ว่าด้วย "อารยธรรมเด็กแวนซ์" กับการ stereotype ของชนชั้นกลาง

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 10:00:00 น.




โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

(ที่มา http://www.siamintelligence.com/wance-and-thai-social-class/)


สีสันของวันสงกรานต์อย่างหนึ่งก็คือ กลุ่มชายหญิงที่โยกย้ายไปตามจังหวะเสียงเพลงที่ถูกกระหน่ำจากตู้ลำโพงขนาดมหึมา ด้วยลีลาเร้าใจของเพลงแด๊นซ์ร่วมสมัย หลายคนขนานนามพวกเขาว่า "เด็กแวนซ์"


คำๆ นี้เริ่มเป็นที่รู้จักมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่มาของคำมาจากเสียงของรถมอเตอร์ไซค์อันเป็นยานพาหนะของกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ ที่มีเสียงดัง "แว้นนนนนนนนน" ออกมาจากท่อไอเสีย พวกเขาเหล่านี้มักจะถูกจับกลุ่มกับผู้หญิงวัยรุ่นที่จะเรียกว่า "เด็กสะก๊อย"


ในช่วงสงกรานต์ หลายคนออกมาบ่นผ่าน status ของ Facebook ด้วยอารมณ์ที่อาจมองได้ว่า "เหยียด" เด็กแว๊นซ์ บ้างก็ค่อนขอดถึงลีลาการเต้นที่ปล่อยใจไปตามเสียงเพลง บ้างก็เหยียดหยามสไตล์การแต่งตัวหรืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่เป็นเอกลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ เช่น ใส่ยีนส์ขาเดฟ แว่นดำ เสื้อสีแสบๆ ย้อมผมทอง ที่แยกย่อยไปกว่านั้นก็คือ การมองไลฟ์สไตล์พวกเขาแบบเบ็ดเสร็จตามที่สื่อมักจะผลิตซ้ำความเชื่อ เช่น การแข่งรถเพื่อแลกเปลี่ยนคู่นอน


การแสดงความคิดเห็นแบบเหยียดหยามแบบนี้เป็นทัศนคติที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะมันคือการมองแบบ "เลือกจัดกลุ่ม" ให้เสร็จสรรพแล้วว่าคนเหล่านี้นั้นเป็นคนประเภทไหน หรือการจัดประเภทแบบพวกเขาพวกเรา


และที่แย่ก็คือการเลือกจัดกลุ่มแบบเหมารวมนั้นถูกพัฒนาให้กลายเป็น "เครื่องมือทางชนชั้น" ที่น่าสนใจ คำว่า "เด็กแวนซ์" กลายเป็นคำด่าเมื่อมีเพื่อนหรือบุคคลรู้จักทำตัวไม่เข้าท่า เช่น "วันนี้มึงแต่งตัวแวนซ์มาก" หรือ "ลีลาท่าเต้นนี่แวนซ์กระจาย"


คำว่า "แวนซ์" มีความหมายที่เลื่อนไหลกลายเป็นแสลงคำด่า เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับคำว่า "เสี่ยว" หรือ "ลาว" มาก่อนหน้านี้ หรือการนำการพูดไม่ชัดของชนกลุ่มน้อยอย่าง "กะเหรี่ยง" มาล้อเลียนเป็นเรื่องสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทัศนคติแบบเดียวกันที่น่ากลัวไม่น้อย


เพื่อนหลายคนถึงกลับเลิกฟังเพลงของวง So Cool หรือวง Clash เพราะพวกวงเหล่านี้กลายเป็นไอดอลของเด็กแวนซ์ ทั้งที่สมัยก่อนก็เคยกอดคอฟังเพลงเหล่านี้มาด้วยกัน เหตุการณ์แบบคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เพลงป๊อปวัยใสแบบ "บับเบิ้ลกัม" ของค่ายอาร์เอสกำลังดังก็จะมีกลุ่มคนต่อต้าน หรือ ปัจจุบันกับกระแสเหยียด "ติ่งหูเกาหลี" ที่เอาไว้แขวะกลุ่มนักเรียนมัธยมที่คลั่งไคล้ศิลปินเกาหลีอย่างเต็มขั้น


สื่อมวลชนก็มีหน้าที่ผลิตซ้ำคำพูดดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ในแง่ลบกับสังคม "เด็กแวนซ์" คือคนกลุ่มแรกที่มักจะถูกโยนความผิดให้เสมอในรายการเล่าข่าวยามเช้า เช่น เกิดเรื่องการทำแท้งเถื่อน การค้ายาเสพย์ติด โดยที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบคำพูด โดยสรุปเหตุผลสุดท้ายของทุกเรื่องราวว่า "ก็เพราะมันเป็นเด็กแวนซ์"


กรอบของศีลธรรมมักจะถูกนำมาใช้เพื่อบอกว่าคนเหล่านี้ขาด "สามัญสำนึก" ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า "มาตรฐานทางศีลธรรม" นั้นใครเป็นผู้กำหนด? และมาตรฐานทางศีลธรรมนั้นมีหน้าที่เพื่อสร้างมาตรฐานทางสังคม หรือเพื่อเหยียดคนกลุ่มหนึ่งให้ต่ำและทำให้ตัวเองรู้สึกสูงส่งทางศีลธรรมกันแน่ (โดยเฉพาะทัศนคติของชนชั้นกลาง)


การเขียนบทความนี้ไม่ได้ต้องการมุ่งเปลี่ยนทัศนคติจากขาวเป็นดำ หรือเพื่อเชิดชูคุณค่าของเด็กแวนซ์ว่าเป็นต้นแบบที่สังคมควรจะดำเนินตาม เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เช่น การแข่งรถบนทางหลวง หรือ การยกพวกตีกัน ก็สมควรต้องเป็นถูกลงโทษไปตามหลักนิติรัฐที่กำหนดไว้


เพียงแต่อยากให้มองกลุ่มคนเหล่านี้ว่ามีคุณค่ามนุษย์เทียบเท่ากับ "กลุ่มคนเสื้อแพง" หรือ "กลุ่มพวกเอาพารากอนกูคืนมา" ก็เพียงเท่านั้น (น่าแปลกใจไม่เห็นมีใครไปเหยียดกันว่า "อี๋ เด็กทองหล่อ!!" หรือ "ว้าย!!เด็กสยาม" เหมือนกลายเป็นว่าการเป็นเด็กสยามหรือเด็กเมืองจะกลายเป็นชนชั้นขั้นสูงสุดของสังคมวัยรุ่นไทย โดยเด็กแวนซ์ถูกทำให้เป็นฐานล่างสุดของสังคมลำดับขั้น) ภาพเหล่านี้ยิ่งขยายสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมชนชั้นให้ชัดเจนมากขึ้น


ถ้าสังคมมองเขาเพียงว่าเป็น "แค่" เด็กแวนซ์ เขาก็จะเป็นแค่เด็กแวนซ์ แต่ถ้าสังคมมองเขาเป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่ดำรงด้วยความหลากหลาย และไม่ถูกฉาบด้วยมายาคติที่สูงส่งกับศีลธรรมจอมปลอม (ที่ถูกฉาบไว้ให้เราไม่เห็นความเท่าเทียมที่มีอยู่จริงในสังคมอุปถัมภ์) เขาก็จะเป็นเพื่อนร่วมสังคมแบบหนึ่งของเรา


อยากให้ลองคิดว่า เราเองปลดปล่อยอารมณ์ให้สนุกเท่าพวกเขาได้ไหม? เราไม่เป็นทาสของศีลธรรมและความดัดจริตว่าตนเองเหนือกว่าคนพวกนี้หรือไม่? ถ้าหากเขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเราอย่าไปเหยียดเขาเลย ถือว่าเป็นสีสัน อย่ากระแดะกันให้มาก ประเทศเป็นแบบนี้ก็เพราะมัวแต่นั่งเหยียดกันนี่ล่ะ!!


(เพื่อนชาวต่างชาติบอกว่า ถ้าในประเทศของเขาเราไปเรียกคนอื่นว่า ไอ้ดำ ไอ้อ้วน ไอ้แขก หรือไอ้เตี้ย ป่านนี้คงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นลงไม้ลงมือหรือโดนแรงกดดันทางสังคมไปแล้วโทษฐานที่เป็นพวกเหยียดผิว หรือเหยียดอารยธรรม)


สิ่งสำคัญก็คือเราจะเลือกสังคมที่เราอยู่แบบไหน เราจะอยู่ในสังคมที่มีอารยธรรมหลากหลายแต่ทุกคนอยู่ภายใต้มาตรฐานทางกฏหมายเดียวกัน หรือ สังคมที่เราพยายามจะหล่อหลอม (และพยายามทำให้เชื่อว่า) สังคมมี "มาตรฐานทางศีลธรรม" เดียวกัน เพื่อนำมาปกปิดมาตรฐานทางสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ?

 








กรุงศรี ออโต้ คอนเน็ค’ สานสัมพันธ์อบอุ่น ขอบคุณพันธมิตรดีลเลอร์รถใหม่
สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดกิจกรรม “แรลลี่ชั่งหัวมัน”
คลีนฟู้ดที่คุณต้องไม่อยากปฏิเสธ ที่ ยู เซนมายา ภูเก็ต
ซีพีเอฟ คว้า 27 รางวัล CSR-DIW จากกระทรวงอุตสาหกรรม
ผลฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก วันที่ 22 ต.ค.57
ดิ เอ็มโพเรี่ยม จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟรับเทศกาลฮาโลวีน
Drink Up™ Hydrating Lip Balm ร่วมต้านมะเร็งเต้านม !!
ME by TMB ชวนเซเลบริตี้ร่วมปลุกกระแสวันออมแห่งชาติ
ใหม่ ลอรีเอะ ซูเปอร์ เจนเทิล พลัส อ่อนโยนพิเศษ สำหรับผิวบอบบาง
เอไอเอส ควงแขน เมญ่า สร้างสรรค์พื้นที่สุดแนว เพื่อชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย
"ชูวิทย์" ส่งตรงจากอเมริกา "เรื่องเศร้า ตำรวจไทย" "เกาะเต่า" และ "การแทงข้างหลัง"
โสภณ พรโชคชัย : ข้าราชการคนหนึ่งพึงมีทรัพย์เท่าไหร่
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อวสานของนักวิชาการ
คำปราศรัย 38 ปีที่แล้วของ "จาตุรนต์" กับบทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้ในเหตุการณ์ "6 ตุลาฯ 2519"
"ชูวิทย์" เหน็บ "แนวคิด 1 จังหวัด 1 ส.ส."...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...ไม่ต้องมีนักการเมืองไปเลย