สาวสีลม หน้าไหว้ หลังหลอก

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 12:39:25 น.




รักคนอ่าน
ทราย เจริญปุระ


ฉันเพิ่งซมซานกลับมาอย่างหมดแรงจากเทศกาลปิดร้านค้าแห่งชาติ

ยังไม่ทันจะตั้งตัวโงหัวขึ้นมาจากความเหนื่อยและเมา ก็มาเจอเข้ากับประเด็นร้อนตอนสงกรานต์เสียก่อน

จะเป็นเรื่องอะไรไปเสียมิได้ นอกจากสามสาวสีลม

ประเทศเราช่างมีแต่คนดี

ทุกคนผ่องใส สุขใจอยู่ในศีลธรรมจารีต รักใคร่ปรองดองกลมเกลียวเป็นใจเดียวกัน

เราไม่ชอบกินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เราไม่มีอาบอบนวด อะโกโก้และสถานเริงรมย์

ถ้าคุณบอกว่ามันก็มี แต่ต้องจัดระเบียบให้ดี คนพวกนี้ อาชีพพวกนี้ทำให้ประเทศเรามีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี

ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของภาพมากกว่าความเป็นจริง

แล้วคนที่ทำงานในนั้นเขาไม่มีอารมณ์อยากเล่นสงกรานต์เท่าพวกคุณหรือ

คุณไม่เคยสนุกสนานกับการทำอะไรห่ามๆ บ้างเลยหรือ

คุณไม่เคยเมาแล้วขับเพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เคยเมาบ้างเลยหรือ

มันผิดร้ายเพียงใดถึงจงใจไล่ล่ากันถึงเพียงนี้

ทำไมทุกคนต้องทำหน้าขยะแขยงเธอทั้งสามคนถึงขนาดนี้

เอาจริงๆ มันก็เป็นนมต้มเนื้อหนังของพวกเธอทั้งนั้น ใครไม่ทำก็อย่าไปทำ การที่เธอเปลือยนมกันมันไม่ควร แต่มันไม่ได้ทำให้สังคมล่มสลายใช่ไหม

บางทีสังคมเราก็อุดมจริตกันจนเกินไป และติดกับคำหวานๆ หรือการสร้างวาทกรรมที่ดูดีแบบใหม่กันเกินงาม

ไม่มีใครอยากเป็นอย่างอื่นกันบ้างเลยเหรอ



"...ถ้าเราเชื่ออยู่อย่างเดียว เช่น ถ้าทุกคนขยันเรียนจนเป็นเจ้าคนนายคนกันหมด แล้วใครจะเป็นลูกน้อง ใครจะปลูกข้าว ใครจะกวาดขยะ ผมว่าคละๆ กันเอาไว้แบบนี้น่ะดีแล้ว มีคนขยันเรียนบ้าง ขี้เกียจเรียนบ้าง จนบ้าง น่ารักบ้าง งี่เง่าบ้าง ช่างมันเถอะ

เพราะโครงสร้างสังคมออกแบบไว้แล้วว่าถ้ามีโจรปล้นฆ่า เราก็มีคุก มีตำรวจ มีศาลสถิตยุติธรรม

ถึงแม้ว่าบางทีก็หลุดๆ เลอะๆ หรือสกปรกบกพร่องบ้าง ก็หาทางแก้ไขกันต่อไปด้วยความเมตตา..."*

ทำไมทุกคนต้องตกใจวุ้ยว้ายอะไรกันขนาดนั้น

ในเมื่อก็รู้กันอยู่แล้วว่าการจัดงานนี้ให้คึกคักเป็นที่น่าสนใจนั้นต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหนึ่ง และองค์ประกอบหลักนั้นก็มักจะลากเอาอีกองค์ประกอบหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยที่เราทุกคนต่างก็รู้ดี

แต่ก็มีการเอาหูไปนา เอาตาไปไร่กันเสียมาก

ทั้งที่รู้กันอยู่กระจ่างใจว่าส่วนประกอบทั้งสองนี้สามารถสร้างให้เกิดผลลัพธ์พิสดารยากจะคาดเดาได้เสมอ นั่นคือวัยรุ่น และเหล้า

เวลาเห็นใครออกความเห็นว่ารู้อย่างนี้ไม่พาลูกไปเที่ยวสงกรานต์ที่นั่นดีกว่า ฉันจะตกใจเสมอว่า คนที่เปรยประโยคแบบนี้ออกมาไปอยู่เสียที่ไหนในโลกนี้? ไม่รู้จริงๆ หรือว่าจะพาลูกไปเจอกับอะไร ไม่เอะใจบ้างหรือว่าข้างนอกเขาเป็นอย่างไรแล้ว

ฉันไม่ได้บอกว่าความเกินเลยของความสนุกนั้นเป็นเรื่องถูกต้องไปเสียทั้งหมด แต่คุณมีลูกของคุณเอง คุณไม่ควรหวังให้ทุกคนในสังคมมาทำตัวเป็นพี่เลี้ยงลูกให้คุณได้

ที่ที่คนเยอะ เบียด มีการดื่มเหล้ายา

และเต็มไปด้วยมนุษย์มากมายหลายหลากที่มีความตั้งใจเดียวกันคือการมาสาดน้ำใส่กันนั้น คุณจะคาดหวังอะไร?

สอนลูกในความจริงกันดีกว่าไหม เพราะประเทศไทยก็ไม่ได้เพิ่งเป็นแบบนี้

คิดอย่างสุดโต่งไปเลยฉันก็คิดว่าเลิกนำเสนอข่าวสงกรานต์ไปจะดีกว่า

ชาวต่างชาติจะได้เห็นแต่การสาดน้ำเบาๆ มาลัยมะลิและรอยยิ้มเอียงอายของหญิงสาวใบหน้าพราว ด้วยหยดน้ำในภาพข่าวสมัยดึกดำบรรพ์ ที่เราคัดเลือกแล้วในการนำเสนอ

พ่อ แม่ก็อย่าพาลูกไปเล่นสาดน้ำนอกสถานที่ เพราะมันจะเป็นการเพาะนิสัยการสร้างความรุนแรงและการเอาชนะให้แก่เด็กประเภทสาดมาต้องสาดกลับอะไรเทือกนี้

ไม่งั้นก็จัดโซนกันไปให้ชัดเจน ใครมีจิตใจใสสะอาดก็จัดสาดน้ำกันเบาๆ ในวัด

ใครอยากเล่นหนักก็เชิญไปข้าวสารหรือสีลม อย่าได้มาก้าวก่ายกัน



ฉันแค่ไม่เข้าใจ

สาวทั้งสามคนนั้นไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ดารานักแสดง ไม่ใช่ผู้นำใดๆ ทางสังคมที่ส่งผลต่อวิถีคิดของผู้คน ทำไมต้องกระเหี้ยนกระหือรือในการตามหาเธอถึงเพียงนั้น

ทีเรื่องใหญ่ๆ กว่าในสังคมเรายังพร้อมใจกันลืมได้เลย เรื่องภาษี เรื่องข้าวของราคาแพง เรื่องการโกงกิน เรายังไม่สนใจจะตั้งคำถาม หรือถ้าจะมีคนถามเราก็จะพร้อมใจกันช่วยลืมเสียด้วยซ้ำ

แล้วทำไมต้องเรียกร้องให้พวกเธอออกมาขอโทษสังคม สังคมเลี้ยงเธอมาแบบนี้เราจะไปคาดหวังอะไร พวกเธอต้องออกมาขอโทษเพราะพวกเธอไปเหยียบตีนสังคมหรือไร?

ก็ใช่, มันไม่ควร การถอดเสื้อเต้นในที่สาธารณะไม่ใช่สิ่งที่วิญญูชนพึงกระทำ

แต่มันอะไรกันนักหนา มันน่ารังเกียจวี้ดว้ายอะไรกันขนาดนั้นเลยเหรอ

นี่พวกเราอยู่ในเมืองที่หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนให้จัดงานรื่นเริงบนถนนที่มีคนตายในเวลาไม่ทันถึงปีนะ



มีข้อสังเกตขำๆ ว่าในเพจของกระทรวงวัฒนธรรมยังมีรูปนางกินรีหรือนางฟ้า

นางอัปสรสวรรค์เปลือยอกพนมมือแต้อยู่ระหว่างเต้าอันทองอร่ามกลมกลึงให้ได้ดูกัน

ดังนั้น, เห็นทีว่าสงกรานต์ปีหน้าเราคงจะต้องแต่งตัวเป็นนางกินรีมาเล่นน้ำเสียแล้ว ถ้าไม่อยากโดนล่าโดนล้างจากสังคม

เผลอๆ ยังจะถูกเชิดชูเกียรติว่าสนับสนุนความเป็นไทยเสียอีก

แต่ฉันก็ไม่ได้คลิกเข้าไปดูเสียด้วยว่าหน้าเพจของหน่วยงานที่มีนางกินรีมายกมือไหว้สวยงามนั้น ข้างหลังจะเป็นอย่างไร

เพราะกลัวแต่จะไปสนับสนุนภาษิตไทยๆ เข้าอีกอัน

ก็อันที่ว่า, หน้าไหว้ หลังหลอก นั่นเอง



*ข้อความจากหนังสือ "มีตำหนิ" เขียนโดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ฉบับพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก มีนาคม, 2554 โดย สำนักพิมพ์ โอเพ่นบุ๊กส์