากปาก  วงเหล้าเงียบชั่วขณะ บ่าวมีสีหน้ายุ่งยาก แต่ก็เพียงชั่วครู่  เมื่อลาบเนื้อถูกลำเลียงเข้ามา ลุงแขกหยุดพูด ตักลาบเข้าปากและตบท้ายด้วยน้ำสีใส

                บ่าวให้คนไปซื้อเหล้าอีกรอบ

                เสียงของลุงแขกและป้าหอมดังแข่งกันเป็นระยะเทศกาลสงกรานต์ผู้คนหลั่งไหลมาจากเมืองหลวง ผู้คนบน

ถนนและรถทัวร์ รถไฟ แน่นขนัด ทุกคันยัดเยียดไปด้วยเหงื่อและกลิ่นกระหายของสงครามแย่งชิงสายน้ำและโศกนาฏกรรม

บนท้องถนน เติมเต็มไปด้วยลมหายใจแห่งความรักหรือสำนึกในบ้านเกิดเมืองนอน

                ในขณะเดียวกันที่ทุกคนสนุกสนานไม่อยากกลับหลังเสร็จสิ้นบุญประเพณีสงกรานต์ เพราะยังสนุกสนานกับการประแป้งแสดงอาการต่างๆ ด้วยน้ำเปลี่ยนนิสัย  บ่าวกับแฟนสาวรีบเดินทางกลับก่อนใคร เขาบอกเพียงว่า กลับก่อนตอนนี้รถราไม่แน่นเขาคิดอยู่ตลอดเส้นทางว่า กลุ่มคนอีสานที่ขึ้นไปต้องกลับลงมาในเร็ววัน  วันนั้นมาถึง นั่นหมายถึงรายได้อันเป็นกอบเป็นกำคนเก่าหายไป คนใหม่เข้ามาแทนที่อยู่เสมอ  คนอยากทำงานและหลั่งไหลเข้าเมืองหลวงจะไม่มีวันหมดสิ้น ตราบใดที่คนอีสานส่วนใหญ่ยังยากจน

                หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พลันที่เสียงรถไฟแต่ละขบวนเทียบท่า ประดุจดังสัญญาณร้องเตือนให้บ่าวเร่งรีบและมีความทะยานอยากมากขึ้น เขามีความหวัง  ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดในขบวนชั้นสามเป็นของชนชั้นที่ต่ำสุด ผู้คนจะหลั่งไหลออกมาจากโรงละครแห่งนั้น ไม่ว่าจะขาไปหรือกลับเข้ามาไม่ต่างกันมากนัก จะต่างเพียงสีหน้าแววตา ขาขึ้นจะสดใสแต่งตัวดี ใบหน้าอิ่มเอิบ ขาลง ทุกคนมีสีหน้าหวาดหวั่น ไม่มั่นใจ บางคนเฉื่อยชาไร้ความหวังและหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ารุงรัง บ้างแบกเทินข้าวสารอาหารแห้ง ลังกระดาษ และพยายามเดินเลี่ยงหนีบางอย่าง ขณะเสียงคำรามดังกึกก้องของสัตว์เหล็กชนิดต่างๆที่พาคลื่นคนเหล่านั้นหายไปทีละคนๆ

                บ่าวกับแฟนสาวรอคอยผู้คนเหล่านั้น เขาคือตัวแทน มันคือหน้าที่คอยช่วยเหลือคนบ้านเดียวกัน  พลันที่ผู้คนเดินออกมาจากโรงละคร เขากับแฟนสาวจะต้องเร่งรีบไปให้ทันหรือถึงก่อนคนอื่นๆ เขาจะทักทายอย่างกันเอง ถามไถ่เหมือนห่วงใยด้วยภาษาถิ่นเกิด บางครั้งอาสาถือกระเป๋าให้

                ไปไหนครับ จะไปไหน หางานทำไหมครับŽ เขามักเดินตามและชักชวนไม่หยุด

                เมื่อมีคนเดินเลี่ยงหรือส่ายหน้าเขาจะรีบผละและโผเข้าหารายใหม่

                ทำงานไหมครับ มีงานให้ทำเงินดีŽ

                หากมีคนสนใจเขาจะรีบพาไปยังสำนักงานจัดหางานทันที

                หลายคนเก้ๆ กังๆ บ่าวจะชี้แจงอย่างคล่องแคล่ว ′งานอะไรมีหมด ไปคุยก่อนก็ได้′ คำพูดของเขาน่าเชื่อถือ

                บางครั้งบอก ′มา ผมจะช่วยหิ้วกระเป๋าให้′ คนที่เข้ามาครั้งแรกอาจเดินตามเขาอย่างว่าง่ายและชื่นชมในน้ำใจไมตรีของคนภาคเดียวกัน ไม่ว่าจะลงมาจากแท็กซี่ รถตุ๊กๆ รถเมล์ หรือเดินดุ่มมาจากโรงละคร บ่าวต้องปรี่เข้าไปไม่ต่างจากอีกหลายร้อยคนที่แย่งชิงกันเองและแข่งขันในหน้าที่  เมื่อโดนปฏิเสธหลายครั้งเข้าเขาอาจบ่นด่างึมงำแก่ผู้คนที่ผละหนี

                บ่าวกำลังคิดถึงงานแต่งที่จะเกิดขึ้นอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั่นคือสาเหตุหนึ่งในการเร่งหารายได้ให้มากที่สุด อย่างน้อยต้องแย่งชิงกับคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคเดียวกัน หลายครั้งถึงกับจะวางมวยกันก็มี


เด็กหนุ่มสามคนหิ้วกระเป๋าโผล่ออกมาจากละครโรงใหญ่ พลันที่แสงแดดปะทะใบหน้า บ่าวรีบวิ่งเข้าไปถึงก่อนใครอื่นและทักทายด้วยภาษาเดียวกัน มีน้ำใจแย่งกระเป๋ามาช่วยหิ้ว ปากถามไม่หยุด ของอย่างนี้ใครเร็วใครได้  ใบหน้าของบ่าวเริ่มมีความหวังและคลี่ยิ้มมากขึ้น เด็กหนุ่มหน้าตาเซื่องๆ คงไม่เคยเข้าเมืองหลวง

                บ่าวรุกหนักด้วยคำพูดที่ดูน่าเชื่อถือ ทั้งสามมองหน้ากันหลายครั้งก่อนจะพยักให้แก่กันเป็นเชิงตกลง...เอาไงเอากัน  บ่าวยิ้มเต็มใบหน้าคว้ากระป๋าอีกใบมาถือเหมือนกลัวคนอื่นแย่งชิงเอาไป ขณะที่สายตาคู่แข่งมองมาอย่างขุ่นเคือง

                สามคนเดินตามหลังบ่าวที่เร่งรุด มุ่งตรงไปยังสำนักงานจัดหางานทันใด








หนังล้อมผ้า : ตอนที่ 2
หนังล้อมผ้า : ตอนที่ 1

ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ขายดีอันดับ 1