เกษตรพันธสัญญา กับการหลุดพ้นจากความยากจน

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.




โดย ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

(หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระบบพันธสัญญา)


ระบบเกษตรพันธสัญญา ได้แทรกซึมเข้าสู่ระบบเกษตรกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เห็นได้ชัดนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฯ ที่ได้ส่งเสริมให้มีการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว และการเลี้ยงปศุสัตว์เชิงพาณิชย์

แต่คำถามที่เกิดขึ้นในหมู่เกษตรกรและความรับรู้ของคนทั่วไป คือ ทำไมลูกหลานเกษตรกรไม่อยากเป็นชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ หรือคนเลี้ยงสัตว์ สภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของเกษตรกรเลวร้ายมากเพียงไรถึงทำให้เกิดภาวะถดถอยของแรงงานในภาคเกษตร

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ เกษตรกรไทยกับปัญหาหนี้สินและความยากจน

ผู้ที่สนับสนุนระบบเกษตรพันธสัญญา มักหยิบยกประเด็นการสร้างรายได้ที่แน่นอนของระบบพันธสัญญา ที่เกิดจากการตกลงกันระหว่างบรรษัทธุรกิจเกษตรกับเกษตรกรรายย่อยมาเป็นหลักฐานยืนยันว่า การมีสัญญารับซื้อผลผลิตอย่างชัดเจนในแต่ละรอบการผลิตเป็นการประกันรายได้ที่ชัดเจนให้กับเกษตรกร

และหยิบตัวเลขราคารับซื้อกับต้นทุนที่ลงไปในแต่ละรอบมาคิดผลกำไร ว่าแต่ละรอบเกษตรกรขายได้ราคามากกว่าต้นทุนที่ลงไปในแต่ละรอบ

ซึ่งวิธีการมองระบบเกษตรพันธสัญญาแบบผิวเผิน ก็จะเห็นเพียงว่าเกษตรกรได้รับเงินทุกรอบการผลิต จนเมื่อเครือข่ายนักวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระบบพันธสัญญาได้ลงพื้นที่ทำวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ (โครงการวิจัยครอบคลุมทั้ง พืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย ข้าวโพด ผัก และสัตว์เศรษฐกิจ เช่น หมู ไก่ ปลา ลงพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง มีเกษตรกรที่เข้าร่วมทำวิจัยไทบ้านกว่า 15 กลุ่ม รวมแล้วเกินกว่า 200 คน)

กลับได้ค้นพบว่า ในความเป็นจริงมีสิ่งทีอำพรางซ่อนเร้น ซึ่งถูกกระบวนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบรรษัทและแนวร่วมปกปิดไว้นานนับสิบๆ ปี อยู่หลายประการ

ประการแรก เกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญามิได้นำต้นทุนแอบแฝง เข้ามาคำนวณเป็น "ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง"

เกษตรกรมักจะคำนวณต้นทุนการผลิตจากสิ่งที่ตนออกเงิน หรือกู้หนี้ยืมสินมาทำการผลิต และเห็นอย่างชัดเจน เช่น ค่าเมล็ดพันธุ์ ตัวอ่อน ปุ๋ย ยา วิตามิน ฯลฯ แต่มิได้คิดค่าแรงของตัวเอง เช่น ทำการเลี้ยงสัตว์ 4 เดือน จนขายได้เงินหลังจากหักต้นทุนแล้ว 100,000 บาท โดยใช้แรงงานตนและคนในครอบครัวรวม 4 คน เท่ากับ ค่าจ้างของคน 4 คน ตกเดือนละ 5,140 บาท/คน ซึ่งน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำหากออกไปรับจ้างทั่วไป

นี่ยังไม่รวมการไม่คิดค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ต้องเสียไปในแต่ละวันอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเข้าสู่วงจรเกษตรพันธสัญญา เช่น หากเอาชีวิตของตนไปทำอย่างอื่น หรือเอาไปให้คนอื่นเช่าทำแทน จะเป็นเงินเท่าไหร่ที่คนเสียโอกาสไป

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ค่าเสื่อมโทรมของสุขภาพกายที่ต้องอยู่กับสภาพโรงเรือนและไร่นา ที่เต็มไปด้วยสารเคมี และสุขภาพจิตที่อยู่ในภาวะเครียดสะสมจากความเสี่ยงที่ตนต้องแบกรับเป็นเวลานาน

ประการต่อมา
สังคมต้องมาร่วมแบกรับผลกระทบต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ที่เกิดจากการทำเกษตรพันธสัญญาอย่างมากมายมหาศาล เทือกเขาและยอดดอยทางภาคเหนือได้เปลี่ยนเป็นทุ่งข้าวโพดพันธสัญญาสุดลูกหูลูกตา ไร่อ้อย คือ สิ่งที่รุกคืบเข้าครอบคลุมที่ราบสูงแถบอีสาน กระชังปลาวางเรียบรายเต็มสองฝั่งลำน้ำมูลและชี กลิ่นขี้หมูขี้ไก่ที่รบกวนและเป็นชนวนความขัดแย้งของหลายชุมชน

สิ่งเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากการผลักดันของบรรษัทโดยมีรัฐหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ โดยมิได้คำนึงถึงการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เกษตรกรบนที่สูงย้ำว่าถ้าปลูกข้าวโพดกับบรรษัทเจ้าหน้าที่รัฐไม่มายุ่ง แต่ถ้าทำไร่หมุนเวียนตามวิถีของชนเผ่ามักถูกจับถูกห้ามเสมอ

ประการถัดมา ระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นกระบวนการทำธุรกิจที่คิดค้นขึ้นมาโดยบรรษัท เพื่อผลกำไรสูงสุดของบรรษัท ซึ่งมิใช่สิ่งที่เลวร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่มิได้ตั้งเป้าหมายอยู่ที่คุณภาพชีวิตของเกษตรกร สิ่งที่ปรากฏในทุกขั้นตอนของเกษตรกรพันธสัญญาตั้งแต่เริ่มปลูก/เลี้ยง จนถึงขาย จะเห็นการ "ผลักภาระความเสี่ยง" ไปให้เกษตรกรแบกรับฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือราคาที่ผันผวนของราคาสินค้าเกษตรที่แปรผันตามกลไกตลาด

และเมื่อมีผลประโยชน์บรรษัทก็จะ "ขูดรีด" ทุกสิ่งที่ตนสามารถกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการกำหนดราคารับซื้อ วันที่จะไปจับหรือเก็บเกี่ยว หรือมาตรฐานสินค้า ซึ่งในหลายกรณีปรากฏการณ์ฉ้อฉล เช่น การโกงน้ำหนัก โกงมาตรฐาน หรือบังคับให้เกษตร กรใส่ยา ให้อาหาร หรือสารเคมีที่เกินความจำเป็น แต่บรรษัทได้กำไรจากการขายของเหล่านี้

สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ คุณภาพชีวิตของผู้บริโภค กระแสความตื่นตัวเรื่อง "กินอะไรเป็นอย่างนั้น" หรือ "การกินอาหารเป็นยา" ได้ชี้ให้เห็นวิถีแห่งจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับอาหารการกิน แต่อาหารที่เราซื้อหาได้ในปัจจุบันโดยเฉพาะตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารต่างๆ มักถูกกำหนดมาตรฐานโดยบรรษัทธุรกิจเกษตร ที่เน้นการเก็บได้นาน รูปร่างหน้าตาสวยงามน่ากิน ขนาด ฯลฯ ที่ไม่เกี่ยวพันอะไรกับการทำให้อาหารสะอาด

กลับกันการทำให้อาหารมีลักษณะเช่นว่านำมาซึ่งมฤตยูในรูปของสารเคมีรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงและเรื้อรัง

นอกจากนี้ราคาอาหารที่พุ่งกระฉูดโดยที่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ก็เนื่องจากบรรษัทธุรกิจเกษตรมีอำนาจเหนือสายพานการผลิต ช่องทางการตลาด เรื่อยมาจนถึงปากผู้กิน ผ่านระบบเกษตรพันธสัญญานั่นเอง หากรัฐไม่เข้ามาแทรกแซงก็ควบคุมราคาไม่ได้

ประการสุดท้าย
เหตุผลที่ไม่มีเกษตรกรจากระบบเกษตรพันธสัญญาคนใดมาปรากฏตัวในสื่อสาธารณะ ก็เนื่องจากเครือข่ายของบรรษัทได้ลงลึกถึงท้องถิ่น มีหลายกรณีที่เกษตรกรให้ข้อมูลด้านลบของเกษตรพันธสัญญา แล้วโดนมาตรการลงโทษจากบรรษัท เช่น ไม่เอาตัวอ่อนมาให้เลี้ยง ไม่มาจับสัตว์ตามที่สัญญาไว้ หรือเลวร้ายกว่านั้น ก็ยกเลิกสัญญาทั้งที่เกษตรกรได้ลงทุนสร้างโรงเรือนไปเป็นสิบล้านก็มี

การรวมกลุ่มของเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกสลายด้วยตัวระบบและวิธีการผลิตที่เกษตรกรต้องทุ่มเทเวลาแทบทั้งหมดของตนไปในโรงเรือนและไร่นาของตนเอง และต้องทำตัวเป็นลูกไร่ที่ดีของบรรษัท จนไม่สามารถทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ จนเกิดปรากฏการณ์ "เกษตรกรรมไร้ญาติ" ทำให้การรวมกลุ่มต่อรองเป็นไปได้ยากมาก บางกลุ่มรวมตัวได้บรรษัทก็ใช้สายสัมพันธ์ที่มีกับรัฐเข้าไล่บี้

ดังกรณีผู้ปลูกข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ที่ถูกสารวัตรเกษตรอายัดเมล็ดพันธุ์จำนวนมากเกินจำเป็น จนทำให้เกิดความเสียหาย เพราะกลุ่มสหกรณ์ส่งไปขายดีจนแย่งตลาดเมล็ดข้าวโพดของบรรษัท

บทความชิ้นนี้มิได้ต่อต้านเกษตรพันธสัญญาอย่างเด็ดขาด แต่มุ่งเสนอให้เห็นว่า หากจะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบพันธสัญญาจะต้องทำในเงื่อนไขที่รัฐและสังคมสามารถควบคุมให้อยู่บนพื้นฐานของ "ความเป็นธรรม" ดังต่อไปนี้

1.รัฐให้การคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตอย่างมั่นคง เช่น การคุ้มครองพื้นที่เกษตร การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์พืช ตัวอ่อนสัตว์ โดยปราศจากการหวงกันสิทธิของบรรษัท เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิในการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะกับท้องถิ่นตนเอง และพัฒนาธุรกิจตน

2.รัฐต้องควบคุมการจัดสรรทรัพยากรร่วมให้อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน เช่น การรุกพื้นที่ป่าสงวนเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจนเป็นสาเหตุของภัยธรรมชาติ รวมทั้งการยึดลำน้ำและชายฝั่ง

3.รัฐเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการทำสัญญาให้มีความเป็นธรรม มีกลไกในการบริหาร จัดการสัญญาให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่สัญญา และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อย

4.การประกันสิทธิของเกษตรกรให้รักษาวิถีการผลิตของชุมชน โดยการจัดหาช่องทางตลาดทางเลือก

5.การเปิดพื้นที่สื่อสาธารณะให้มีข้อมูลของเกษตรพันธสัญญาอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงข้อมูลชวนเชื่อ

หากรัฐสร้างเงื่อนไขข้างต้นได้ เกษตรพันธสัญญาก็อาจเป็นวิธีหลุดพ้นจากความยากจน









′นิด้า′เตรียมตัวก้าวสู่ระดับสากล ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50
เคทีซีส่งมอบรางวัลเคลียร์หนี้เกลี้ยงปี 4 สมาชิกสินเชื่อพร้อมใช้ “เคทีซี พราว”
“แอมบิเพอร์ คาร์ ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส ลิมิเต็ด อิดิชั่น” เล่นโฉมต้อนรับหนัง “ฟิวเรียส 7”
กรุงศรีฉลองวาระครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งธนาคาร มอบ 70 ทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส
เอสซีฯ จัดแคมเปญ HOLIDAY HOME พร้อมเชิญให้สแกนดูภาพวิวจริงผ่าน QR Code
TBEX Asia 2015 พร้อมจัดที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ตุลาคม 2558
รัฐบาลพร้อมบูรณาการก้าวสู่ “Digital Government ภายใต้นโยบาย Digital Economy”
เริ่มแล้วเทศกาล “ข้าวแช่ จิม ทอมป์สัน” มนต์เสน่ห์เมนูคลายร้อนแบบไทย
กรมควบคุมโรค จับมือกรมราชทัณฑ์ จัดรถเอ็กซ์เรย์เคลื่อนที่
เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย ใจดีแจกฟรีกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เมืองไทยในสายตาของผู้ใหญ่ลี ...
วีรพงษ์ รามางกูร เตือน "อันตรายตัวจริง" ของรัฐบาลอยู่ที่เศรษฐกิจไม่ใช่การชุมนุม
ปฏิรูปการศึกษาไทย เป็นเรื่องที่เหลวไหลและเลื่อนลอย โดย สุกรี เจริญสุข
จดหมายรักจากนิธิ เอียวศรีวงศ์ ถึงบรรยง พงษ์พานิช : "ปฏิรูปใต้ระบอบเผด็จการ"
ยิ่งลักษณ์จะสู้หรือหนี? โดย วสิษฐ เดชกุญชร