มะขามเพชรบูรณ์ หวานจนได้ ตรา จีไอ ส่งขายทั่วโลก

วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 16:28:30 น.



















สกู๊ปพิเศษ

ไหมบูญ่า

 

หากพูดถึง มะขามหวาน...แน่นอนผู้ที่ชื่นชอบชิมลิ้มรสของมะขามหวานแทบทุกคน จะต้องนึกถึงเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะขามหวานที่มีชื่อเสียงของไทย ด้วยสภาพดินและอากาศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของมะขามหวานพันธุ์ดี สภาพดินส่วนใหญ่ในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นดินร่วน มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ทั้งมีฝนตกไม่ชุกนัก มะขามหวานจึงเจริญเติบโตได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อรามารบกวนเหมือนพื้นที่อื่นๆ

 

ประกอบกับในดินยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ซึ่งเป็นระยะที่ฝักสุก ทำให้มะขามหวานเพชรบูรณ์มีฝักใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลเนียนสวย เนื้อหนาสวยสม่ำเสมอ ไม่แฉะ สาแหรกน้อยและมีรสหวานหอม แตกต่างจากถิ่นอื่น โดยพื้นที่ปลูกมะขามทั่วทั้งจังหวัดมีมากกว่า 60,000 ไร่ นิยมปลูกกันมากในอำเภอเมือง อำเภอชนแดน อำเภอหล่มสัก และอำเภอหล่มเก่า ผลผลิตโดยรวมต่อปี ประมาณ 18,000 ตัน

 

มะขามหวาน ที่ปลูกกันมีหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ประกายทอง (ตาแป๊ะ) พันธุ์ศรีชมภู พันธุ์สีทอง (นายหยัด) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์อินทผลัม พันธุ์ขันตี พันธุ์ฝักดาบ พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์แสงอาทิตย์ (โคตรเพชร) เป็นต้น ทุกสายพันธุ์จะทยอยออกผลช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากและมีราคาค่อนข้างสูงคือ พันธุ์ประกายทอง ซึ่งลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือ ฝักตรงกลมใหญ่ ฝักสุกเปลือกจะบาง ผิวเรียบ เนื้อหนาสีน้ำผึ้ง เมล็ดเล็ก และรสหวานหอม เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง

 

จากส่วนผสมที่ลงตัวของดินและอากาศที่ดี ความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติที่ไม่มีใครเหมือน จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศที่ติดใจในคุณภาพที่ดี มีชื่อเสียงในแหล่งผลิตที่ได้รับการยอมรับ ทำให้มะขามหวานเพชรบูรณ์ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ Thai Geographical Indication หรือตราสัญลักษณ์ GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

 

เป็นการจดทะเบียนรับรองถึงความเป็นเอกลักษณ์ในการผลิตมะขามหวานที่มีคุณภาพดีแตกต่างจากถิ่นอื่น และปลอดภัยต่อผู้บริโภคของจังหวัดเพชรบูรณ์

 

คุณชุมพล ศิริวรรณบุศย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิในทรัพย์สินอุตสาหกรรม ในฐานะ ประธานโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์และการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยŽ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ อธิบายถึงความหมายของ ตรา จีไอ ว่า ตราสัญลักษณ์ GI คือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า มีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมานานแล้วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพหรือคุณลักษณะพิเศษแตกต่างจากสินค้าที่ผลิตในแหล่งผลิตทั่วไป เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค รวมถึงความมีชื่อเสียงของแหล่งผลิตสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย ซึ่งการขึ้นทะเบียนตราสัญลักษณ์ GI จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและท้องถิ่น อีกทั้งเป็นการป้องกันคนอื่นเอาไปแอบอ้างชื่อของสินค้าได้อีกด้วย

 

ทั้งนี้ ตรา จีไอ (GI) จะมอบให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าทางการเกษตรที่สามารถระบุแหล่งที่มา-กระบวนการผลิตชัดเจน สามารถตรวจสอบและมีแหล่งที่มาที่เปิดเผยได้ อย่างเช่น มะขามหวานเพชรบูรณ์ ต้องหมายถึง มะขามที่มีฝักตรง มาจากพันธุ์สีชมภู พันธุ์ขันตี พันธุ์ประกายทอง พันธุ์ฝักดาบ พันธุ์หวานล่อน และฝักโค้งจากพันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์อินทผลัม พันธุ์หมื่นจง และพันธุ์แสงอาทิตย์ ซึ่งปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และผู้ที่สามารถขึ้นทะเบียน จีไอ ได้ก็คือ เกษตรกรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตมะขามหวานเพชรบูรณ์ หรือผู้ประกอบการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับมะขามหวานเพชรบูรณ์ หลังการยื่นคำขอ ตรา จีไอ แล้ว สินค้านั้นๆ จะต้องได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติและมีการรับรองการขึ้นทะเบียน จีไอ ทางกรมได้ดำเนินการให้มีกระบวนการควบคุมตรวจสอบในการผลิต พร้อมทั้งแจกคู่มือปฏิบัติให้กับเกษตรกรว่าจะต้องปลูกห่างกี่ต้น ดูแลยังไง ปรับปรุงเก็บเกี่ยวตอนไหน แล้วก็มีการวางแผนควบคุมตรวจสอบต่อไป โดยจ้างบริษัทที่มีความชำนาญในการตรวจสอบรับรองเข้ามาดำเนินการ ซึ่งจะมีการตรวจสอบย้อนกลับไปจนถึงขั้นต้น เพื่อให้รู้ถึงแหล่งที่มา จากนั้นจึงจะขึ้นทะเบียนและมอบตราสัญลักษณ์ที่สามารถนำไปติดไว้ที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้เลย

 

ขณะนี้ มี 15 รายการ ที่ขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อยแล้ว คือ

1. กาแฟดอยตุง จังหวัดเชียงราย 2. ข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง 3. ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดยโสธร 4. ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 5. ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ 6. สับปะรดศรีราชา จังหวัดชลบุรี 7. ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท จังหวัดชัยนาท 8. หมูย่างเมืองตรัง จังหวัดตรัง 9. หอยนางรมสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10. มะขามหวานเพชรบูรณ์

 

"การขึ้นทะเบียน จีไอ เป็นเรื่องของระบบที่จะสร้างให้ชุมชน เกษตรกร เกิดความภาคภูมิใจในสินค้าท้องถิ่น และไม่เคลื่อนย้ายไปจากแหล่งกำเนิด และเพิ่มมูลค่ากับสินค้าเป็นลักษณะพรีเมี่ยมและเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าปกติ คุณภาพสินค้าก็จะดี เพราะมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ นอกจากนี้ ตรา จีไอ (GI) ยังมีผลดีต่อการส่งออก โดยตอนนี้มีคนนำเอาตราสัญลักษณ์ GI ไปใช้ในการส่งออกแล้ว เช่น ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ และกาแฟดอยช้างตอนนี้ การมีตรา จีไอ (GI) นั้นจะทำให้การส่งออกไปขายในยุโรปและอเมริกาได้ง่ายขึ้น และถือได้ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในอาเซียน ในเรื่องการนำ ตรา จีไอ (GI) มาใช้" คุณชุมพล กล่าว

 

ตรา Thai Geographical Indication หรือ GI เพิ่งประกาศใช้ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ถือได้ว่า ตรา จีไอ (GI) มีความสำคัญกับผู้ประกอบการสินค้าการเกษตรมาก โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะการส่งออกมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและเรื่องของการรักษาคุณภาพ รวมทั้งการสืบเสาะไปถึงแหล่งผลิตที่มีการพูดถึงมากขึ้น และเมื่อเราจะส่งออกสินค้า

 

ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปยุโรป สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องการก็คือ การยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการดูแลและปลูกอยู่ในแหล่งที่เหมาะสมจริง เช่น ถ้าเป็นกาแฟจากดอยช้างหรือดอยตุง ของแท้ ต้องมาจากความสูงและอุณหภูมิรวมทั้งจากพื้นที่เหมาะสม ถ้านอกพื้นที่แล้วอาจจะไม่ใช่ของมีคุณภาพดีที่สุด แม้ว่าจะบอกว่ามาจากแหล่งเดียวกัน ในขณะที่คู่แข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จีน ซึ่งมีสินค้าที่ดูจากภายนอกแล้วแทบจะไม่แตกต่างกันเลย รวมไปถึงการที่ต่างชาตินำเอาพันธุ์พืชของไทยไปปลูกตามที่ต่างๆ และผลิตสินค้าขึ้นมาแข่งขัน นั่นหมายความว่า ผู้ซื้อจะได้ตรวจสอบความชัดเจนเพื่อให้ได้แหล่งที่มาอย่างแท้จริง และ ตรา จีไอ (GI) ก็คือกำแพงป้องกันสินค้าการเกษตรอีกวิธีหนึ่ง สำหรับผู้ประกอบการไทย

 

 ชนิกา ไร่มะขามหวานเก่าแก่             

 ของเพชรบูรณ์ ไร่ที่ได้มาตรฐาน จีไอ 

สำหรับไร่ชนิกา ไร่มะขามหวานที่เก่าแก่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของไร่มะขามหวานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตรา จีไอ (GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

โดย คุณป้าโสภา พุทธเจริญ เล่าว่า ครอบครัวปลูกมะขามหวานมากว่า 30 ปีแล้ว มีพื้นที่ทั้งหมด 700 ไร่ แต่ก็ปลูกพืชอย่างอื่นคละกันไปด้วย โดยมะขามที่ปลูกและเก็บผลผลิตได้ในตอนนี้มีประมาณ 300 ไร่ เฉลี่ยผลผลิตได้ 300 ตัน ต่อปี ทั้งนี้ ไร่ชนิกาจะนำมะขามหวานที่เก็บได้มาเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น ทำให้สามารถขายได้ทั้งปี

 

ความพิเศษของมะขามเพชรบูรณ์นอกจากสภาพภูมิอากาศ ความชื้น และสภาพดินแล้ว การที่จะปลูกและดูแลมะขามนั้นเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านดั้งเดิม จะเห็นว่าระยะที่ปลูกเขาจะปลูกให้ชิดกัน เพราะว่าร่มเงาของต้นแผ่ไปถึงไหน นั่นแสดงว่ารากไปถึงที่นั่น นอกจากนี้ คนที่เพชรบูรณ์มีความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์ จะมีพันธุ์ใหม่ๆ มาอยู่เรื่อย ทำให้ตลาดกลางในการค้าขายเกิดขึ้น นั่นจึงทำให้ชื่อเสียงของมะขามเพชรบูรณ์เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นŽ คุณป้าโสภา เล่า 

 

คุณป้าโสภา บอกถึงลักษณะฝักของมะขามเพชรบูรณ์ว่า จะมี 2 แบบ ด้วยกัน คือ ฝักโค้งกับตรง ซึ่งทั้งฝักโค้งและตรงก็มีหลากหลายพันธุ์ แต่ฝักโค้งที่มีชื่อเสียงจริงๆ คือ พันธุ์สีทอง ที่มีความหวานและเนื้อหนา และสำหรับฝักตรงที่มีชื่อเสียงคนนิยมคือ พันธุ์สีชมภู  

 

"ในสวนจะปลูกพันธุ์สีชมภู สีทอง ประกายทอง แต่ตอนแรกปลูกพันธุ์ขันตี และอินทผลัมด้วย แต่เห็นว่าราคาถูกและมีความเปรี้ยว ก็เลยตัดออก แล้วนำยางพารามาปลูกไว้ 20 กว่าไร่ มันสำปะหลังอีก 100 กว่าไร่ แล้วป้าก็เริ่มมาแปรรูปเมื่อปี"44  โดยทำเป็นมะขามคลุกรสต่างๆ เช่น มะขามคลุกบ๊วย และแบ่งเป็นหลายๆ รสชาติ เช่น มะขามรสหวานทำจากมะขามพันธุ์ประกายทอง หวานอมเปรี้ยวทำจากพันธุ์สีทอง และรสจี๊ดจ๊าดโดนใจที่ทำจากมะขามเปรี้ยว นอกจากนั้น ก็มีมะขามแช่อิ่ม  น้ำมะขามเข้มข้นสำหรับชงดื่มที่ทำจากมะขามเปรี้ยว ขายราคาขวดละ 70 บาท ซึ่งเราจะใช้มะขาม ประมาณ 20% น้ำตาล 50% น้ำเปล่า และเกลือ 5% อันนี้ก็ขายดี ลูกค้าจากกรุงเทพฯ สั่งเข้ามาเยอะ

 

คุณป้าโสภา เล่าพร้อมกับพาเดินเที่ยวในไร่มะขามหวานที่อยู่หลังร้านชนิกา สภาพภายในสวนมีมะขามต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่นกับบริเวณไร่เป็นอย่างมาก ซึ่งคุณป้าโสภาบอกว่า ต้นมะขามแถวนี้มีอายุกว่า 30 ปี ไม่ค่อยเก็บผลผลิตแล้ว แต่เก็บเอาไว้เพื่อให้สร้างความร่มรื่นให้กับไร่ เอาไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวที่แวะมาเยี่ยมชมไร่ได้เดินเล่น และนอกจากนี้ ต้นมะขามที่มีอายุประมาณ 20-30 ปี ให้ผลผลิตน้อยลง ที่ไร่ก็จะจับต้นมะขามมาทำสาว เพื่อจะได้ให้ผลผลิตได้ดีเท่ากับตอนปลูกใหม่ๆ

 

  วิธีการทำสาวต้นมะขาม    

1. หลังจากต้นมะขามอายุได้ประมาณ  20-30 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตน้อยลง ให้ทำสาวต้นมะขามโดยการตัดแต่งกิ่งออก แต่ให้เหลือกิ่งพร้อมใบไว้ 1 กิ่ง เพื่อให้ต้นมะขามได้หายใจและผลิตอาหาร หลังการตัดแต่งกิ่งออกแล้ว ก็ให้ดูแลด้วยการใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ มูลวัว มูลหมู และปุ๋ยชีวภาพ โรยรอบโคนต้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

 

2. การใส่ปุ๋ยให้ใส่ช่วงก่อนฤดูฝน เพื่อไม่ให้น้ำฝนชะล้างปุ๋ยก่อนที่ปุ๋ยจะซึมลงดินและรากของต้นไม้  หลังจากนั้น ก็ให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง คือช่วงก่อนมะขามออกฝัก และให้อีกทีหลังจากมะขามออกฝักแล้ว

 

3. หมั่นดูแลในเรื่องศัตรูของต้นและใบ ช่วงมีใบอ่อนจะต้องฉีดยาฆ่าแมลงกันไว้ก่อน นอกจากนั้น ก็เป็นการฉีดฮอร์โมนเพื่อบำรุงต้นและปุ๋ยบำรุงใบเพื่อให้มะขามให้ผลผลิตดี โดยหลังจากการตัดแต่งเพื่อทำสาวแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 3 ปี มะขามก็จะเริ่มให้ผลผลิตเหมือนเดิม และสามารถเก็บผลผลิตไปได้อีกประมาณ 20-30 ปี

 

คุณป้าโสภา บอกว่า มะขามที่เก็บจากไร่ในแต่ละปี จะนำมาเก็บไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิประมาณ -4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ใช้เก็บรักษามะขามหวานไว้จำหน่ายนอกฤดูกาลและสามารถรักษาสีของเนื้อมะขามหวานไว้ได้ สีไม่คล้ำหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แม้จะเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานๆ

 

"มะขามที่เก็บมาแล้วจะนำไปเข้าห้องเย็นไว้ได้ทั้งปี อุณหภูมิ -4 องศาเซลเซียส เมื่อจะขายเราก็จะนำมาอบก่อน ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีห้องเย็น เก็บแล้วก็จะขายเลย เพราะเขาจะมีรถจากพ่อค้าไปรับซื้อถึงที่ มะขามที่อบแล้วสามารถเก็บได้นานถึง 20 วัน แต่ถ้าเก็บแล้วขายเลย เก็บได้ 1 อาทิตย์" คุณป้า บอก

 

ไร่ชนิกา จะมีหน้าร้านขายของฝากให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งภายในร้านก็จะมีสินค้าที่เกี่ยวกับมะขามเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมะขามสด มะขามแปรรูป พร้อมทั้งผลผลิตจากไร่ที่มีทั้งน้ำผึ้งแท้ สะละ มะม่วง แต่ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากก็คือ มะขามหวานสายพันธุ์ใหม่คือ ′พันธุ์ประกายทอง′ ที่มีรสหวานหอมอร่อย แกะออกจากฝักง่าย เนื้อสีสวยและล่อนเหนียว แต่ไม่ติดฟันเวลารับประทาน และที่ไร่ชนิกาจะขายมะขามหวานโดยแยกเป็นเกรดๆ อย่างถ้าเป็น เกรด เอ จะขายกิโลกรัมละ 150 บาท เกรด บี 120-110 บาท เกรด ซี 70 บาท 

 

คุณป้าโสภา บอกทิ้งท้ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า การได้ ตรา จีไอ (GI) ถือได้ว่ามีข้อดีหลายอย่าง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้ามากขึ้น หันมาซื้อมะขามที่ร้านกันมากกว่าที่จะเสี่ยงไปซื้อตามข้างทางเหมือนเมื่อก่อน เพราะเมื่อมี ตรา จีไอ (GI) รับรอง ลูกค้าก็มั่นใจว่าเป็นมะขามหวานของเพชรบูรณ์แน่นอน ไม่มีมะขามจากที่อื่นมาปลอมปน ทำให้ร้านมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแถมได้ราคาดีกว่าเดิมอีกด้วย

 

  มะขามคุณภาพดี ไม่เหมือนใคร  

  ดังไกลจนส่งออกไปทั่วโลก        

ด้าน คุณกาญจนา แย้มพราย เจ้าของธุรกิจส่งออกมะขามหวาน บริษัท SK STAR FRUIT ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลหินฮาว อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ อีกหนึ่งธุรกิจเกี่ยวกับมะขามที่ได้รับ ตรา จีไอ (GI) จากกรมเล่าว่า ทำธุรกิจนี้มาเมื่อปี 2540 จนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โดยรับซื้อมะขามสดจากเกษตรกรมาขายส่งและแปรรูป โดยในส่วนของมะขามสดนั้น จะส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อนที่จะนำไปส่งออกนั้น จะอบเพื่อฆ่าตัวมอดและแมลงที่อยู่ในเมล็ดมะขามก่อน ทั้งนี้ ประเทศที่ต้องอบก่อนส่งออกนั้นจะเป็นประเทศอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

"ถ้าหากเราส่งไปแบบไม่อบนั้น ส่งไปแล้วหากเขาตรวจเจอตัวมอดและแมลงก็จะตีกลับทันที บริษัทก็จะส่งออกไม่ได้อีก แต่ถ้าหากว่าส่งไปทางเวียดนาม จีน ก็ไม่ต้องอบ ส่วนประเทศอินโดนีเซียก็แล้วแต่ว่าลูกค้าจะสั่งให้อบหรือไม่อบ" คุณกาญจนา บอก

 

คุณกาญจนา บอกอีกว่า โดยรวมมะขามหวานในประเทศที่เพชรบูรณ์ตอนนี้นั้น ส่งออกประมาณ 70% และขายภายในประเทศประมาณ 30% โดยประเทศหลักๆ ที่สั่งมะขามหวานมากที่สุดคือ จีน เวียดนาม แต่จะซื้อมะขามคุณภาพเกรดไม่ต้องสูงมากนัก ต่างจากทางอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งจะสั่งเฉพาะ เกรด เอ เท่านั้น 

 

"จีนเราจะส่งในรูปแบบมะขามสด ส่วนแบบแปรรูปก็จะไปเวียดนามเยอะสุด เวียดนามจะกินแปรรูปช่วงตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ในช่วงใกล้ๆ ปีใหม่ แต่ถ้าเป็นช่วงอื่นก็จะสั่งมะขามสดเยอะ ด้านความนิยมเวียดนามจะนิยมพันธุ์สีทอง และแยกออกมาอีก เป็นเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ จะใช้มะขามแต่ละพันธุ์ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นฮานอยจะสั่งพันธุ์สีชมภู ขันตี อินทผลัม เป็นพันธุ์เบา มะขามจะเรียกเป็น 2 อย่าง คือพันธุ์เบากับพันธุ์หนัก ถ้าเป็นโฮจิมินห์ จะกินสีทอง แต่ถ้าจีน จะกินพันธุ์เบา และจะสั่งเกรด 2 เยอะมาก แต่ถ้าไปยุโรปนั้นจะเป็นสีทอง อย่างเวลาลูกค้าโทร.มาสั่งออเดอร์ เราจะถามว่า คุณจะส่งออกประเทศอะไร เพราะเราจะรู้ว่าถ้าเป็นอเมริกา ยุโรป ต้องเป็นสีทอง แต่ถ้าไปตะวันออกกลางเป็นพันธุ์เบา เวลาเราส่งออกเราแยกได้ 2 พันธุ์ แต่ความจริงแล้วมะขามหวานมีหลายพันธุ์มาก แต่ถ้าเราไปบอกว่ามีพันธุ์โน้นพันธุ์นี้มากมาย ลูกค้าจะงง" คุณกาญจนา  อธิบาย

 

มะขามที่ทางบริษัทส่งออกไปยังเวียดนามและจีนนั้น จะส่งโดยใช้แบรนด์ของบริษัทเอง ภายใต้แบรนด์ K.N. และ SK โดยถ้าส่งเป็นมะขามสด จะใช้ชื่อ K.N. และมะขามแปรรูปจะใช้แบรนด์ SK และแบรนด์ K.N. ถือได้ว่าเป็นเจ้าเดียวในเวียดนามและขายดีที่สุดอีกด้วย

 

สำหรับมะขามที่ทางบริษัทรับซื้อจากเกษตรกร จะรับซื้อในราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 45-65 บาท แล้วแต่เกรดและพันธุ์ โดยทุกๆ ปีที่ผ่านมาพันธุ์เบาจะถูกกว่าพันธุ์สีทอง แต่ปีนี้บริษัทได้ขยายตลาดพันธุ์เบาและสีชมภูให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น จนถึงขณะนี้พันธุ์สีชมภูขยับราคาขึ้นมาเทียบเท่ากับพันธุ์สีทองแล้ว 

 

"เราเข้าไปพูดคุยกับเกษตรกร เน้นให้เขาปลูกพันธุ์เบามากขึ้น เพราะพันธุ์เบาสามารถส่งออกได้ทั่วโลก ทางตะวันออกกลางจะใช้เยอะมาก เพราะคนในตะวันออกกลางบริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก เขาจึงสั่งมะขามเข้าไปทาน เพราะจะไปช่วยย่อยได้ง่าย ทำให้ท้องไม่อืด" ผู้ส่งออกบอก

 

 ได้ จีไอ มีผลดี                  

 ยอดขายเพิ่ม ส่งออกง่าย   

เมื่อถามถึงผลดี ผลเสีย ของการได้ ตรา จีไอ (GI) ว่ามีผลใดบ้างกับการส่งออก คุณกาญจนา บอกว่า การได้ ตรา จีไอ (GI) มีผลดีในเรื่องของการส่งออก การส่งออกมะขามหวานไปต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นทางอเมริกาหรือยุโรป บริษัทต้องมีการคัดมะขามแยกเอาไว้เฉพาะ และต้องเป็นมะขามหวานที่มี ตรา จีไอ (GI) เท่านั้น จะนำมะขามจากจังหวัดอื่น อย่างเช่น จาก จังหวัดเลย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ไปปะปนนั้นไม่ได้ เพราะเป็นมะขามที่ไม่ได้รับ ตรา จีไอ (GI) ทั้งนี้ มะขามหวานจากเพชรบูรณ์นั้น ผู้บริโภคยอมรับในคุณภาพที่มีเนื้อแน่น เนื้อเหลือง ผิวสวย ฝัก และรสชาติดี จึงทำให้ได้ราคาดีกว่าที่อื่น แต่หากว่าเป็นมะขามหวานจากจังหวัดอื่นแล้วนั้น มักจะมีปัญหาเรื่องเชื้อรา ซึ่งโรงงานแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นโรงงานเดียวที่แยกมะขามออกมาชัดเจนว่าเป็นมะขามที่มาจากที่ไหน โดยจะแยกไว้เป็นกองๆ แยกเป็นมะขามแต่ละจังหวัดไป

 

 สภาพดิน อากาศ ความชื้น   

 เหตุที่จังหวัดอื่นปลูกแล้ว     

 สู้มะขามเพชรบูรณ์ไม่ได้       

คุณกาญจนา บอกว่า เหตุที่มะขามจากจังหวัดอื่นมีคุณภาพไม่ดีเท่ากับมะขามหวานเพชรบูรณ์นั้น ด้วยเพราะภูมิอากาศ-อุณหภูมิ ที่ต่างกัน พื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่ลุ่มกว่าและมีความชื้นสูงกว่า ทำให้เกิดปัญหาเชื้อราได้ง่าย นอกจากนี้ มะขามจากที่อื่น ส่วนหัวของฝักจะมีลักษณะโตกว่ามะขามเพชรบูรณ์ จึงทำให้เกิดเชื้อที่หัวฝักได้ง่าย นอกจากนั้น ผิวไม่สวยเท่าของจังหวัดเพชรบูรณ์

 

"ปีนี้มะขามให้ผลผลิตน้อย เหลือแค่ 30% ของทุกปี จากทุกปี รถเข้ามาส่งมะขามวันละเกือบ 300 คัน เดี๋ยวนี้เหลือวันละ 180-200 คัน หายไป 100 กว่าคัน มะขามปีนี้ติดน้อย แต่มีคุณภาพดี ฝักจะไม่โตมาก แต่ปลอดเรื่องเชื้อรา ส่งออกได้ง่าย"

 

คุณกาญจนา กล่าว และบอกอีกว่า

"เราได้ ตรา จีไอ (GI) มา 2 ปีแล้ว ซึ่งก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จริงๆ แล้วอยากให้ส่งเสริมให้ได้ จีไอ เยอะๆ เพราะมะขามของเพชรบูรณ์ที่มีคุณภาพมีเยอะมาก โดยภาพรวมแล้วมะขามของเพชรบูรณ์คงจะได้ จีไอ ทั้งจังหวัด แล้วอย่างมะขามที่ไม่ได้ จีไอ อย่างของเลย น่าน เขาก็เข้าใจ เวลานำมะขามมาส่ง ทางโรงงานก็จะแยกกองไว้เลย เกษตรกรที่มาขายก็รู้ เพราะราคาก็จะลดลงมาหน่อย"

 

คุณกาญจนา บอกว่า ตอนนี้จังหวัดเพชรบูรณ์ประสบปัญหาในเรื่องผลผลิตมะขามหวานที่ลดน้อยลงมาก เนื่องจากเกษตรกรบางรายตัดมะขามหวานออก แล้วหันไปปลูกยางพาราแทน ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค จนต้องรับซื้อมะขามหวานมาจากทั่วประเทศ อาทิ น่าน เลย แพร่ อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี นครราชสีมา (ปากช่อง) แล้วส่งออกไปขายที่เวียดนาม จีน ในราคาที่ถูกลงกว่าของเพชรบูรณ์

 

"เวลาไปเจอเขาตัดต้นมะขามออก เราก็จะบอกกับเจ้าของสวนว่า อย่าเพิ่งตัดไปปลูกยาง เพราะเดี๋ยวจะเจอปัญหาราคายางตก เพราะยางไม่ได้ปลูกแต่ประเทศเรา แต่ที่จีน ลาว เวียดนาม กำลังปลูกเยอะมาก อีก 5-6 ปี ข้างหน้า เขากรีดได้เมื่อไหร่เราก็จะแย่กันทั้งประเทศ แต่มะขามหวานเป็นพืชตัวเดียวที่เก็บหรือซื้อมาแล้วไม่ต้องรีบขาย อยู่ได้เป็นเดือน ไม่เหมือนผลไม้อื่นๆ ที่ต้องรีบขาย เพราะจะเน่า เก็บไว้รอราคาดีๆ เมื่อไหร่ก็สามารถนำออกมาขายได้ เป็นพืชที่ขายได้หมดทุกส่วน เปลือกขายนำไปทำเชื้อเพลิงได้ เมล็ดก็มีคนรับซื้อนำไปผลิตบดผสมกับกาแฟ ซึ่งเราจะขายเมล็ดได้ราคากิโลกรัมละ 5 บาท สาแหรกก็ขายได้ เขานำไปผลิตเป็นสบู่อะไรต่างๆ ได้ทุกอย่าง แล้วตอนนี้มะขามเปรี้ยวก็แพง กิโลเป็นร้อย ทางบริษัทเราก็ส่งขายด้วย โดยการอัดก้อนส่งออกไปขายที่ตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรป ซึ่งการที่มะขามหวานแพงได้ราคาดีอย่างนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรกลับมาสนใจปลูกมะขามหวานกันมากขึ้น" คุณกาญจนา ให้แง่คิด

 

โรงงานแห่งนี้จะรับซื้อมะขามหวานจากเกษตรกรตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเมษายน จากนั้นจะนำมะขามที่รับซื้อมานำไปเก็บไว้ในห้องเย็น เป็นการเก็บสต๊อคสินค้าไว้ เพื่อส่งออกต่อไป คุณกาญจนา บอกทิ้งท้ายไว้ว่า มะขามหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเดียวที่ไม่มีคู่แข่งในตลาดโลก มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีมะขามหวาน จึงอยากให้เกษตรกรไร่มะขามหวานทั้งหลายอย่าเพิ่งท้อ แล้วหันไปปลูกอย่างอื่นทดแทน ขอให้รักษาไร่มะขามที่มีอยู่เอาไว้ เพราะประเทศอื่นยังไม่สามารถปลูกได้ ตลาดมะขามหวานจึงยังไม่มีคู่แข่ง จึงยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไปได้อีกไกล อนาคตสดใสแน่นอน

 

เกษตรกรท่านใดที่สนใจอยากได้ ตรา จีไอ (GI) เพื่อจดทะเบียนถึงความเป็นเอกลักษณ์และความโดดเด่นในการผลิตและแหล่งที่มาที่ไม่เหมือนใครอื่น ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ส่งออกได้ง่ายยิ่งขึ้น ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (025) 474-700 หรือ สายด่วน 1368 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

 








ผลฟุตบอลลีกเอิง ฝรั่งเศส วันที่ 20 ก.ย.57
ผลฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี วันที่ 20 ก.ย.57
ผลฟุตบอลกัลโช เซเรียอา อิตาลี วันที่ 20 ก.ย.57
ผลฟุตบอลลาลีกา สเปน วันที่ 20 ก.ย.57
โชคดี ติ่มซำ เสิร์ฟ 3 เมนู ต้อนรับเทศกาลกินเจ
นักบริหารช่างผมมืออาชีพ
ทริปโตฝาจ จุลินทรีย์กำจัดแมลง
ไทยพาณิชย์จับมือยูเลอร์ เฮอร์เมส ช่วยเหลือผู้ส่งออกผ่านทางโครงการแนะนำประกันการส่งออก
เซ็นทรัลเครดิตคาร์ด ช้อปเพลิน เติมคุ้มรับเงินคืนสูงสุด 10% เมื่อเติมน้ำมันทุกปั๊มทั่วไทย