รศ. บัณฑิต หิรัญสถิตย์พร กับการทำปุ๋ยหมักใช้ในครัวเรือน

วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:29:59 น.






















บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ


การทำปุ๋ยหมักใช้เองที่บ้านหรือแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะทั่วไปตั้งแต่ครัวเรือน สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องเก็บและนำไปกำจัดลงได้เกือบครึ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะมูลฝอยลงไปในตัว ในธรรมชาติกองกิ่งไม้ใบหญ้าและวัสดุธรรมชาติก็จะเกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ และเกิดการหมักอยู่แล้ว เช่น การที่ชาวสวนกวาดเอาใบไม้ เศษหญ้า มาสุมที่โคนต้นแล้วปล่อยให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่อาจใช้เวลานาน แต่ถ้าเราควบคุมสภาพแวดล้อมให้ปัจจัยที่สนับสนุนการหมักเหมาะสมก็จะใช้เวลาน้อยลง นอกจากนี้ ในบ้านพักอาศัย และหน่วยงานต่างๆ มีการทิ้งเศษอาหารอยู่ทุกวัน ดังนั้น ถ้าสามารถนำวัสดุต่างๆ ที่จะทิ้งมาทำเป็นปุ๋ย ประโยชน์ที่เห็นได้ในทันทีคือ การลดภาระการขนวัสดุไปทิ้ง ไม่ต้องเผาทำลายกิ่งไม้ใบไม้ ลดภาระของเทศบาลในการกำจัดขยะ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี ส่วนประโยชน์ทางอ้อม คือช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน และช่วยลดภาวะโลกร้อน


 ปัจจัยสำคัญในการทำปุ๋ยหมัก

รองศาสตราจารย์ บัณฑิต หิรัญสถิตย์พร จากภาควิชาวิศวกรรมเกษตรและอาหาร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (081) 595-4432, (053) 878-123 อาจารย์บัณฑิตได้รวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหาการทำปุ๋ยหมักอย่างง่ายไว้ใช้เอง จากประสบการณ์จริง เผยแพร่ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจนำไปใช้ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง โดยได้อธิบายอย่างง่ายๆ ไว้ว่า ปัจจัยสำคัญในการทำปุ๋ยหมักมีหลายข้อที่ควรทราบ คือ ปัจจัยที่หนึ่ง อัตราส่วนวัสดุสีน้ำตาล : วัสดุสีเขียว โดย วัสดุสีน้ำตาล คือ ขยะอินทรีย์ที่มีสีน้ำตาล ลักษณะทั่วไปจะแห้ง มีองค์ประกอบของคาร์บอนมาก เช่น กิ่งไม้แห้ง ใบไม้แห้ง ฟางข้าว แกลบ ดอกไม้แห้ง หญ้าแห้ง ขี้เลื่อย และเปลือกถั่ว เป็นต้น วัสดุสีเขียว คือ ขยะอินทรีย์ที่มีสีเขียว ลักษณะทั่วไปจะชื้น มีองค์ประกอบของไนโตรเจนสูง เช่น หญ้าที่ตัดใหม่ๆ ดอกไม้สด เศษผักเศษผลไม้สด ขยะจากครัว เศษอาหาร และมูลสัตว์ เป็นต้น การหมักจะเกิดขึ้นได้เร็วและมีประสิทธิภาพต้องมีอัตราส่วนของวัสดุสีน้ำตาลและวัสดุสีเขียวที่เหมาะสม ประมาณ 30 : 1 ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือเอาของสด (วัสดุสีเขียว) ผสมกับของแห้ง (วัสดุสีน้ำตาล) ให้พอขลุกขลิก คือไม่แห้งหรือไม่แฉะเกินไป ถ้าแห้งเกินไปก็จะใช้เวลานานขึ้น ถ้าแฉะเกินไปก็จะเกิดการบูดเน่าแทนที่จะเกิดการหมักหรือย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ในการทำปุ๋ยหมักจริงๆ เราคงไม่ต้องมานั่งคำนวณให้ได้ เท่ากับ 30 : 1 แต่เราใช้วิธีการประมาณ เมื่อทดลองทำไปสักระยะหนึ่งก็จะมีความชำนาญเอง ในเบื้องต้นเพื่อความสะดวกก็จะประมาณเอาเป็นอัตราส่วน 1 : 1 หรือ 2 : 1 หรือ 3 : 1 โดยปริมาตร เป็นต้น วัสดุที่นำมาทำปุ๋ยควรตัดหรือย่อยให้มีขนาดเล็กลง จะทำให้การย่อยสลายหรือการหมักเกิดเร็วขึ้น ปัจจัยที่สอง คือ อากาศŽ คือต้องมีอากาศเข้าไปในกองหมัก จึงจะเกิดการหมักหรือการย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยหมัก ในการหมักจุลินทรีย์ต้องการออกซิเจน เพื่อทำให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ ในกระบวนการนี้จะไม่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเพราะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ แต่ถ้ากระบวนการนี้ไม่มีอากาศ ก็จะเกิดการบูดเน่า แทนการย่อยสลายตามธรรมชาติหรือการหมัก ปัจจัยที่สาม คือ ความชื้นŽ ถ้ากองหมักแห้งเกินไป การย่อยสลายก็จะใช้เวลานานขึ้น ถ้าแฉะหรือมีความชื้นมากเกินไป จะทำให้อากาศเข้าไปในกองหมักได้น้อยลง ทำให้เกิดการบูดเน่าแทนการย่อยสลาย ในบ้านเรามีอากาศร้อน ควรวางถังหมักไว้ในที่ร่มและมีแดดรำไร เพื่อไม่ให้กองหมักแห้งหรือมีความชื้นน้อยเกินไป อาศัยการสังเกตดูกองหมักโดยใช้มือจับดูว่ากองหมักแห้งเกินไปหรือชื้นเกินไป ถ้าจับกองหมักดูแล้วรู้สึกว่าแห้งกรอบ แสดงว่าแห้งหรือมีความชื้นน้อยเกินไป กองหมักที่ดีควรมีให้ความรู้สึกเหมือนผ้าที่แห้งหมาดๆ ปัจจัยที่สี่ คือ อุณหภูมิŽ ในการทำปุ๋ยหมัก นอกจากการใช้วัสดุสีน้ำตาลและสีเขียวให้ได้อัตราส่วน มีอากาศเข้าไปในกองหมัก มีความชื้นที่เหมาะสม ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ขนาดของกองหมัก ถ้ากองหมักมีขนาดเล็กเกินไปก็ไม่สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมไว้ได้ แต่ถ้าขนาดใหญ่เกินไปก็จะมีปัญหาที่อากาศไม่สามารถเข้าไปในกลางกองหมักได้ ก็จะเกิดการบูดเน่าของกองหมักเพราะอยู่ในสภาพที่ไม่มีอากาศ ในการทำปุ๋ยหมัก ถ้าทำได้ถูกต้อง กองปุ๋ยหมักจะมีอุณหภูมิสูงถึง 45-65 องศาเซลเซียส ซึ่งจะสามารถทำลายเชื้อโรคและเมล็ดพันธุ์ของพืชที่มีอยู่ในกองหมักได้ ถ้ากลับกองหมักบ่อยๆ ก็อาจได้ปุ๋ยที่พอจะนำไปใช้ได้เร็วขึ้น ถ้าการย่อยสลายสมบูรณ์แล้วอุณหภูมิจะลดลงจนไม่มีความร้อนเกิดขึ้นอีกภายในกอง


 การเลือกพื้นที่สำหรับการทำปุ๋ยหมัก

สถานที่ที่จะใช้หมักปุ๋ยควรให้ห่างจากบ้านหรือรั้วบ้านเล็กน้อย แต่ไม่ควรห่างมากเกินไป เพราะจะไม่สะดวกเวลานำวัสดุต่างๆ ไปใส่ในถังหมัก บ้านเราแดดค่อนข้างจัด ควรตั้งไว้ใต้ร่มไม้เพื่อให้มีแดดรำไร ถังหมักหรือคอกหมักควรตั้งอยู่บนพื้นดิน ไม่ควรตั้งบนพื้นปูนหรือคอนกรีต เพราะจะช่วยให้น้ำส่วนเกินซึมลงดินได้ และจะได้ประโยชน์จากไส้เดือน หนอนและจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในดิน ลักษณะของปุ๋ยหมักที่สามารถนำไปใช้งานได้ ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีจะมีลักษณะร่วนซุย มีสีน้ำตาลดำหรือสีดำ ค่อนข้างแห้ง มีกลิ่นหอมเหมือนดิน ไม่เกิดความร้อนภายในกองหมักแล้ว


 การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

อาจารย์บัณฑิต ได้แนะนำขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างง่ายคือ นำกิ่งไม้ใบไม้หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เปลือกถั่ว แกลบดิบ เศษไม้ที่ได้จากเครื่องย่อยไม้ ซังข้าวโพด ฯลฯ ใส่ในถังตาข่าย สูงประมาณ 15 เซนติเมตร นำขี้วัวมาเททับใบไม้สูงประมาณ 5 เซนติเมตร รดน้ำในให้ชุ่ม (น้ำประมาณ 5 ลิตร) ทำซ้ำอีก 3-4 ชั้น เราก็จะได้กองปุ๋ยหมักสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ชั้นบนสุด นำใบไม้ที่ย่อยแล้วมาเททับขี้วัว สูงประมาณ 5 เซนติเมตร รดน้ำในให้ชุ่ม นำพลาสติกใสมาพันรอบถังตาข่าย โดยให้พันสูงจากขอบล่างของถังตาข่าย ประมาณ 10 เซนติเมตร ถ้าไม่มีพลาสติกก็ไม่ต้องนำมาพันรอบถังก็ได้ แต่ต้องพยายามรดน้ำรอบถังตาข่ายเพื่อเพิ่มความชื้นให้แก่กองปุ๋ย อย่าปล่อยให้แห้ง รดน้ำทุกๆ 5-7 วัน ทำโดยใช้ไม้หรือเหล็กแทงเข้าไปในกองปุ๋ยให้เป็นรู เพื่อที่จะกรอกน้ำลงไป เนื่องจากเมื่อปุ๋ยยุบตัวลงจะมีความแน่นมากขึ้น การใช้ไม้หรือเหล็กแทงเข้าไปในกองปุ๋ยนอกจากจะเป็นการเติมน้ำแล้วยังเป็นการช่วยเติมอากาศเข้าไปในกองปุ๋ยอีกด้วย ใบไม้จะกลายเป็นปุ๋ยหมัก ในช่วงเวลาประมาณ 45-60 วัน (สังเกตกองปุ๋ยหมักจะยุบตัวลงประมาณ 30-40 เซนติเมตร และปุ๋ยหมักจะมีสีดำ ถ้าขุดลงไปจะไม่พบใบไม้แต่ใบไม้จะกลายเป็นปุ๋ยหมดแล้ว) ปุ๋ยหมักสามารถนำไปใช้ได้เลย การทำปุ๋ยหมักครั้งต่อไป ไม่จำเป็นต้องซื้อขี้วัวอีกก็ได้ เราสามารถใช้ปุ๋ยหมักที่เราทำไว้แทนขี้วัวได้เลย


การทำปุ๋ยหมักอย่างง่ายที่อยากจะแนะนำคือ การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่เหลือใช้ในครัวเรือนในวงบ่อซีเมนต์

นำบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80-100 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร มาวางบนอิฐหรือลูกปูน ให้ขอบล่างของบ่อซีเมนต์อยู่สูงจากพื้นดิน 15 เซนติเมตร นำใบไม้แห้งหรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใส่ในบ่อซีเมนต์ ให้สูง 40 เซนติเมตร แล้วนำเศษอาหารมาเทใส่โดยความสูงของเศษอาหารไม่ควรเกิน 30 เซนติเมตร (เมื่อใส่เศษอาหารลงไป ใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วที่อยู่ด้านล่างจะยุบตัวลง) แล้วนำใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วมาเททับอีกครั้ง โดยให้มีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรืออาจใส่เศษอาหารเป็นชั้นๆ ก็ได้ โดยใส่เศษอาหารสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วนำใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วมาเททับอีกครั้ง โดยให้มีความสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้พลั่วตักปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งกองอยู่ด้านล่างของบ่อซีเมนต์ไปใช้งานได้เลย ในระหว่างช่วงเวลาการหมัก กองปุ๋ยจะยุบตัวลง เราสามารถนำเศษอาหารมาเติมลงไปแล้วก็นำใบไม้ที่ย่อยมาเททับตามขั้นตอนที่ 2 เป็นชั้นๆ ได้เรื่อยๆ

 

อาจารย์บัณฑิต อธิบายถึงประโยชน์ของปุ๋ยหมักว่า ปุ๋ยหมักช่วยปรับปรุงสมบัติต่างๆ ของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช กรณีดินนั้นเป็นดินเนื้อละเอียดอัดตัวกันแน่น เช่น ดินเหนียว ปุ๋ยหมักก็จะช่วยทำให้ดินนั้นมีสภาพร่วนซุยมากขึ้น ไม่อัดตัวกันแน่นทึบ ทำให้ดินมีสภาพการระบายน้ำ ระบายอากาศดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำ หรือดูดซับน้ำที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้มากขึ้น คุณสมบัติในข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของปุ๋ย ส่วนในกรณีที่ดินเป็นดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินร่วนปนทราย ซึ่งส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และมีอินทรียวัตถุอยู่น้อย ไม่อุ้มน้ำ การใส่ปุ๋ยหมัก ก็จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และทำให้ดินเหล่านั้นสามารถอุ้มน้ำหรือดูดซับความชื้นไว้ให้พืชได้มากขึ้น

 

ประโยชน์ของปุ๋ยหมักอีกประการคือ ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้แก่ต้นพืชอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ โดยทั่วไปแล้ว ปุ๋ยหมักจะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารพืชที่สำคัญดังนี้ คือ ธาตุไนโตรเจนประมาณ 0.4-2.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ประมาณ 0.2-2.5 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียมในรูปที่ละลายน้ำได้ประมาณ 0.5-1.8 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณแร่ธาตุอาหารดังกล่าวจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเศษพืชที่นำมาหมัก และวัสดุอื่นๆ ที่ใส่ลงไปในกองปุ๋ย ถึงแม้ปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารหลักดังกล่าวอยู่น้อยกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยหมักมีข้อดีกว่าตรงที่ปุ๋ยหมักยังมีธาตุอาหารพืชชนิดอื่นๆ อีก เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก สังกะสี แมงกานีส โบรอน ทองแดง โมลิบดีนัม ฯลฯ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่น้อยกว่าธาตุอาหารหลัก เพียงแต่ต้นพืชต้องการในปริมาณน้อยเท่านั้นเอง


 เครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือนŽ นวัตกรรมใหม่จากไต้หวัน  

เป็นนวัตกรรมใหม่ของไต้หวันผลิตเครื่องทำปุ๋ยหมักใช้ในครัวเรือนเพื่อลดปัญหาขยะภายในบ้านและสร้างให้เกิดประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้เหล่านี้ โดยตัวเครื่องได้ออกแบบวิธีมาให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน รองรับขยะหรือเศษอาหาร เศษผักและผลไม้ในห้องครัวได้วันละ 2 กิโลกรัม โดยตัวเครื่องจะมีการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการหมัก และในตัวเครื่องยังมีใบพัดเหล็กที่คอยหมุนให้เศษอาหารคลุกเคล้ากันอยู่ตลอดเวลาหรือทุกครั้งที่เราเปิดและปิดฝา โดยจากข้อมูลพบว่าเครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือนดังกล่าวประหยัดไฟมาก ในไต้หวันขณะนี้เครื่องดังกล่าวถูกนำไปใช้ในบ้านเรือน โรงเรียน หน่วยงานต่างๆ และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ช่วยลดปริมาณขยะและลดภาวะโลกร้อน ซึ่งทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้นำเข้าจากไต้หวันมาทดลองใช้ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องทำปุ๋ยหมักในครัวเรือน ติดต่อได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โทร. (081) 901-3760


หนังสือ การทำปุ๋ยหมักใช้ในครัวเรือนŽ พิมพ์ 4 สี แจกฟรีพร้อมกับ หนังสือ ไม้ผลแปลกและหายาก เล่มที่ 1-เล่มที่ 3Ž รวม 4 เล่ม จำนวน 288 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์มูลค่ารวม 150 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398


 

 

 








สำนักหอสมุด ธรรมศาสตร์ มอบความสะดวกในการชำระค่าบริการ ด้วยบัตรสมาร์ทเพิร์ส
บสย. หนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่
ซีพีเอฟมอบเงินปรับปรุงโรงเรียนอนุบาลนาดี จ.ปราจีนบุรี
โชว์สุดยอด​ราโด งานเซ็นทรั​ล วอทช์แฟร์ ผลิตเพียง 499 เรือนทั่วโลก
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รุกตลาดผลิตภัณท์เฝ้าระวังระบบไฟฟ้า เปิดตัวเพาเวอร์มิเตอร์ 5000
สพฉ.จับมือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ย้ำ!ขั้นตอน “ห่วงโซ่การรอดชีวิต” เพิ่มโอกาสกู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉิน
เคทีซีจับมือพันธมิตรรายใหม่ โดมิโน่ส์ พิซซ่า มอบส่วนลด 15%
โปร สตีม เปิดสาขาใหม่ที่หัวหิน พร้อมโมบายคาร์วอช
ซีพี ชวนสิงห์นักปั่นร่วมกิจกรรม “CP I Love Egg ด้วยรักและไข่ไก่” ส่งเสริมคนไทยกินไข่เพิ่อสุขภาพแข็งแรง
ซัมซุงรวมพลังคนไทยวิ่งปล่อยแสง ส่งแรงเชียร์ ครั้งแรกในไทย