หายใจให้เป็น ใน"ทีปภาวันธรรมสถาน" วิถีธรรมฉบับสวนโมกข์ในสมุย

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 12:22:55 น.




โดย กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์




เดินจงกรม ที่ลานธรรม

"สถานที่แห่งความสว่าง สร้างที่พึ่งพิงให้กับชีวิต" เป็นความหมายของ "ทีปภาวันธรรมสถาน" สถานปฏิบัติธรรม ที่สร้างขึ้นจากดำริของ พระภาวนาโพธิคุณ หรือ พระอาจารย์โพธิ์ จนฺทสโร เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล หรือสวนโมกขพลารามแห่งไชยา สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นศูนย์กลางในการนำธรรมะและธรรมชาติกลับคืนสู่สมุย ยึดหลัก "เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง เป็นอยู่อย่างง่าย กระทำอย่างยาก" ของท่านพุทธทาส เฉกเช่นสวนโมกข์

ทีปภาวันฯตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ต.มะเร็ต อ.เกาะ สมุย จ.สุราษฎร์ธานี หากมาจากท่าเรือหน้าทอนแล้วมุ่งหน้าไปยังหาดละไม ทางเข้าทีปภาวันฯ อยู่ตรงข้ามกับวัดศิลางู ที่มีโบสถ์สีชมพูสะดุดตา แต่ทางขึ้นระยะทาง 700-800 เมตรค่อนข้างชัน จึงต้องใช้รถที่มีสภาพสมบูรณ์ ส่วนผู้ที่มาจากสนามบินเกาะสมุยจะจ้างรถมาลงหน้าวัดศิลางู แล้วรอรถของ ทีปภาวันฯ บริเวณทางเข้าก็ได้ มีวันละ 4 รอบ คือ 13.00 น. 14.00 น. 15.00 น. และ 16.00 น.

พระอาจารย์โพธิ์กล่าวว่า สมุยเป็นชุมทางการค้าทางทะเลแต่โบราณ ปรากฏหลักฐานอายุกว่า 1,000 ปี คือกลองมโหระทึกเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันเก็บรักษาที่ห้องจัดแสดง บริเวณชั้นสองของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดละไม

สมุยประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าออกหลายหมื่นคนต่อวัน เมื่อมีกิจการเรือเฟอร์รี่และสนามบินบนเกาะ ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลเสียทางวัตถุคือขยะล้นเกาะ การจราจรหนาแน่น ถนนไม่เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ ยังเกิดสถานบันเทิงทั้งผับ บาร์ อาบอบนวดมากมาย ชาวสมุยบางส่วนยอมขายที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอดเพราะราคาสูงขึ้น หันไปยึดติดในวัตถุและลุ่มหลงในอบาย มุข กระทั่งชีวิตเริ่มห่างไกลธรรม ทั้งที่ในอดีตเป็นผู้ใฝ่ในธรรม เห็นได้จากเกจิชื่อดังจาก สมุยหลายรูป เช่น พระครูวิบูลธรรมสาร (เพชร ติสฺโส) วัดอัมพวัน พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อแดง ติสฺโส วัดแหลมสอ พระครูสมถกิตติคุณ (หลวงพ่อแดง ปิยะสีโล) วัดคุณาราม (เขาโป๊ะ)

(ซ้าย) พระภาวนาโพธิคุณ (ขวาบน) บริเวณสวนธรรมเภรี สถานปฏิบัติธรรมบนเขาลูกเดียวกับทีปภาวันฯ (ขวาล่าง) ผู้ปฏิบัติธรรมชาวต่างชาติ แม้จะนั่งไม่ถนัด แต่ความตั้งใจเต็มเปี่ยม



"แต่ชาวสมุยบางส่วนไม่ชอบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มักมีพฤติกรรมผิดศีล อาตมาจึงตั้งเป้าว่าถ้าดึงชาวต่างชาติ 1 คน จาก 100 คน ที่มาเยือนสมุย ให้ไปยังทีปภาวันฯ จะช่วยกล่อมเกลาจิตใจ และเป็นช่องทางเผยแผ่ศาสนาไปยังต่างประเทศได้ เราเปิดให้เข้าปฏิบัติธรรมครั้งแรกเมื่อปี 2549 ชาวต่างชาติรุ่นแรกที่ปฏิบัติธรรมมีเพียง 4 คน เดือนต่อมาเพิ่มเป็น 16 คน และเป็น 30 คน ในสามเดือนต่อมา" พระอาจารย์โพธิ์เล่า

"เมื่ออาตมาแสดงความจำนงว่าต้องการสร้างสถานปฏิบัติธรรมเมื่อปี 2547 แต่ยังไม่มีที่สร้าง โยมศิริวรรณ (ศิริวรรณ พงศ์ฉบับนภา) ทราบ จึงบริจาคที่ดินบนเขาจำนวน 30 ไร่ แต่อาตมาคิดว่าหากทำเอง ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของที่ดิน อาจทำให้โครงการนี้ไม่สำเร็จ โยมศิริวรรณจึงเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการก่อสร้าง ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท โดยได้รับบริจาคจากลูกศิษย์ลูกหา โดยเฉพาะสายท่านพุทธทาส ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว และเทศบาลเมืองเกาะสมุย"

"ถือเป็นโครงการที่มีความยากในการทำให้สำเร็จ ทั้งการหาบุคคลมาบริหาร จัดการ และการดึงคนมาใช้"

พระอาจารย์โพธิ์ยึดหลัก "คนฉลาดค้าใกล้ๆ คนบ้าใบ้ค้าไกลๆ" จึงยึดสุราษฎร์ธานี เป็นชัยภูมิเพื่อเผยแผ่ศาสนาพุทธไปยังต่างประเทศ ผ่านชาวต่างชาติผู้แสวงหาทางดับทุกข์ ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะแม้จบการศึกษาระดับสูงแต่กลับไม่พบวิธีพ้นทุกข์ ถ้าเราทำให้เขาเข้าใจในหลักธรรมะได้ก็ถือว่าคุ้มค่า ช่วยให้จิตใจที่ยุ่งเหยิงกลับมาสงบ มั่นคง โดยมีพระชาวรัสเซียจากสวนโมกข์ทำหน้าที่เป็นล่ามให้

ด้านผู้บริจาคที่ดินมูลค่าหลายสิบล้านและร่วมสร้างทีปภาวันธรรมสถาน คือ ศิริวรรณ พงศ์ฉบับนภา หรือ "พี่จิ๋ม" ปัจจุบันเป็นทั้งผู้ดูแลสถานที่ คอร์สปฏิบัติธรรมและประธานมูลนิธิทีปภาวัน กล่าวว่า ได้ยินพระอาจารย์โพธิ์ปรารภในงานประจำปีวัดแหลมสอ เมื่อ 2547 ว่าอยากสร้างสถานปฏิบัติธรรมเพื่อดึงผู้คนในสมุยเข้าหาศาสนา เข้าหาธรรมะมากขึ้น ท่านบอกว่าตอนนั้นท่านอายุ 72 ปีแล้ว หากไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหน

เตียงนอนที่ได้แนวคิดมาจากโลงศพ



"เริ่มสร้างเมื่อปี 2547-2548 ยังไม่มีถนนดีๆ ขึ้นเขาและไฟฟ้า ขับรถแบกอิฐหินขึ้นเขาหลายสิบรอบต่อวันกว่าจะสร้างอาคารแต่ละหลังเสร็จ ต้องปรับพื้นที่จนสร้างอาคารได้ ลำบากมาก กระทั่งมีอาคารสถานที่ น้ำ-ไฟ อาหาร บุคลากรพร้อม จึงเปิดอบรมครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2549"

"ก่อนเข้ามาช่วยงานท่านอาจารย์โพธิ์ มีกิจการยูโทเปีย รีสอร์ท ที่หาดละไม ทำอยู่เกือบ 20 ปี แต่ให้พี่สาวดูแลแทน เพราะเราต้องช่วยพระอาจารย์โพธิ์ดูแลทีปภาวันฯ ตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงปัจจุบัน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระอาจารย์โพธิ์ เพื่อเป็นสถานที่พักกายพักใจแก่คนทุกเพศทุกวัย นอก จากได้เรียนรู้จากหลักธรรมของพุทธศาสนาแล้ว ท่านยังเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้แนวคิดอื่นจากการทำงานเช่นเรื่องของความอดทนอีกด้วย" พี่จิ๋มเล่าอย่างอารมณ์ดี

พี่จิ๋ม ผู้จัดรายการปฏิบัติธรรม สาธยายว่ารายการปฏิบัติธรรมมี 3 รายการคือ สำหรับคนไทยจัดวันที่ 12-17 ของทุกเดือน ชาวต่างชาติจัดวันที่ 21-27 ของทุกเดือน โดยท่านอาจารย์โพธิ์เป็นผู้สอนและร่วมภาวนา ส่วนหมู่คณะอย่างนักเรียนประถมในสมุย มักเข้า "การภาวนาเพื่อหาอริยทรัพย์" หมุนเวียนกันไป เป็นการเข้าถึงธรรมได้ง่ายและสะดวก มากขึ้น ช่วยลดการลุ่มหลงและยึดติดกับ วัตถุ นอกจากนี้ คนทั่วไปสามารถมาปฏิบัติ นอกตารางหรือบวชชีพราหมณ์ได้ โดยพระอาจารย์สัณฐาน โกสโล เป็นผู้ให้คำแนะนำ

คุณจิ๋มเล่าอีกว่า การเข้าปฏิบัติธรรมแต่ละรายการไม่ได้ระบุค่าใช้จ่ายไว้ ผู้ปฏิบัติจะบริจาคเท่าใดก็ได้แล้วแต่ศรัทธา ทว่าน้อยคนที่จะไม่บริจาคเลย แต่ก็เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จากการบริจาคของชาวต่างชาติ

ส่วนอาคารแต่ละหลังตั้งลดหลั่นกันตามความชันของภูเขา ที่แบ่งได้ 3 ส่วน คือ "เนินชั้นล่าง" เป็นที่ตั้งของโรงครัว, ห้องสมุด, อาคารที่พักสตรี และที่จอดรถ "เนินชั้นกลาง" เป็นที่ตั้งของศาลาฐานิยารมณ์ ศาลาอเนก ประสงค์ ส่วนฐานเป็นแท็งก์เก็บน้ำประปาภูเขา เยื้องกับกุฏิ หรือเรือนพักอาคันตุกะ 2 หลัง และโพธิวิหาร สถานที่เก็บอัฐิที่พระอาจารย์โพธิ์เตรียมไว้สำหรับใส่อัฐิของท่าน และ "เนินชั้นบนสุด" เป็นที่ตั้งของลานธรรม มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในซุ้ม ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ซึ่งอยู่ด้านหลัง ด้านหน้าเป็นสนามหญ้าใช้เดินจงกรมและเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ศาลาปฏิบัติธรรมรวม ที่ชั้นล่างเป็นที่พักของผู้ปฏิบัติธรรมชาย ทั้งยังมีกุฏิ 2 หลังและศาลาพักอิริยาบถที่ด้านล่างเป็นแท็งก์เก็บน้ำประปาภูเขา

ทำให้แทบทุกจุดสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะสมุย เป็นภาพของทิวเขาสูงชันลดหลั่นจนเป็นพื้นที่ราบชายฝั่ง ล้วนถูกต้นไม้ปกคลุมจนเขียวครึ้ม มีการกระจุกตัวของชุมชนบริเวณที่ราบชายฝั่ง ถัดไปเป็นชายหาดสีขาว และผืนทะเลสีครามซึ่งค่อยๆ กลืนกับท้องฟ้าจนบางครั้งหาเส้นแบ่งไม่เจอ ระหว่างชมภาพเหล่านี้จะมีเสียงนกเสียงไก่ป่าดังเจื้อยแจ้ว และกระแสลมเย็นๆ ที่สร้างความสงบกายสบายใจแก่ผู้ที่ได้สัมผัส

ความลาดชันของพื้นที่นี้เอง ทำให้อาคารต่างๆ มีเอกลักษณ์ เพราะล้วนแล้วแต่มีรูปแบบเดียวกับสวนโมกข์ คือสร้างตามความจำเป็น ประยุกต์เข้ากับพื้นที่และประโยชน์ใช้ สอย ตามแนวคิดของพระอาจารย์โพธิ์ว่า "ให้ประหยัดมากที่สุด และให้เกิดประโยชน์มากที่สุด" สิ่งปลูกสร้างจึงเรียบง่าย ได้ประโยชน์ สงบ ร่มรื่น และแฝงด้วยหลักธรรมให้ขบคิดได้ตลอด

อาคารแต่ละหลังเชื่อมกันด้วยทางเดินที่ปูด้วยอิฐตัวหนอน ทอดตัวไปตามความลาดชันของพื้นที่ ทำให้ผู้เดินต้องมีสติรู้ตัวตลอดเวลา เป็นกุศโลบายหนึ่งของพระอาจารย์โพธิ์ที่ต้องการให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบัน ไม่ประมาท

เพราะลมหายใจคือชีวิต "หายใจได้" กับ "หายใจเป็น" ต่างกัน "หายใจได้" คือการมีชีวิตอยู่ ส่วน "หายใจเป็น" คือการมีสติ รู้ตัว ดับทุกข์ได้ทันที เสมือนตายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

หน้า 20,มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2554




′อาการหนาวใน′ จุดเริ่มโรคร้าย ผู้หญิงขี้หนาวพึงระวัง
"ผักชี" ผักพิฆาตอธรรม
“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ไม่สดทางร้านเปลี่ยนให้ ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ
ตรวจทัพ "รถเด่น" 2016 (1) "พีพีวี" นิสสัน-"ซีวิค" ใหม่
รถอเนกประสงค์โตโยต้าใหม่บุก!