ประสบการณ์ปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล กว่า 20 ปี ของ บัณฑิต มาตย์วิเศษ

วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:58:43 น.



















เทคโนฯ การเกษตร
สมชาย นนทฤทธิ์

 

“มะละกอ” คนไทยอีสาน เรียกว่า “บักหุ่ง” แต่มีบางจังหวัดเรียกต่างกันว่า  “บักกอ” หากนำมาทำเป็นส้มตำแล้ว คนไทยอีสานเรียกว่า “ตำส้มบักหุ่ง หรือ บักกอ” ตามสังคมชนบทชาวไทยอีสานนับจากอดีตจวบปัจจุบัน ในช่วงเว้นว่างจากไร่นา มักจะชวนกันทำส้มตำเป็นอาหารกลางวัน บ้านใกล้เรือนเคียงหรือแขกที่ไปเยี่ยมยาม มักได้รับประทานส้มตำเป็นเมนูหลัก ตำกันเป็นถาดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย น้ำหูน้ำตาตลอดจนเหงื่อไหลเต็มใบหน้า เพราะเหตุจากความเผ็ดของพริกขี้หนูนั่นเอง ปัจจุบัน มีผู้เปิดเป็นร้านขายส้มตำโดยเฉพาะเล็กใหญ่ตามแต่ฐานะ ร้านไหนฝีมือเด็ดลูกค้าขาประจำก็เยอะ แต่จะเด็ดหรือไม่เด็ดทุกคนที่กล้าขายส้มตำก็ต้องเป็นผู้มีฝีมืออยู่แล้ว ข้อได้เสีย น่าจะอยู่ที่ทำเลของร้านมากกว่า


คุณบัณฑิต มาตย์วิเศษ พระเอกของเรื่องนี้ อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 11 ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร และมีตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลกกตูมด้วย คำบอกเล่าทั้งหลายที่ปรากฏต่อจากนี้นำมาจากคุณบัณฑิตทั้งนั้น คุณบัณฑิตเล่าว่า เขาเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ย้ายถิ่นมาปักหลักที่นี่นานกว่า 20 ปีแล้ว สภาพภูมิประเทศแถบนี้เป็นดงภูเขา ที่ราบลุ่มมีน้อย พื้นที่จึงเหมาะแก่การทำไร่ ทำสวน พืชไร่ตนเองก็เคยปลูกมาหลายอย่างตามสมัยนิยมของสังคม แต่สนใจมะละกอเป็นพิเศษ เพราะเป็นอาหารหลักของคนไทยอีสานโดยแท้ จึงเริ่มลงมือปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวลโดยตลอด


พื้นที่ปลูกที่ได้รับผลผลิตแล้วมีอยู่ 25 ไร่ และปลูกใหม่ในที่ดินของตนเองในปีนี้อีก 10 ไร่ พื้นที่ 25 ไร่ อยู่คนละหมู่บ้าน รัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าทำ มีกำหนด 2 ปี เหตุที่มีกำหนด 2 ปี เพราะว่าต้องย้ายที่ปลูก หากจะกลับมาปลูกใหม่อีกต้องเว้นไป 3 ปี เพื่อสกัดการระบาดของโรคระบาดต่างๆ ของมะละกอ


ลำดับของขั้นตอนการปลูก ประการแรกคือ สภาพพื้นที่ต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอ เพราะเมื่อหมดฝนต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ต่อมาเป็นการเตรียมดินโดยการไถตากแดดอย่างน้อย 15 วัน แล้วไถกลบทับอีกครั้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว หรือหากเป็นพื้นที่เปิดใหม่สภาพดินอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ก็แผ้วถางเผาเศษกิ่งไม้และวัชพืชอื่นๆ ก็สามารถปลูกได้เหมือนกัน ส่วนเรื่องเงินทุนต้องประมาณการไว้ไม่น้อยกว่าไร่ละ 10,000 บาท สำหรับผู้จะปลูกครั้งแรก เงินทุนส่วนนี้จะลดลงในปีต่อไป เพราะอุปกรณ์สามารถนำมาใช้ต่อได้อีก


การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นการคัดเองจากสวน โดยการเลือกเอาเมล็ดจากผลแรกของต้น เว้นจากมีการเกิดโรคระบาดมากผิดปกติ จึงจะไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งอื่น การเพาะเมล็ดต้องนำไปแช่น้ำสะอาดก่อน 1 คืน แล้วนำเมล็ดไปหมักโดยใช้ผ้าห่อทิ้งไว้ในที่ร่มอีก 2 คืน เมล็ดจะเริ่มมีรากงอกออกมา ซึ่งพร้อมที่จะลงถุงเพาะ และอีกวิธีก็หว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะก็ได้ แต่จะยุ่งยากในขั้นตอนการปลูกและการเจริญเติบโตของต้นกล้า ถุงสำหรับเพาะ ใช้ถุงดำ ขนาด 4x7 นิ้ว ดินเพาะเป็นหน้าดินผสมปุ๋ยคอกตามสมควร เรื่องถุงเพาะต้องเตรียมไว้ก่อนขั้นตอนการเตรียมเมล็ด


เมื่อขั้นตอนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย นำเมล็ดลงถุงเพาะ ถุงละ 5-7 เมล็ด นำถุงตั้งไว้ในที่ร่มหรือโรงเรือนเพาะชำ ประมาณอีก 45 วัน ต้นกล้าจะเจริญเติบโตสูง ราว 30-40 เซนติเมตร พร้อมที่จะนำลงปลูกในแปลง แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องฝนไม่ตก ก็จำเป็นต้องรอการปลูกไว้ก่อน แต่เคยทำมาไม่ประสบปัญหาของเรื่องฝนแต่อย่างใด
การปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถว ห่างกัน 1.8 เมตร หลุมปลูกขุดขนาด 2 จอบ นำต้นกล้าที่จะปลูกมาคัดให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุด ถุงละ 4 ต้น กรีดถุงให้ขาด ถอดถุงออกก่อนนำต้นกล้าลงหลุมกลบดินให้แน่น ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 500 ต้น หลังปลูกเห็นว่าต้นกล้าตั้งตัวได้ดีแล้วเริ่มให้ปุ๋ยเร่ง สูตร 18-12-6 พอเริ่มออกดอกเปลี่ยนปุ๋ยเป็น สูตร 13-15-21 เมื่อออกดอกชัดเจนแล้วเริ่มคัดทิ้งให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

วิธีการคัดมะละกอให้เหลือหลุมละต้นนั้น ก็มีหลักเกณฑ์ของกลไกตลาด คือการสำรวจตลาดถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ว่า พื้นที่ใดมีความต้องการมะละกอแบบใด เช่น ผลยาว ผลป้อม หรือแบบเป็นพวง เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้วจึงคัดตามผลสำรวจที่ได้มา หลังจากปลูกผ่านไป 4 เดือน มะละกอจะเริ่มออกผล และทยอยออกผลไปจนถึง 2 ปี ก็จะหมดขั้นตอนการปลูกของรุ่น เตรียมหาสถานที่ปลูกแห่งใหม่ต่อไป แปลงมะละกอของคุณบัณฑิตที่ให้ผลผลิตอยู่ในขณะนี้ อยู่ห่างจากบ้านคุณบัณฑิต ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ในหุบเขา มีระบบน้ำจากชลประทาน ซึ่งฝังท่ออยู่ใต้ดิน จึงสะดวกสบายในการบริหารจัดการ เพียงแต่ต่อท่อแป๊บเข้าไปในสวนทำก๊อกน้ำไว้ตามจุด ใช้สายยางต่อจากก๊อกเดินรดได้ทันที


โรคระบาดในสวนมะละกอ ได้แก่ โรคไวรัสวงแหวน โรคราเป็นจุดดำที่ผล โรคเพลี้ยแป้ง ซึ่งมีให้เห็นมา 2 ปี หากพบการระบาดของไวรัสและราก็จะตัดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งทันที ส่วนพวกเพลี้ยแป้งก็จะใช้ยาปราบศัตรูพืชกำจัด


ด้านการตลาด มีการรวมกลุ่มผู้ปลูก ซึ่งกลุ่มคุณบัณฑิตมีอยู่ 30 ราย เพื่อสะดวกในการต่อรองราคากับพ่อค้า โดยทางกลุ่มจะหมุนเวียนกันเก็บผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่อง ตลาดที่รองรับมีหลายจังหวัด เช่น ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์ และสกลนคร ราคาขายเคยได้สูงสุด กิโลกรัมละ 14 บาท แต่ก็นานมาแล้ว ในปัจจุบันจะอยู่ระหว่าง .05-1.00 บาท เท่านั้น หากขายได้กิโลกรัมละ 3-5 บาท ก็สามารถทำให้ผู้ปลูกพอลืมตาอ้าปากได้ ส่วนผลผลิตต่อไร่ประมาณปีละ 2 ตัน โดยเฉลี่ย หากเป็นคนช่างสังเกตจะเห็นว่า ราคาขายส่งมะละกอจากส่วนแตกต่างจากราคาที่ตลาดสดค่อนข้างมาก หากมองไกลไปถึงแม่ค้าส้มตำยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะราคาส้มตำไม่เคยตกไปตามราคามะละกอจากสวน มีแต่จ้องจะขึ้นราคากันท่าเดียว จึงขอบอกฝากว่าให้นึกเห็นหัวอกหัวใจของผู้ปลูกกันบ้าง
ด้านค่าแรงงาน ส่วนแรกคือ ค่าเช่าที่ปลูก ตกไร่ละ 300-1,000 บาท ต่อปี ถูกแพงแล้วแต่ลักษณะของพื้นที่ ค่าแรงงานตอนปลูกวันละ 150-170 บาท ต่อคน แรงงานเก็บผลผลิตวันละ 200 บาท ต่อคน แรงงานฉีดยาปราบศัตรูพืชวันละ 400 บาท ต่อคน และอุปกรณ์ประกอบอื่นอีกมากมาย ก่อนทิ้งท้ายได้สอบถามถึงความแตกต่างของเพศมะละกอ ซึ่งคุณบัณฑิตไม่เคยได้ยินว่ามะละกอกะเทย แต่ที่รู้ก็คือชนิดดอกยาวมีเกสร เมื่อติดผลจะเป็นผลยาวๆ ชนิดดอกป้อม ไม่มีเกสร เวลาติดผลจะเป็นผลป้อมๆ และชนิดออกดอกเป็นพวงยาวเป็นสาย ซึ่งมีภาพถ่ายประกอบมาให้ดูด้วย


หากท่านสนใจศึกษาข้อมูลโดยตรงกับ คุณบัณฑิต มาตย์วิเศษ จะสอบถามโดยตรงหรือโทรศัพท์ก็ได้ หมายเลขโทรศัพท์ (087) 772-1613 ขอบคุณครับ

 








ไทยพาณิชย์คว้ารางวัลธนาคารยอดเยี่ยมจาก Euromoney
ผลฟุตบอล โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก วันที่ 23 ก.ค.57
เทสโก้ โลตัส แนะนำอาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพแบรนด์ “อิ่มอิ่ม” แคลอรี่ไม่ถึง 200 ต่อจาน
ซีพีเอฟ รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กร
รามคำแหงจัดงาน′แต่งผ้าไทยเทิดไท้มหาราชินี′
โสสุโก้ มอบเงินสนับสนุนโครงการ Gen A “รวมพลคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา”
บีทีเอสจัดกิจกรรม แม่ลูกผูกพัน
บล.ไทยพาณิชย์ จัดสัมมนา “เจาะลึกหุ้นไทยไตรมาส 3 ความเหมือน...ที่แตกต่าง”
ยู ซาปา เวียดนาม พร้อมรับนักท่องเที่ยวสิงหาคมนี้
(อ่านต่อ) คลิกอ่านโดยพลัน ...รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗