นิติรัฐ หรือ นิติราษฎร์

วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.




โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2554)




โฆษกพรรค ปชป.แถลงปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์แทนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ตรงไหนเป็นการตอบโต้ของคุณอภิสิทธิ์ และตรงไหนเป็นการตอบโต้ของตัวโฆษกเอง ไม่สู้จะชัดนัก

อย่างไรก็ตาม คุณอภิสิทธิ์มิได้ปฏิเสธคำแถลงของโฆษก จึงต้องถือว่าทั้งหมดนั้นเป็นความเห็นของคุณอภิสิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็มีความเห็นสอดคล้องตามคำแถลง

คุณอภิสิทธิ์เคยพูดเองมาก่อนว่า ตัวเขาเอาแต่นิติรัฐ ไม่เอานิติราษฎร์ ประหนึ่งว่าสองอย่างนี้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่เขาเคยเลือกการเป็นนายกฯ ด้วยอำนาจนอกระบบ เพื่อรับเสียงสนับสนุนให้พอในสภา แต่ไม่มุ่งมั่นที่จะสร้างคะแนนเสียงจากประชาชนด้วยตนเอง

อันที่จริง หากเคยอ่านเว็บไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์ ก็เห็นได้ในชื่อรองอยู่แล้วว่า นิติราษฎร์ในความหมายของกลุ่มก็คือ "นิติศาสตร์เพื่อราษฎร" เป็นคนละเรื่องกับนิติรัฐ เอามาแทนที่กันไม่ได้

แต่แน่นอนว่าคำนิติราษฎร์เลียนเสียงคำว่านิติรัฐ จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีนัยยะซ้อนมากไปกว่านั้น

นิติรัฐหมายถึงอะไร กล่าวโดยสรุปก็คือ พลเมืองของรัฐทุกคน (รวมผู้ปกครองด้วย) ย่อมสัมพันธ์กันภายใต้กฎหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้น นิติรัฐจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดแก่ความเสมอภาค จะเห็นได้ว่าแม้ในคำว่านิติรัฐ จุดเน้นก็อยู่ที่ราษฎรนั่นเอง เพราะรัฐเฉยๆ โดยไม่มีราษฎรเป็นแกนหลักนั้นไม่มี

(ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดในแง่ภาษาว่า รัฐกับราษฎร์นั้น ที่จริงคือคำเดียวกันในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น)

แต่ในเมืองไทย ชนชั้นปกครองมักพูดถึงรัฐประหนึ่งว่าเป็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแยกออกไปจากพลเมือง และอยู่เหนือพลเมืองทุกคน รัฐกลายเป็นวัตถุแห่งการบูชาและการสังเวย รัฐของชนชั้นปกครองไทยไม่ได้หมายถึงกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของรัฐร่วมกันซึ่งก็คือราษฎร

ตามทฤษฎีนี้ รัฐจึงเป็นสัตว์ประหลาดที่เกิดจากรูกระบอกไม้ไผ่ เมื่อแยกออกไปจากราษฎรได้เสียแล้ว จึงดำรงอำนาจและชีวิตของรัฐเพื่อตัวของรัฐเอง หากจำเป็นเพื่อดำรงอำนาจและชีวิตต่อไป รัฐอาจหันมากินราษฎรเป็นภักษาหารได้ ใครที่สามารถขึ้นไปขี่สัตว์ประหลาดที่ชื่อรัฐได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่นบนฐานของกฎหมาย และย่อมอยู่สูงกว่าราษฎรทั้งหลาย (ที่เรียกว่าสองมาตรฐาน) ไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง เพราะทำในนามของสัตว์ประหลาดที่ชื่อรัฐ สามารถออกคำสั่งในนามของรัฐได้ตามใจชอบ และบังคับให้ยึดถือคำสั่งนั้นเป็นกฎหมายด้วย

ผมไม่ทราบว่ากลุ่มนิติราษฎร์คิดอะไรในเรื่องชื่อของกลุ่ม แต่ผมได้รับความหมายถึงการย้อนความหมายของคำว่านิติรัฐที่นิยมใช้กันในหมู่ชนชั้นปกครองไทยด้วย และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่คุณอภิสิทธิ์รับคำ "นิติราษฎร์" ไม่ได้ รับได้แต่คำว่านิติรัฐ

เพราะรัฐในความคิดของคุณอภิสิทธิ์คือสัตว์ประหลาด ซึ่งแม้คุณอภิสิทธิ์ไม่มีกำลังกล้าแข็งพอจะขึ้นไปขี่เองได้ แต่คุณอภิสิทธิ์คงมั่นใจว่า กองทัพย่อมเลือกจะยืนอยู่ฝ่ายคุณอภิสิทธิ์ต่อไป ดังนั้น สักวันหนึ่งข้างหน้า กองทัพก็จะจัดให้คุณอภิสิทธิ์ขึ้นขี่สัตว์ประหลาดตัวนี้อีกจนได้

คุณอภิสิทธิ์แสดงความรังเกียจการใช้มหาวิทยาลัยเป็น "เวที" แสดงความเห็นส่วนตัวหรือส่วนกลุ่มของนิติราษฎร์ เพราะยังมีบุคลากรภายในอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ "ถ้าแน่จริง เลิกใช้หมวกมหาวิทยาลัยและหมวกนักวิชาการในการออกมาเคลื่อนไหว"

แต่กลุ่มนิติราษฎร์ไม่เคยบอกว่า ตนเป็นตัวแทนของ ม.ธรรมศาสตร์นี่ครับ ไม่ได้เป็นแม้แต่ตัวแทนของคณะนิติศาสตร์ด้วยซ้ำ กลุ่มของเขามีชื่อเสียงเรียงนามปรากฏให้รู้ได้ชัดเจน ว่าประกอบด้วยใครบ้าง เขาก็เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนี้

หากจะแถลงความเห็นอะไรในมหาวิทยาลัย ต้องรอให้บุคลากรภายในเห็นชอบด้วยทุกคน นับตั้งแต่ภารโรงขึ้นไปถึงอธิการบดี อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องแถลงอะไรในชาตินี้ แม้แต่ค้นพบว่าโลกเบี้ยว ก็แถลงไม่ได้ เพราะคงมีอีกหลายคนที่ยังยืนยันว่าโลกกลมเด๊ะ

ส่วนการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการแถลงความเห็น ก็ถูกต้องตรงตามประเพณีของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่ประเพณีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้นนะครับ แต่เป็นประเพณีของมหาวิทยาลัยทั้งโลกก็ว่าได้

คุณอภิสิทธิ์คิดว่ามีมหาวิทยาลัยไว้ทำอะไร? หากไม่ใช่เพื่อเสนอความจริง, ความงาม และความดี อย่างใหม่

 

ผมขอเน้นว่าอย่างใหม่ด้วยนะครับ เพราะหากย้ำกันแต่ความจริง, ความงาม, ความดีที่ตกทอดมาแต่โบราณอย่างเดียว ก็ไม่จำเป็นจะต้องตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น มีสถาบันทางสังคมปกตินับตั้งแต่ครอบครัว, วัด, โทรทัศน์, นิด้า, และพรรคประชาธิปัตย์ ก็พอแล้ว

อันที่จริงประเพณีของมหาวิทยาลัยตะวันตก ซึ่งเราลอกเลียนแบบมาใช้นั้นคือกบฏมาแต่ต้น มหาวิทยาลัยคือพื้นที่ของการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่โดยเปรียบเทียบแล้วค่อนข้างมีอิสรเสรีกว่าพื้นที่อื่นในสังคม ที่ต้องหนีไปตั้งให้ห่างจากศูนย์อำนาจต่างๆ ก็เพื่อจะสามารถเสนอความคิดความเห็นได้อย่างอิสรเสรี

มหาวิทยาลัย "ท่างัว" (Oxford แปลว่าทางงัวเดินข้ามน้ำ) ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของคุณอภิสิทธิ์ เลือกไปตั้งทำการเรียนการสอนกันที่นั่น ก็เพื่อให้ไกลจากอำนาจ ซึ่งเป็นอำนาจใหญ่ในสมัยนั้น ที่คอยขัดขวางห้ามปรามความคิดใหม่ๆ ทั้งหลาย เพราะเกรงว่าจะกระทบอำนาจของตน

ถ้าใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อคิด, พูด หรือแสดงออกได้เฉพาะเนื้อหาที่ต้องไม่ขัดแย้งกับอาญาสิทธิ์ของสังคมเท่านั้น ยังจะมี "เสรีภาพทางวิชาการ" อะไรเหลืออยู่ในมหาวิทยาลัยอีก ก็น่าประหลาดที่ว่า คุณอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง

กลุ่มนิติราษฎร์ได้ทำข้อเสนอทางวิชาการเพื่อการดีเบตในทางวิชาการ ไม่ใช่ในเชิงท้าทายอย่างเดียว แต่ตามคำแถลงครั้งแรก เพื่อปรับปรุงให้ข้อเสนอนี้มีคุณภาพดีขึ้นไปอีก

ดีเบตไม่ได้แปลว่าโต้วาทีเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการโต้แย้งทางวิชาการกันด้วยเหตุผลและข้อมูลด้วย

ผมเดาเอาเองว่า กลุ่มนิติราษฎร์คงเข้าใจดีว่า คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิชาการ คงไม่มีความถนัดหรือเวลาที่จะลงมือเขียนข้อโต้แย้งของตน อย่างเป็นเหตุเป็นผลพร้อมทั้งข้อมูลที่ค้นคว้ามาอย่างดี จึงได้จัดการแถลงครั้งใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ได้ใช้เวทีนี้สำหรับการแสดงความเห็นด้วยวาจาแทน

แต่สิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้รับจากนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ นับตั้งแต่หัวหน้าพรรคลงมาถึงลิ่วล้อต่างๆ คือการประณามหยามเหยียดตัวบุคคล หรือแรงจูงใจของผู้เสนอ (ซึ่งเป็นการคาดเดาเอาเอง) ไม่มีใครใน ปชป.ที่ "ดีเบต" ตัวประเด็นข้อเสนอของนิติราษฎร์ หากจะมีบ้างบางคนก็เห็นได้จากคำพูดของเขาเองว่าเขายังไม่ได้อ่าน

จึงไม่แปลกอะไรที่พรรค ปชป.ไม่พร้อมจะให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ของตน และระแวงสงสัยเสรีภาพทางวิชาการ

เช่นเดียวกับนักการเมืองในพรรค ปชป. จากคำให้สัมภาษณ์ก็ทำให้เห็นว่า ผบ.ทบ.ก็ไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฎร์เช่นกัน หรือถึงอ่าน (บทคัดย่อที่เจ้าหน้าที่ทำส่งขึ้นไป) ก็คงไม่ได้พยายามทำความเข้าใจให้กระจ่างดี แต่ยังดีที่เขาไม่ได้เข้ามาร่วม "ดีเบต" แต่ประเมินไว้เลยว่า ข้อเสนอนี้จะทำให้บ้านเมืองแตกแยก

น่าประหลาดที่เขามองไม่เห็นว่า การรัฐประหาร และการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกที่ร้าวลึกจนยากจะสมานได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่กลับเห็นว่าความคิดเห็นที่ต่างจากเขานั้น ทำให้บ้านเมืองแตกแยก

บ้านเมืองใดก็ตาม ที่ไม่อาจทนต่อความแตกต่างทางความคิดได้ ถึงอย่างไรก็ย่อมอ่อนแอเกินกว่าจะรักษาความเป็นปึกแผ่นได้อยู่แล้ว เพราะจะมีบ้านเมืองที่ไหนในโลกที่ไม่มีความแตกต่างทางความคิดเล่า

ตรงกันข้ามกับการประเมินของ ผบ.ทบ. ข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นมีจุดมุ่งหมาย "ให้บ้านเมืองเป็นสุข ผ่านพ้นภัยพิบัติต่างๆ ไปได้ด้วยดี" โดยแท้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดมุ่งหมายถึงอนาคตด้วยว่า บ้านเมืองจะไม่ต้องเผชิญภัยพิบัติจากการรัฐประหารอีกอย่างไม่รู้จบรู้สิ้น

นั่นคือทำให้คำสั่งของคณะรัฐประหารระหว่าง 19-30 ก.ย.2549 "เสียเปล่า" ลงทั้งหมด โดยไม่ยกเว้นความผิดให้ใครเลย (รวมทั้งผู้ก่อการรัฐประหารด้วย) แต่ผลในส่วนอื่นที่เกิดหลังวันที่ 30 ก.ย. ได้มีผลต่อคนจำนวนมาก

การทำให้ "เสียเปล่า" ไปด้วย จะก่อให้เกิดความระส่ำระสายแก่คนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือสนับสนุนการรัฐประหาร จึงจำเป็นต้องยอมรับความไม่เป็นประชาธิปไตยของระบบไปพลางก่อน และเริ่มกระบวนการที่จะนำเอาประชาธิปไตยแท้จริงกลับคืนสู่บ้านเมือง

เช่นการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับเป็นต้น








สพฉ.จับมือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน ย้ำ!ขั้นตอน “ห่วงโซ่การรอดชีวิต” เพิ่มโอกาสกู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉิน
เคทีซีจับมือพันธมิตรรายใหม่ โดมิโน่ส์ พิซซ่า มอบส่วนลด 15%
โปร สตีม เปิดสาขาใหม่ที่หัวหิน พร้อมโมบายคาร์วอช
ซีพี ชวนสิงห์นักปั่นร่วมกิจกรรม “CP I Love Egg ด้วยรักและไข่ไก่” ส่งเสริมคนไทยกินไข่เพิ่อสุขภาพแข็งแรง
ซัมซุงรวมพลังคนไทยวิ่งปล่อยแสง ส่งแรงเชียร์ ครั้งแรกในไทย
เจริญนครวันนี้ “เจริญ”สมชื่อ ธุรกิจค้าปลีก-โรงแรม-คอนโดฯพรึบ รับกำลังซื้อ-บูมท่องเที่ยวริมน้ำ
ผลฟุตบอลลีกเอิง ฝรั่งเศส วันที่ 31 ส.ค.57
ผลฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี วันที่ 31 ส.ค.57
ผลฟุตบอลลาลีกา สเปน วันที่ 31 ส.ค.57
เคทีซีปักหมุดการตลาดหัวเมืองใหญ่ “รูดทุกครั้ง...ได้ลุ้นทุกวันกว่า 10 ล้านคะแนน”
จะฮากันไปไหน!! เมื่อชาวเน็ตตัดต่อ "ธีระ นิติราษฎร์" หลังโพสต์บอก "ช่วยตัดต่อภาพนี้ให้หน่อยครับ"
จดหมายน้อยจากลูกศิษย์ ถึง "ครูวรเจตน์" ผู้จุดไฟในสายลม
รู้หรือไม่? "นวน เจีย" จำเลยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร เคยเรียนมหาวิทยาลัยใดในเมืองไทย
"ชูวิทย์" โพสต์ พลเอกประยุทธ์-สุเทพ-สนธิ นี่สินะ "The Power of Change"
จดหมายแสดงความไม่ยินดีจาก "ยุกติ มุกดาวิจิตร" ถึง สนช. "สมคิด-นรนิติ"