โทษสถานที่อยากไป : ตอนที่ 2

วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 17:29:12 น.




เสียว...สิกขิม

กั ง ต็ อ กž : หิมาลัยสมานฉันท์ ชาติพันธุ์ไร้พรมแดน


               ...อาณาจักรเดนจง หรือ หุบเขาแห่งทุ่งข้าวŽถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งในภาษาลิมปูว่า สุขิมŽ (Sukhim) แปลว่าบ้านใหม่ หรือบางตำราว่าหมายถึงบ้านแสนสุข ภายหลังจึงเพี้ยนเสียงไปเป็น สิกขิมŽ (Sikkim) ตราบจนวันนี้ โดยมีเมืองเอกอยู่ที่กังต็อก...

 

๑.

กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙

               มหกรรมฟุตบอลโลกที่เยอรมนีปิดฉากลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ชนะ มีสถิติใหม่ๆ ให้บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์มากมายแต่จะมีใครสักกี่คน ที่จดจำว่า World Cup ๒๐๐๖Ž คือมหกรรมกีฬานานาชาติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิว (Racialism) ด้วยการให้นักฟุตบอลชูป้าย หยุด! การเหยียดผิวŽ ก่อนการแข่งขันทุกคู่ ทุกสนาม

 

               แทบไม่น่าเชื่อว่าในประชากรกลุ่มที่ยึดถือ น้ำใจนักกีฬาŽ เป็นสิ่งสำคัญ ยังมีการฉกฉวยเอาความแตกต่างทางสีผิว เชื้อชาติ ศาสนามาเป็นเครื่องมือทำลายคู่ต่อสู้ เพื่อชัยชนะของตนเอง

 

               แรงกระเพื่อมจาก World Cup ๒๐๐๖Ž ภายหลังเสียงโห่ร้องของผู้ชนะเงียบลง ทำให้อดไม่ได้ที่จะรำลึกถึงดินแดนแถบเทือกหิมาลัยแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งชนทุกเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ สันติสุข

               ที่นั่นคือ กังต็อกŽ เมืองเอกของ สิกขิมŽ รัฐที่อยู่ตอนเหนือสุดของอินเดีย มีลักษณะเป็นติ่งยื่นขึ้นไป โดยมีเนปาลและภูฏานขนาบข้างอยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันออก  ส่วนทิศเหนือถูกประกบด้วยดินแดนทิเบตของจีน และทิศใต้ติดรัฐเบงกอลตะวันตก ที่มีโกลกาต้าเป็นเมืองหลวง ตามประวัติว่าชนพื้นเมืองเดิมของสิกขิม คือชาวเลปชาและชาวพูเธีย ซึ่งเป็นสาขาย่อยของชาติพันธุ์ทิเบต นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานตันตระ

 

               ทว่า เมื่อแรกย่างก้าวเข้าสู่กังต็อก เมืองหลวงของสิกขิม ผมเริ่มประจักษ์ถึงความสมานฉันท์ของผู้คนในดินแดนนี้  เมื่อพบว่ามี ลุงตะŽหรือธงมนตรา เครื่องมือช่วยสวดมนต์ของชาวพุทธวัชรยานประดับอยู่โดยรอบเทวาลัยหรือศาลบูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู ธงมนตรานั้นมี ๕ สีคือ เหลือง น้ำเงิน เขียว แดง ขาว แทนธาตุทั้งห้า คือ ดิน น้ำ ไม้ ไฟ เหล็กทุกผืนจะจารึกมนตราเพื่อให้ลมพัดมนต์ปลิวไปเป็นสิริมงคลแก่ชาวพุทธ

               แต่สำหรับสิกขิม ผมคิดว่านี่คือสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมากกว่า  ที่สำคัญคือวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า คือสีสันอันเปี่ยมเสน่ห์ชวนให้หลงใหล

              

               สายวันนั้น บนถนนมหาตมะคานธี (M.G. Marg) ถนนสายหลักที่พาดผ่านใจกลางเมืองกังต็อก  ผมได้พบคุณยายในชุดส่าหรีสีเหลืองสดใสยืนคอยรถเมล์กับหลานอยู่ด้านหน้าศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว  สอบถามได้ความว่าท่านเป็นชาวมาร์วารี หรือชาวฮินดูที่มาจากรัฐราชสถานส่วนเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ เป็นชาวเบงกาลี จากรัฐเบงกอล  ซึ่งส่วน

 

ใหญ่เข้ามาทำงานในธุรกิจท่องเที่ยว เพราะชาวเบงกาลีนิยมมาเที่ยวสิกขิม  ในขณะที่ตำรวจจราจรหนุ่มสาวรูปร่างหน้าตาคล้ายชาวทิเบต เพราะพวกเขาเป็นชาวพูเธีย กำลังตั้งแถวเตรียมออกปฏิบัติหน้าที่ตามท้องถนน

 

               ไม่ไกลกันคือกลุ่มพ่อแม่ลูกชาวฮินดูเนปาลตระกูล เฉตรีŽ ชื่อของพวกเขาบ่งบอกความผูกพันกับเทพเจ้า  โดยพ่อชื่อ กฤษณะ (อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์) แม่ชื่อ ลิลา ส่วนลูกสาวชื่อลักษมี (ชายาพระนารายณ์)

 

               ที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ ซึ่งผมแวะเข้าไปหาซื้อ Sikkim ExpressŽมาอ่าน สังเกตเห็นมีภาพ คุรุนานักŽ ศาสดาของชาวสิกข์ประดับอยู่คุณลุงเจ้าของร้านก็ดูมีอัธยาศัยไมตรี จึงชวนท่านสนทนา ทราบว่าท่านชื่ออโศก โอเบรอยŽ ต้นตระกูลเป็นชาวสิกข์จากรัฐปัญจาบ เรียกว่าชาวปัญจาบีŽ มาตั้งรกรากที่กังต็อกหลายชั่วอายุคนแล้ว

               ...ไม่เป็นปัญหาเลย เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้มานานแล้ว...Ž

 

               คุณลุงตอบข้อสงสัยของผม

 

               ...ข้างบ้านผมนั่นก็มุสลิม  ติดๆ กันนี่ก็ เนปาลีž แล้วยังมี บิฮารีžจากรัฐพิหาร เบงกาลีž จากเบงกอล  เราเป็นเพื่อนกันหมด  เรามีทั้งวัดพุทธ เทวสถานฮินดู โบสถ์คริสต์ มัสยิดอิสลาม วิหารสิกข์  ผมว่าส่วนหนึ่งที่เราไม่ขัดแย้งกัน เพราะพรรคการเมืองที่สิกขิมไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก จึงไม่มีการยุแหย่ให้คนทะเลาะกันเหมือนรัฐอื่นๆ ในอินเดีย...Ž

 

               ...โดยรวมๆ แล้วสุขสบายค้าขายคล่องใช่ไหมครับ?...Ž

 

               ...เรื่องค้าขายก็มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา  แต่ผมพอใจที่สิกขิมไม่ค่อยมีปัญหาอาชญากรรม  คุณจอดรถไว้ได้ไม่ต้องล็อก เผลอลืมกล้องไว้ก็ไม่หาย กลางค่ำกลางคืนเดินถนนปลอดภัย เพราะคนที่นี่เป็นมิตรแล้วกฎหมายก็แรง แถมมีตำรวจนอกเครื่องแบบเดินอยู่ทั่ว...Ž

 

               ...อยู่รวมกันหลายชนชาติอย่างนี้ แล้วจะสื่อสารกันยังไงครับ?Ž

 

               ...คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเนปาลี  เราก็ใช้ภาษาเนปาลบ้าง ฮินดีบ้างถ้ายังพูดกันไม่รู้เรื่องก็ใช้ภาษาอังกฤษ  แต่ในครอบครัวผมใช้ภาษาปัญจาบี...Ž

 

               คำตอบของคุณลุงทำให้ผมต้องทบทวนความทรงจำ แล้วเกิดคำถามใหม่ผุดพรายขึ้นมาแทน  ในเมื่อชนพื้นเมืองเดิมของสิกขิมเป็นชาวเลปชากับพูเธีย  แต่ทำไม...ประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเป็น เนปาลีŽ เอาละชาวพูเธียนั้นยังพอได้พบเห็น อย่างตำรวจจราจร หรือคนขับรถสองแถวที่บริการผมก็เป็น พูเธียŽ

               แต่ชาว เลปชาŽ เจ้าของถิ่นเดิมหายไปไหน?

              

               ๒.

               กังต็อกŽ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง ๑,๗๘๐ เมตร ถือว่าไม่สูงมาก  ทว่ารายล้อมด้วยทิวเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะยอดเขาคันเชงจุงกะ ซึ่งมองเห็นได้จากระเบียงโรงแรมที่ผมพัก ถือเป็นยอดเขาสูงอันดับสามของโลก ด้วยสถิติ ๘,๕๙๘ เมตร (เอเวอเรสต์ ๘,๘๔๐ เมตร) ชาวพุทธวัชรยานเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทพคันเชงจุงกะ พระโพธิสัตว์ผู้ทรงมีอารมณ์ร้อนดุจเปลวเพลิง ทรงคล้องพวงมาลัยทำจากหัวกะโหลกเหล่าปีศาจ และทรงสิงโตหิมะเป็นพาหนะ นัยว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรากฏในร่างดุร้าย เพื่อทำหน้าที่ปราบภูตผีวิญญาณร้าย

               นอกจากนั้น ยังเชื่อว่าบนยอดเขาคันเชงจุงกะเป็นที่เก็บสมบัติล้ำค่า ๕ ประการ ของชาวพุทธวัชรยาน คือ เกลือ อัญมณี คัมภีร์ ยารักษาโรค และชุดเกราะ

 

               เช้าวันนั้น ผมมีโอกาสมองกังต็อกจากมุมสูง  สังเกตเห็นตัวเมืองเรียงรายอยู่ตามเนินเขา  ข้อมูลเก่ารายงานว่า กังต็อกไม่มีที่ราบแม้สักสนามฟุตบอล  แต่วันนี้ ทางการสิกขิมยังอุตส่าห์หาที่ราบสร้างสนามฟุตบอลขึ้นจนได้ เห็นเมืองตั้งอยู่ในวงล้อมของทิวเทือกสลับซับซ้อนเช่นนี้แล้ว ทำให้นึกถึงคำกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของสิกขิมก็สลับซับซ้อนไม่แพ้กัน

 

               เหตุเกิดในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือเมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้วเจ้าชายตาชิแห่งแคว้นคัม (ดินแดนฝั่งตะวันออกของทิเบต) ซึ่งภายหลังได้รับการยกย่องเป็น คุรุตาชิŽ (Guru Tashi) เกิดนิมิตว่าพระองค์ควรเดินทางไปค้นหาความรุ่งโรจน์ของชีวิต ณ เดนจงŽ หรือ หุบเขาแห่งทุ่งข้าวŽ ทางตอนใต้ของทิเบต (สิกขิมปัจจุบัน)  ท่านจึงออกเดินทางพร้อมโอรส ระหว่างทางพบชาวบ้านกำลังสร้างวัด แต่ยกเสาไม่ขึ้น  แต่โอรสองค์โตของตาชิกลับยกได้ด้วยมือเดียว  จึงได้รับสมญานาม ฆเย บุมซาŽ ซึ่งแปลว่า ผู้เหนือกว่าคนกล้านับหมื่นŽ

 

               ฆเย บุมซา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ  ทว่าตัวท่านไม่มีทายาทสืบสกุลพระลามะรูปหนึ่งจึงแนะนำให้ไปขอพรจากหัวหน้าชาวเลปชาชื่อ ธีฆุงเต็กŽ ซึ่งฆเย บุมซา ดั้นด้นไปจนเจอที่เมืองกังต็อก  แล้วในที่สุดเขาก็ได้ลูกชาย ๓ คนมาเชยชม สมดังคำอำนวยพรของ ธีฆุง เต็กŽ ฆเย บุมซาจึงกรีดเลือดเป็นสัตย์สาบานว่าจะนับถือท่านผู้นำเลปชาเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ พร้อมทั้งลงหลักปักฐานอยู่ ณ หุบเขาแห่งทุ่งข้าวŽ หรือ เดนจงŽแห่งนี้ จนมีลูกหลานเติบใหญ่ไปแต่งงานกับชาวเลปชาและชนเผ่าอื่นๆในแถบนี้ กลายเป็นชนเผ่าใหม่ที่เรียกว่า พูเธียŽ

 

               รูปปั้นขนาดใหญ่ใจกลางเมืองกังต็อก เป็นรูปฆเย บุมซา ค้อมคารวะให้ธีฆุง เต็ก ซึ่งผมได้ประจักษ์เช้าวันนั้น บ่งบอกว่ารัฐสิกขิมให้ความสำคัญกับตำนานนี้มากทีเดียว ในฐานะที่เป็นจุดกำเนิดของดินแดนนี้ ที่สำคัญคือ ในตำนานยังระบุว่าเมื่อให้สัตย์สาบานเป็นพี่น้องกันแล้วชาวเลปชาได้มอบอำนาจการปกครอง เดนจงŽ หรือหุบเขาแห่งทุ่งข้าวให้แก่ฆเย บุมซา  ดังนั้น เมื่อมีการสถาปนาระบอบกษัตริย์แห่งอาณาจักรเดนจงขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๑๘๕ (ร่วมสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) มีปฐมกษัตริย์พระนามว่า พุนฌก นัมเกลŽ พระองค์ทรงเป็นโหลนของฆเย บุมซานั่นเอง

 

               ราชธานีแรกของ เดนจงŽ ในระบอบกษัตริย์อยู่ที่เมืองย็อกซัมก่อนจะย้ายไปเมืองรัปเดนเฌ ในรัชสมัยพระเจ้าเทนซุง นัมเกล ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๑๓ พระองค์ทรงมีมเหสีองค์ที่ ๓ เป็นธิดาหัวหน้าชาวลิมปูชนเผ่าทางทิศตะวันตกติดเนปาล อาณาจักรเดนจง หรือ หุบเขาแห่งทุ่งข้าวŽ จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งในภาษาลิมปูว่า สุขิมŽ (Sukhim) แปลว่าบ้านใหม่ หรือบางตำราว่าหมายถึงบ้านแสนสุข ภายหลังจึงเพี้ยนเสียงไปเป็น สิกขิมŽ (Sikkim) อย่างที่เรียกกันทุกวันนี้

 

               ทว่า บ้านแสนสุขย่อมเป็นที่หมายปองของดินแดนรอบข้าง  ทั้งเนปาลและภูฏาน ต่างส่งกำลังเข้ารุกรานสิกขิม จนต้องย้ายราชธานีหนีจากรัปเดนเฌ ไปที่ ธุมลงŽ ใน พ.ศ. ๒๓๕๗ เป็นเวลาเดียวกับที่จักรวรรดินิยมอังกฤษได้อินเดียเป็นเมืองขึ้น แล้วเริ่มรุกคืบสู่ดินแดนหิมาลัยทำสงครามกับกองทัพกุรข่าของเนปาล จนเนปาลยอมถอนทหารและคืนดินแดนที่ยึดครองไว้ให้สิกขิม  กษัตริย์สิกขิมจำยอมต้องยกดินแดนบางส่วนคือ ดาร์จีลิงŽ ตอบแทนให้อังกฤษ  จนในที่สุด สิกขิมก็ตกเป็น รัฐอารักขาŽ (Protectorate State) ของอังกฤษ หมายความว่าแม้กษัตริย์สิกขิมจะยังทรงพระราชอำนาจ แต่ก็ภายใต้คำปรึกษาจากข้าหลวงอังกฤษ

 

               เงื่อนปมอันสลับซับซ้อนของสิกขิมยิ่งเขม็งเกลียว  ในรัชสมัยพระเจ้าโธทุป นัมเกล รัชกาลที่ ๙ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๓๗ พร้อมกับย้ายราชธานีจากธุมลง สู่ กังต็อกŽ เป็นห้วงยามที่ชาวเนปาลหลั่งไหลเข้ามาในสิกขิมเพื่อเป็นแรงงานให้อังกฤษ  โดยเฉพาะในภารกิจสร้างเส้นทางการค้าเชื่อมอินเดียกับทิเบต เสร็จแล้วก็พากันตั้งถิ่นฐานทำกิน ณ บ้านใหม่อันแสนสุขŽ เสียเลย  พอถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษสิ้นสภาพเจ้าอาณานิคม สิกขิมอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าตาชิ นัมเกล (โอรสพุนฌกนัมเกล) การเมืองสิกขิมก็เข้าสู่วังวนของความขัดแย้ง ระหว่างชาวเลปชาชาวพูเธีย ชนพื้นถิ่นเดิม กับชาวเนปาล ซึ่งอพยพเข้ามาไม่ขาดสาย กระทั่งกลายเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ถึงร้อยละ ๗๕ ของสิกขิม!

 

               ตาชิ นัมเกล กลายเป็นกษัตริย์ของราษฎรส่วนข้างน้อยในราชอาณาจักรของพระองค์เอง!

               พุทธศักราช ๒๕๑๖ ปีปฏิวัติประชาธิปไตยของสยามประเทศสิกขิมอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าปาลเดน ธอนดุป นัมเกล รัชกาลที่ ๑๒ และเกิดมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นในสิกขิมเช่นกัน  กระทั่งลุกลามกลายเป็นจลาจล ถึงขั้นต้องร้องขอให้รัฐบาลอินเดียส่งกำลังเข้าระงับเหตุ และส่งที่ปรึกษามาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ยังผลให้เกิดการเลือกตั้งในปี ๒๕๑๗ กษัตริย์สิกขิมถูกลดสถานะเป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญแต่ก็มีความขัดแย้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่เนืองๆ นำมาซึ่งการลงประชามติในปี ๒๕๑๘ ให้ราชอาณาจักรสิกขิมไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย

 

               ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๘ รัฐบาลอินเดียประกาศรับสิกขิมเป็นรัฐที่ ๒๒ อย่างเป็นทางการ ราชสำนักสิกขิมแห่งราชวงศ์นัมเกล ๑๒ รัชกาลปิดฉากลง ณ ตรงนี้

              

๓.          

เกร็ดพงศาวดารสิกขิมเล่าว่า เมื่อพุนฌก นัมเกลได้รับการสถาปนาเป็นปฐมกษัตริย์ของสิกขิมเมื่อราว ๓๐๐ ปีก่อนนั้น เกิดจากมีพระลามะนิกายหมวกแดงชั้นเกจิอาจารย์ผู้มีตบะแก่กล้า ๓ รูป เหาะเหินจากทิเบตตามนิมิตบัญชาอันศักดิ์สิทธิ์ ให้มาสถาปนา ธรรมราชาŽ ในดินแดนอันเร้นลับ แล้วมีมติจากการเข้าฌานว่าผู้มีคุณสมบัติตามนิมิตอันศักดิ์สิทธิ์คือชายหนุ่มชาวเมืองกังต็อก นาม พุนฌกŽ ผู้เป็นโหลนของฆเย บุมซา

 

               หากตีความว่า นิมิตศักดิ์สิทธิ์Ž มีความหมายเดียวกับคำว่า ฟ้าลิขิตŽ  บางทีชะตากรรมของสิกขิมและราชวงศ์นัมเกล ก็ประหนึ่งถูกลิขิตมาแล้ว จนยากจะมีใครแข็งขืน

 

               Rajesh Verma รายงานไว้ในบทความ The Last King of SikkimŽว่า ปาลเดน ธอนดุป นัมเกลŽ กษัตริย์องค์สุดท้ายของสิกขิม สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งในปี ๒๕๒๕ ในขณะที่พระราชโอรสองค์กลาง คือเจ้าชายวังชุก ยังประทับอยู่ในพระราชวัง ซึ่งกลายเป็นอดีตที่ค่อยๆ ถูกลืมเลือนในเงื่อนไขที่พลเมืองสิกขิมส่วนข้างมากไม่ใช่ทั้งชาวเลปชาและพูเธีย ซึ่งผูกพันกับราชวงศ์มาแต่อดีตกาล

 

               ชาวเลปชาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรอยู่ในชนบท  ผลผลิตสำคัญคืออบเชย ขิง และส้ม โดยเฉพาะอบเชยถือเป็นสินค้าสำคัญของรัฐสิกขิมส่งออกไปจำหน่ายทั่วประเทศอินเดีย  ชาวเลปชาที่ผมมีโอกาสได้พบเพียงคนเดียว คือ โซนัม เกลเซน เทนซิง ลูกชายเจ้าของโรงแรม โซนัม ดิเล็กŽที่ผมพัก ซึ่งมีพนักงานส่วนใหญ่เป็นเนปาลีและพูเธีย  ผมจึงสงสัยว่าพวก

 

เขาสื่อสารกันด้วยภาษาอะไร  คำตอบคือภาษาเนปาลีกับอังกฤษ  แม้แต่หนุ่มโซนัมเองก็พูดภาษาเลปชาได้น้อยมาก จนต้องใช้ภาษาเนปาลีกับอังกฤษสื่อสารกับพ่อแม่

 

               สะท้อนว่ารัฐที่ ๒๒ ของอินเดียคือสิกขิมนั้น  ในทางพฤตินัยคือจังหวัดหนึ่งของเนปาลมากกว่า!

               ทว่า นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข จนพรมแดนแห่งชาติพันธุ์ที่แบ่ง เขาŽ กับ เราŽ แทบจะลบเลือนไป นำมาซึ่งข้อความอันแสดงออกถึงความภาคภูมิใจของชาวสิกขิมปรากฏบนแผ่นโปสเตอร์เฉลิมฉลอง ๓๐ ปีที่สิกขิมเข้าร่วมกับอินเดีย ปี ๒๕๔๘ ที่ว่า...

 

               เราคือ ๑ ใน ๑๐ รัฐระดับแนวหน้าของประเทศ

               เราคือรัฐที่มีผลงานดีเด่นด้านการจัดการศึกษา

               เราคือรัฐที่ท่านประธานาธิบดีอินเดียชื่นชมในความสามารถรักษาสภาพแวดล้อมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

               เราคือรัฐที่มีสันติสุขและความสงบเรียบร้อย

 

               ในวาระแห่งความสุขตลอด ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา  ขอผองเรามาช่วยกันรังสรรค์ สิกขิมž ให้เป็นรัฐต้นแบบของประเทศเทอญŽ

              

               แม้ข้อความอันภาคภูมิใจดังกล่าว จะลงนามว่ามาจาก สำนักประชาสัมพันธ์แห่งรัฐสิกขิมŽ  แต่นั่นก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าความเป็นจริงที่ผู้ไปเยือนได้สัมผัส ว่านี่คือดินแดนแห่งความสมานฉันท์ของเผ่าพันธุ์แห่งทิวเทือกหิมาลัยที่ยิ่งใหญ่

 

               โดยมิพักต้องไปยกป้ายประกาศรณรงค์ให้ผู้คนยุติการเหยียดผิวชังพันธุ์กันและกัน...แต่อย่างใดเลย

              


บนเส้นทาง ฌางกู่ž อู่น้ำหิมาลัย

...นี่คือเส้นทางยุทธศาสตร์สายหนึ่งของโลก เพราะเคยเป็นเส้นทางการค้าเก่าแก่ระหว่างจีนกับอินเดีย ยุค เส้นทางสายแพรไหมŽเมื่อราว ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว ภาพขบวนล่อลำเลียงขนแกะ ขนแพะทองคำ เกลือหินสำหรับทำเกลือสินเธาว์ ฯลฯ ยังไม่เลือนจากความทรงจำของผู้คน เช่นเดียวกับตำนานล่อเคราะห์ร้าย ที่ลื่นหล่นลงไปตายในหุบเหวลึกเบื้องล่างอยู่เนืองๆ...


๑.          

  ๙ เมษายน ๒๕๔๙ 

               อุณหภูมิที่กรุงเทพมหานครยามนี้ อาจพุ่งสูงถึง ๓๙ องศาเซลเซียสแต่เบื้องหน้าผมเวลานี้ คือขุนเขาและป่าสนที่มีร่องรอยว่าหิมะยังละลายไม่หมด สองฟากฝั่งถนนที่ล้อรถบดผ่าน มีกองหิมะขาวโพลนไปตลอดทาง  บางช่วงตอนยังเห็นรถกวาดหิมะของหน่วยทหารกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อเปิดทางให้รถของประชาชนผ่านได้สะดวก

 

               ใครขืนเอาน้ำมาสาดเล่นกันที่นี่เหมือนเชียงใหม่ตอนนี้ มีหวังได้โกรธกันตาย เพราะขนาดนั่งในรถจี๊ปปิดหน้าต่างหมด ยังต้องมีเสื้อแจ๊กเก็ตหนาๆ ให้ความอบอุ่น

 

               ที่นี่ไม่ใช่ยุโรป หากคือ สิกขิมŽ ดินแดนทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุดของอนุทวีปอินเดีย ส่วนที่ติดกับเขตทิเบตของจีน ซึ่งขณะนี้ยังเป็นปลายฤดูหนาว  ในขณะที่ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังใกล้ถึงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรมาใกล้โลกที่สุด...เข้าไปทุกที

 

               นี่คือทางหลวงสาย กังต็อก-นาธูลาŽ (Gangtok-Nathula Highway)ระยะทาง ๕๖ กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นที่ กังต็อกŽ-เมืองเอกของรัฐสิกขิมเลียบเลาะแนวเขาสูงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก สู่ปลายทางที่ช่องเขานาธูลาŽ เขตแดนอินเดีย-จีน หรือสิกขิม-ทิเบต ที่ระดับความสูง ๔,๓๒๐เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง  จึงนับเป็นทางรถยนต์ที่สูงที่สุดสายหนึ่งของโลก และจากจุดนี้อีกราว ๔๐๐ กิโลเมตร จะถึง ลาซาŽ เมืองหลวงของเขตทิเบต ดินแดนหลังคาโลก

 

               นี่คือเส้นทางยุทธศาสตร์สายหนึ่งของโลก เพราะเคยเป็นเส้นทางการค้าเก่าแก่ระหว่างจีนกับอินเดีย ยุค เส้นทางสายแพรไหมŽ เมื่อราว ๑,๕๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว ภาพขบวนล่อลำเลียงขนแกะ ขนแพะ ทองคำ เกลือหินสำหรับทำเกลือสินเธาว์ ฯลฯ ยังไม่เลือนจากความทรงจำของผู้คน เช่นเดียวกับตำนานล่อเคราะห์ร้าย ที่ลื่นหล่นลงไปตายในหุบเหวลึก

เบื้องล่างอยู่เนืองๆ

               นี่คือเส้นทางที่ตัดผ่านผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง  ปัจจุบันคือเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ คยองโนสลาŽ (Kyongnosla Alpine Sanctuary)บ้านอันอบอุ่นของ แพนด้าแดงŽ (Red Panda) สัตว์สัญลักษณ์แห่งรัฐสิกขิม และไก่ฟ้า (Blood Pheasant) นกประจำรัฐสิกขิม ยังไม่นับสัตว์ป่าหายากอีกนานาชนิด อาทิ หมีดำ แพะภูเขา เสือดาว และพันธุ์ไม้เมืองหนาวเขตหิมาลัยอีกนับไม่ถ้วน รวมทั้ง โรโดเดนดรอนŽ

 

(Rhododendron)หรือ กุหลาบพันปีŽ ที่เรารู้จักกันดี เพราะมีมากบนดอยอินทนนท์ อันเป็นสิ่งยืนยันว่าอินทนนท์คือส่วนหนึ่งของทิวเทือกหิมาลัยที่ยิ่งใหญ่

 

               แต่...เส้นทางพิสุทธิ์สายนี้ ต้องถูกปิดตายจากโลกภายนอก เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างจีนกับอินเดีย พ.ศ. ๒๕๐๕ สืบเนื่องจากเมื่อจีนยึดครองทิเบตได้แล้ว ก็อ้างสิทธิ์เหนือดินแดนสิกขิม ด้วยเหตุผลว่าสิกขิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของทิเบต  เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นการปะทะกันทางทหารที่เรียกว่า สงครามอินเดีย-จีนŽ (The Indo-China War หรือSino-Indian War) ส่งผลให้ชาวสิกขิมและทิเบตตามแนวชายแดนล้มตายไปจำนวนมาก กว่าที่จีนจะเลิกยุ่งกับสิกขิม ก็เมื่อสิกขิมเข้าร่วมเป็นรัฐหนึ่งของอินเดียใน พ.ศ. ๒๕๑๘

 

               แต่กระนั้น ช่องเขานาธูลา ก็ยังถือเป็นพื้นที่ทางทหารที่มีความเข้มงวดเป็นพิเศษ  อนุญาตให้เฉพาะชาวอินเดียที่ถือหนังสืออนุมัติจากกรมตำรวจเท่านั้นที่จะเดินทางเข้าไปได้  จนกระทั่งสัมพันธภาพระหว่างจีน-อินเดีย เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจนำการเมืองการทหาร  ด่านนาธูลาก็กลับกลายเป็นช่องทางการค้ายุคโลกาภิวัตน์  โดยมีพิธีเปิดด่านอย่างเป็นทางการครั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙  หลังจากปิดตายเพราะความขัดแย้งมานานกว่า ๓ ทศวรรษ

 

               อันเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ทางการค้ามหาศาล โดยเฉพาะจีน การเปิดด่านนาธูลาเท่ากับการเปิดช่องทางออกทะเลให้สินค้าในเขตที่ราบสูงทิเบตทั้งหมด ซึ่งอยู่ใกล้เมืองท่าโกลกาต้า (กัลกัตต้า-เดิม) ของอินเดีย มากกว่าเมืองท่าทุกเมืองของจีน

 

               แปลกดีนะ! ยุคสมัยหนึ่ง การแย่งชิงพื้นที่ทางการค้าก่อให้เกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจมานับครั้งไม่ถ้วน  แต่วันนี้ ผลประโยชน์ทางการค้ากลับกลายเป็นเงื่อนไขให้สันติภาพหวนคืนสู่ดินแดนที่เคยร้อนระอุเช่น นาธูลาŽ อย่างปฏิเสธมิได้เช่นกัน

 

               ว่าแต่ว่าแล้วผมกับเพื่อนร่วมทางมาทำอะไรกันบนเส้นทางสายนี้ในเดือนเมษายน ซึ่งด่านยังไม่เปิด และชาวต่างชาติก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังช่องเขานาธูลา?

              

              

๒.

               ...ในอดีต พระลามะเคยศึกษาสีของน้ำในทะเลสาบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายดวงชะตาเมือง  หากปีไหน น้ำในทะเลสาบที่เคยใสสะอาด กลับกลายเป็นสีขุ่นคล้ำ  นั่นหมายถึงให้ชาวเมืองเตรียมรับมือกับความยุ่งยากที่จะตามมา...Ž (Rajesh Verma. Sikkim-Darjeeling-Bhutan, ๒๐๐๔)

              

               สายวันนั้น

 

               ขบวนรถของเราเคลื่อนไปตามทางหลวงสายกังต็อก-นาธูลา ซึ่งคดโค้งไปตามไหล่เขาที่มีสภาพธรรมชาติคล้ายเทือกเขาแอลป์ในยุโรป จึงเรียกว่าเป็นธรรมชาติแบบ แอลไพน์Ž (Alpine) ส่วนที่ใช้คำว่า ขบวนรถŽก็มิได้หมายว่าผมและเพื่อนร่วมทางจะยกโขยงกันไปมากมาย  เพียงแต่พาหนะที่ชาวสิกขิมนิยมใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ คือรถจี๊ปขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งคล่องตัวและปลอดภัยกว่ารถบัส ในสภาพถนนที่แคบ คดโค้งและมีหิมะปกคลุมบางช่วงตอน

               เราหยุดรถที่จุดตรวจแรกบริเวณเนินหนุมาน หรือ หนุมานต็อก Ž(Hanumantok)  จากนั้นแวะยืดเส้นยืดสายที่น้ำตกเล็กๆ ชื่อ คยองโนสลาŽ (Kyongnosla Water Fall) แล้วหยุดให้เจ้าหน้าที่ตรวจใบอนุญาตอีกครั้งที่จุดตรวจหลักไมล์ที่ ๑๕Ž (Fifteen Miles Police Check Post) เพื่อยืนยันว่าเราเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในเขตพิเศษของอินเดียโดยได้

 

รับอนุญาต จากนั้นเราก็มุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจ อันถือเป็นจุดสุดท้ายที่ชาวต่างชาติจะไปถึงได้

               นั่นคือทะเลสาบฌางกู่ (Changgu Lake) ที่หลักกิโลเมตรที่ ๓๘หรืออีกเพียง ๑๘ กม. จะถึงช่องเขานาธูลา ด่านชายแดนจีน-อินเดีย ช่องทางการค้าที่ยิ่งใหญ่แต่โบราณกาล

 

               ถึงเวลานี้ เรารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายเริ่มจากอาการมึนเล็กน้อยบริเวณท้ายทอย  ซึ่งหากยิ่งวิตกกังวลก็ดูเหมือนมันจะคุกคามเราหนักข้อขึ้น  เพราะนี่คือปฏิกิริยาที่ร่างกายเราตอบสนองต่อสภาพพื้นที่สูงถึง ๓,๗๕๓ เมตร หรือ ๑๒,๓๑๐ ฟุต จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สูงกว่าดอยอินทนนท์ถึง ๑,๑๘๘ เมตร ส่งผลให้ออกซิเจนในอากาศเบาบางขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเหนื่อยหอบได้ง่ายหากขยับร่างกายเร็วเกินไป

 

               นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิกิริยาที่สูงŽ หรือ AltitudeSicknessŽ!

 

               แน่นอนว่าคนที่มาจากระดับความสูง ๐ เมตร รทก. อย่างชาวกรุงเทพมหานคร ย่อมถูกจู่โจมง่ายกว่าผู้คนแถบเทือกหิมาลัย  แต่ถ้ารู้จักประมาณตนในการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่วิตกกังวล  หรือพูดง่ายๆว่าถ้าเพียงแค่มึนๆ ไม่ถึงกับอาเจียน แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้เสียบ้าง อาการก็จะไม่ลุกลามไปมากกว่านี้  ดีที่สุดคือทำใจให้รื่นรมย์กับธรรมชาติรอบกายนั่นเอง

 

               แล้วไม่นานเกินสิบนาทีที่ลงจากรถ ก็ดูเหมือนผมจะหลงลืมอาการมึนไปเสียสิ้น เมื่อทะเลสาบฌางกู่เต็มตาอยู่เบื้องหน้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าบนความสูงเกือบ ๔,๐๐๐ เมตรเช่นนี้ ยังจะมีทะเลสาบขนาดใหญ่และลึกถึง ๑๕ เมตร ทอดตัวอยู่ในหุบเขาหิมะอย่างสงบงาม  และในขณะที่ก้อนน้ำแข็งในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย กำลังหลอมละลายอย่างรวด

 

เร็วด้วยความร้อนระอุของเดือนเมษายน  ทว่า ผิวน้ำในทะเลสาบฌางกู่ยังคงจับตัวเป็นแผ่นแข็งคล้ายกระจกบานใหญ่

               ชวนให้นึกถึงความเชื่อของชาวทิเบตแต่โบราณที่ว่าทะเลสาบคือกระจกที่เทพธิดาผู้เลอโฉมบนสรวงสวรรค์ ทำร่วงหล่นลงมายังโลกมนุษย์ชาวทิเบตจึงนับถือน้ำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เมื่อตักขึ้นมาจากแหล่งน้ำใดก็ตาม จะต้องทำหิ้งไว้ตั้งภาชนะใส่น้ำ ไม่อาจวางน้ำไว้กับพื้นดินหรือพื้นบ้านธรรมดาได้  ความเชื่อนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งมาสมทบ  คือเมื่อมีคนตาย หากไม่นำศพขึ้นไปชำแหละบนหน้าผาสูงเพื่อให้แร้งกากินเป็นการอุทิศทานครั้งสุดท้าย ชาวทิเบตก็จะชำแหละศพให้ปลากิน  ด้วยความเชื่อว่าปลาจะเป็นสื่อนำดวงวิญญาณผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์ได้เช่นเดียวกับแร้งกา

               ปลาและน้ำจึงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทิเบตพึงเคารพสักการะ!

 

               กล่าวเฉพาะ ฌางกู่Ž เป็นทะเลสาบรับน้ำที่ไหลจากหิมะละลายจากเทือกเขาโดยรอบ ชื่อ ฌางกู่Ž (Changgu) เป็นภาษาทิเบต หรือซอมโกŽ (Tsomgo) ในภาษาพูเธีย ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาทิเบตเช่นกัน คำว่า ฌางŽ หรือ ซอมŽ หมายถึงทะเลสาบ ส่วน กู่Ž หรือ โกŽแปลว่าศีรษะ ฌางกู่Ž หรือ ซอมโกŽ จึงหมายถึงทะเลสาบอันเป็นต้นน้ำหรืออู่น้ำ (Source of the lake)

 

               ไม่น่าแปลกใจที่ชาวเลปชาและพูเธีย ชาติพันธุ์สาขาของทิเบตจะนับถือทะเลสาบฌางกู่เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถึงขั้นเล่าขานกันว่าในอดีตกาล ยุคที่สิกขิมยังอยู่ในระบอบกษัตริย์  อีกทั้งพระลามะยังมีบทบาทสูงทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร  พระลามะหลวงจะทำนายดวงเมืองจากการเพิ่งกสิณดูน้ำในทะเลสาบฌางกู่  หากสีน้ำในนิมิตปรากฏเป็นสีคล้ำ

 

นั่นหมายถึงลางบอกเหตุว่าปีนั้นบ้านเมืองจะประสบเภทภัย

               อยากรู้จังว่าปี ๒๕๑๖ ที่เกิดเหตุวุ่นวายในสิกขิม จนนำไปสู่ฉากสุดท้ายของระบอบกษัตริย์  เมื่อสิกขิมต้องรวมเป็นรัฐหนึ่งของอินเดียในปี ๒๕๑๘ สีของน้ำใน ฌางกู่Ž จะเป็นเช่นไร?

              

              

๓.

               วันนี้เป็นวันอาทิตย์

               นักท่องเที่ยวจากอินเดียจึงคึกคักเป็นพิเศษ ภาพขบวนจามรีนำผู้มาเยือนเคลื่อนไปชมธรรมชาติท่ามกลางหิมะขาวโพลน  ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ราวเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม จะมีดอกพริมูลา ไม้ดอกตระกูลเดียวกับ พริมโรสŽ หลากสี แต่งแต้มอยู่ริมทะเลสาบ และมีปลาเทราต์ (Rainbow Trout) แหวกว่ายอยู่ในน้ำ

               และยังอาจได้เห็นบริษัทหนังของอินเดีย ยกกองถ่ายมาใช้ฉากธรรมชาติอันตระการตาของ ฌางกู่Ž เป็นฉากหนังเรื่องใหม่  แต่ยังรักษาแนวการดำเนินเรื่องแบบที่ต้องมีพระเอกกับนางเอกวิ่งข้ามเขาสามลูกเพื่อร้องเพลงจีบกัน...ไว้อย่างเคร่งครัด

 

               ยิ่งเมื่อขบวนเคลื่อนผ่านสะพานหรือช่องเขา จะเห็น ลุงตะŽ หรือทิวธงมนตราหลากสีของชาวพุทธนิกายวัชรยาน หรือพุทธศาสนาแบบทิเบต พลิ้วไหวเหนือพื้นหิมะขาวโพลน ยิ่งขับให้สีเหลือง คราม แดงเขียว และขาว แทนธาตุท








CPF คว้ารางวัล PM Business Enterprise Award 2014
เคทีซีชวนสมาชิกซื้อผลิตภัณฑ์ซีออยล์ พร้อมร่วมสมทบทุนศิริราชมูลนิธิ
ลอรีอัล ประเทศไทย แนะนำ 3 แบรนด์เมคอัพและสกินแคร์คุณภาพระดับโลก
GECASและเวียดเจ็ทลงนามในสัญญาขายและเช่ากลับเครื่องบินแอร์บัสสองลำ
CPF Cycle Club ร่วมกิจกรรมวัน Car Free Day
Volkswagen of America เปิดตัว ‘เว็บไซต์หาคู่’ สำหรับผู้ซื้อรถยนต์
ผลฟุตบอลกัลโช เซเรียอา อิตาลี วันที่ 21 ก.ย.57
ผลฟุตบอลลีกเอิง ฝรั่งเศส วันที่ 21 ก.ย.57
ผลฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี วันที่ 21 ก.ย.57
เอาใจนักช้อป…ไอซีซี จัดงาน His & Her Fair ลดสูงสุด 70% วันที่ 23-30 กันยายนนี้