ยางพารา พืชเศรษฐกิจพิชิตความจน

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 11:53:15 น.







ปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีปริมาณการผลิตยางเป็นอันดับหนึ่งของโลก ยางพาราสร้างรายได้แก่ประเทศมากกว่าปีละ 400,000 ล้านบาท ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีส่วนช่วยปลูกป่า ลดภาวะโลกร้อน เพราะการปลูกยางพาราทำให้ฝนตกมากขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมมีความชุ่มชื้น และเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนดี ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกยางพารามากขึ้น โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รวบรวมสถิติพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ ในปี 2553 ประมาณ 17,959,403 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 12,049,102 ไร่ ผลผลิตรวม 3.15 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 261 กิโลกรัม ไทยส่งออกยางจำนวน 2,839,682 ตัน มูลค่า 296,380 ล้านบาท ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่ที่ 40.75% 

 

ส่วนแนวโน้มตลาดยางพาราในระยะยาว หากประเมินการผลิตยางของประเทศผู้ผลิต ยางของโลกจนถึงปี 2563 คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตยางธรรมชาติ 12.4 ล้านตัน ส่วนการใช้ยางของโลกจะอยู่ที่ 13.8 ล้านตัน หรือคาดว่าปริมาณการใช้ยางจะมากกว่าปริมาณการผลิต 1.4 ล้านตัน ในอีก 13 ปีข้างหน้า ทวีปเอเชียโดยเฉพาะอินเดียและจีนจะมีความต้องการใช้ยางมากที่สุด ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก จึงมีโอกาสทำกำไรจากธุรกิจส่งออกยางพาราได้อย่างต่อเนื่อง


สร้างเกษตรกรมืออาชีพด้านการผลิตยาง 

ภาวะราคายางที่ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ประเมินศักยภาพการผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคอีสานพบว่า เป็นแหล่งที่เหมาะสมสำหรับปลูกยางพารา สามารถให้ผลผลิตน้ำยางได้ภายใน 7 ปี โดยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพพอที่จะปลูกยางพาราได้และให้ผลผลิตปานกลางระหว่าง 200-250 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ประมาณ 19,300,000 ไร่ ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ผลผลิตน้ำยางมากกว่า 250 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี จำนวน 5,843,731 ไร่ กระจายอยู่ใน 19 จังหวัด

แต่ผู้ปลูกยางพาราทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ ล้วนเป็นเกษตรกรรายใหม่ที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อนเลย จึงขาดความรู้เรื่องการปลูกและจัดการสวนยางพาราอย่างถูกวิธี กรมวิชาการเกษตรและสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เร่งจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ยางพารา โดยมีส่วนร่วมของเกษตรกร ขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ มีเป้าหมาย 8 ศูนย์ ในจังหวัดหนองคาย บุรีรัมย์ สกลนคร อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร เชียงราย และเชียงใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรใช้เป็นแหล่งเรียนรู้วิชาการยางพาราที่ถูกต้องและครบวงจร รวมทั้งจัดตั้งโรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางจำนวน 4 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่น ระยอง สุราษฎร์ธานี และปัตตานี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้-การผลิตยางแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต    

 

พันธุ์ยาง...เลือกได้ถูกสเปค มีชัยไปกว่าครึ่ง 

หลักการเลือกซื้อพันธุ์ยาง ผู้ปลูกควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการปลูกยาง ว่าต้องการผลผลิตจากนํ้ายางหรือเนื้อไม้เป็นหลัก รวมทั้งพิจารณาจากแหล่งพื้นที่ปลูกว่า เป็นแหล่งปลูกยางดั้งเดิมหรือแหล่งปลูกยางใหม่

หากปลูกในพื้นที่ปลูกยางดั้งเดิมในพื้นที่ 14 จังหวัดของภาคใต้ และ 3 จังหวัดของภาคตะวันออก คือ จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำพันธุ์ยางให้ปลูก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามวัตถุประสงค์ของการปลูก ดังนี้

 

กลุ่ม 1 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตนํ้ายาง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตนํ้ายางสูงเป็นหลัก พันธุ์ยางชั้น 1 ที่ควรปลูกเป็นอันดับแรกคือ สถาบันวิจัยยาง 251 รองลงมาคือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 226, BPM 24 และ RRIM 600 ส่วนพันธุ์ยางชั้น 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยยาง ได้แก่ พันธุ์ 209, 214, 218, 225, 250, 319, 405, 406, 410, 411, 416

 

กลุ่ม 2 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตนํ้ายางและเนื้อไม้ เป็นพันธุ์ที่ให้ทั้งผลผลิตนํ้ายางและเนื้อไม้ โดยให้ผลผลิตนํ้ายางสูง และมีการเจริญเติบโตได้ดี ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูง พันธุ์ยางชั้น 1 ที่ควรปลูกเป็นอันดับแรกคือ พันธุ์ PB 235 รองลงมาคือ พันธุ์ PB 255, พันธุ์ PB 260 และพันธุ์ RRIC 110 ส่วนพันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 312, 325, 403, 404, 408, 409, 412, 413 และพันธุ์ RRIC 121

 

กลุ่ม 3 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้สูงเป็นหลัก มีการเจริญเติบโตดีมาก ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูงมาก ผลผลิตนํ้ายางจะอยู่ในระดับตํ่ากว่าพันธุ์ยางในกลุ่ม 1 และ 2 เหมาะสำหรับเป็นพันธุ์ที่จะปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการผลิตเนื้อไม้ ควรปลูกพันธุ์ยางชั้น 1 ชนิดแรกคือ พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 รองลงมาคือ พันธุ์ AVROS 2037 และพันธุ์ BPM 1 ส่วนพันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 401, 414, 415, RRII 118 และ RRII 203

 

หากปลูกในแหล่งพื้นที่ใหม่ เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก สำหรับเกษตรกรที่ประสงค์ปลูกยาง กลุ่ม 1 : พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตนํ้ายาง สถาบันวิจัยยางแนะนำให้ปลูกพันธุ์ยางชั้น 1 คือ สถาบันวิจัยยาง 251 รองลงมาคือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 226, BPM 24 และ RRIM 600 ส่วนพันธุ์ยางชั้น 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยยาง ได้แก่ พันธุ์ 209, 225, 250, 319, 405, 406, 410, 411, 416, Haiken 2, PR 305 และพันธุ์ RRIC 101

 

ส่วนกลุ่ม 2 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตนํ้ายางและเนื้อไม้ พันธุ์ยางชั้น 1 ที่ควรปลูกเป็นอันดับแรกคือ พันธุ์ PB 235 รองลงมาคือ RRIC 110 ส่วนพันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 312, 325, 403, 404, 407, 408, 409, 412, 413 และพันธุ์ RRIC 121

 

กลุ่ม 3 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ ควรปลูกพันธุ์ยางชั้น 1 ชนิดแรกคือ พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 รองลงมาคือ พันธุ์ AVROS 2037 และพันธุ์ BPM 1 ส่วนพันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 401, 414, 415, RRII 203 และ RRII 121

 

กรณีสถาบันวิจัยยาง จัดแบ่งพันธุ์ยางในแต่ละกลุ่มที่แนะนำ เป็น 2 ชั้น ตามรายละเอียดของข้อมูล ดังนี้ พันธุ์ยางชั้น 1 เกษตรกรสามารถปลูกโดยไม่จำกัดเนื้อที่ปลูก เพราะพันธุ์ยางในชั้นนี้ได้ผ่านการทดลองและศึกษาลักษณะต่างๆ อย่างละเอียด แต่พันธุ์ยางชั้น 2 สถาบันวิจัยยางแนะนำให้ปลูกโดยจำกัดเนื้อที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ปลูกยางที่ถือครอง แต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่ พันธุ์ยางชั้นนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาลักษณะบางประการเพิ่มเติม เกษตรกรที่มีความประสงค์จะเลือกปลูกพันธุ์ยางชั้น 2 ควรรับคำแนะนำจากสถาบันวิจัยยางเพิ่มเติม








เชิญร่วมทริปถ่ายภาพกับกิจกรรม Photowalk 77 จังหวัดของไทย
ฮอนด้ารับรางวัลการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เอกอัครราชทูตเนปาลเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ ซีพีเอฟ สระบุรี
ช้อปนาฬิกาแบรนด์หรู ที่ห้างเซ็นทรัล/เซน ลดสูงสุด 50%
สำนักหอสมุด ธรรมศาสตร์ มอบความสะดวกในการชำระค่าบริการ ด้วยบัตรสมาร์ทเพิร์ส
บสย. หนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่
ซีพีเอฟมอบเงินปรับปรุงโรงเรียนอนุบาลนาดี จ.ปราจีนบุรี
โชว์สุดยอด​ราโด งานเซ็นทรั​ล วอทช์แฟร์ ผลิตเพียง 499 เรือนทั่วโลก
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รุกตลาดผลิตภัณท์เฝ้าระวังระบบไฟฟ้า เปิดตัวเพาเวอร์มิเตอร์ 5000
สพฉ.จับมือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ย้ำ!ขั้นตอน “ห่วงโซ่การรอดชีวิต” เพิ่มโอกาสกู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉิน