เมื่อภาระการพิสูจน์ "ไม่ใช่ดีแต่พูด" ตกอยู่บนบ่ารัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 15:31:44 น.

บทความพิเศษ
นงนุช สิงหะเดชะ

ตอนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หมัดเด็ดประการหนึ่งของพรรคเพื่อไทยในการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์อย่างได้ผลมากที่สุด คือ "ดีแต่พูด"

สติ๊กเกอร์ข้อความดังกล่าวระบาดไปทั่ว ทั้งตามท้ายรถบรรทุก แม้กระทั่งห้องน้ำในทำเนียบรัฐบาล เรียกว่าล้วงคองูเห่ากันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ เมื่อใดก็ตามที่นายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่หาเสียง ทางมวลชนของพรรคเพื่อไทยจะมีการชูป้ายเป็นชุดข้อความ (แพ็กเกจ) ที่ประกอบด้วย 1. ดีแต่พูด 2. ดีแต่กู้ 3. ฆาตกรมือเปื้อนเลือด ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหน

เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีการจัดตั้งมาอย่างดี จนกลายเป็น "ภาพจำ" ในความรู้สึกของคนทั่วไปและรู้สึกคล้อยตาม

การที่พรรคเพื่อไทย กล้าใช้ข้อความ "ดีแต่พูด" โจมตีฝ่ายตรงข้าม ถือว่าใจกล้ามาก เพราะนั่นหมายถึงว่ามีความแน่ใจอย่างสูงสุดว่าเมื่อตัวเองได้เข้ามาเป็นรัฐบาลจะสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่พูด

แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงเป็นอย่างสูงที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามนำคำพูดเดียวกันนี้มาย้อนเกล็ดหากทำไม่ได้ตามที่พูด



ในแง่ของโครงการประชานิยมที่สัญญาไว้กับผู้ลงคะแนนเสียง คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ และทำได้ง่ายด้วยเพราะทำไปก็ไม่เดือดร้อนกระเป๋าของพรรคเนื่องจากเป็นเงินภาษีของประชาชน เป็นเรื่องของอัฐยายซื้อขนมยาย ใครยับยั้งชั่งใจได้น้อย ไม่สนว่าฐานะการเงินการคลังของประเทศจะเป็นอย่างไรก็ยิ่งตัดสินใจทำได้ง่ายและทำมาก

แต่ในเรื่องอื่นที่รัฐบาลได้สัญญาไว้เห็นท่าว่าจะถูกทวงถามจากฝ่ายอื่่นที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเดียวกับพรรคเพื่อไทย สัญญาที่ว่านั้นก็คือ

1. แก้ไข แต่ไม่แก้แค้น สร้างความปรองดองในชาติ

2. จะอุทิศตัวทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ทำเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียว

ในข้อแรก "แก้ไข แต่ไม่แก้แค้น" นั้นยังต้องมีการตีความกันหลายชั้น เพราะคำว่าแก้ไข เป็นคำที่เหมือนมีกลอุบายซ่อนอยู่ ฟังเผินๆ จะดูดีมาก

แต่หากคิดให้ละเอียดและดูจากพฤติกรรมประกอบก็จะเห็นว่า คำว่าแก้ไข อาจไม่ต่างจากคำว่า "เอาคืน"

ดูได้จากการโยกย้ายข้าราชการ ถ้าพูดภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือย้ายล้างบาง แต่ก็นั่นล่ะ กรณีนี้รัฐบาลอาจอ้างว่าเป็นการ "แก้ไขตำแหน่ง" เพื่อจัดคนให้เหมาะในการทำงานสนองรัฐบาล

หรือหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนิรโทษกรรมอดีตนายกฯ ทักษิณ ทางรัฐบาลก็คงจะเรียกว่าเป็นการ "แก้ไข" เพื่อคืนความยุติธรรมให้คุณทักษิณ ไม่ใช่การแก้แค้น

ด้วยวิธีนี้ ถึงจะอ้างว่าไม่ใช่การแก้แค้น แต่ในที่สุดรัฐบาลก็จะบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญที่ผลักดันกันมาตลอดทั้งบนท้องถนนและในสภา นั่นคือนิรโทษกรรมคุณทักษิณและพาคุณทักษิณกลับบ้าน

ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้คำสวยหรูดูดีอย่างไร หากรัฐบาลดึงดันไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่านี้ ก็หวั่นใจว่าความปั่นป่วนทางการเมืองจะปะทุอีกรอบหนึ่ง

จะเห็นว่าการโยกย้ายข้าราชการนี้ สมัยพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำเหมือนกัน และครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านก็ออกมาโจมตีวิพากษ์วิจารณ์ แต่เมื่อถึงคราวตัวเองเป็นรัฐบาลบ้างก็ทำอย่างเดียวกัน และตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็โวยวายบ้าง หรือกรณีสื่อของรัฐเช่นช่อง 11 ก็อีหรอบเดียวกัน ตอนนี้ก็เห็นอยู่ว่าช่องนี้ค่อนไปทางสีอะไร เรียกว่าใครมาเป็นรัฐบาล ก็ "ทีใคร ทีมัน" ไม่เห็นจะมีใครใจกว้างสักคน

ในประเด็น "ดีแต่กู้" ที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยโจมตีรัฐบาลที่แล้วนั้น จะเห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ทำแบบเดียวกันแถมยัง "กู้เร็วจัง" อีกด้วย เพราะแค่ปลายเดือนกันยายน ก็ขอกู้แล้ว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาโปะกองทุนน้ำมัน หลังจากกองทุนติดลบเพราะโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ให้ยกเลิกการจัดเก็บเงินน้ำมันเบนซิน 7-8 บาทต่อลิตรเข้ากองทุน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบในเวลาอันรวดเร็ว

ซึ่งหากจะนับจากวันที่เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการคือเดือนสิงหาคม จะเห็นว่าในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น รัฐบาลนี้ก็ต้องกู้เงินแล้ว แถมเป็นการกู้อย่างไม่จำเป็นอีกด้วย นี่ยังไม่นับการที่จะต้องกู้อีกหลายแสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม


ในภาวะที่น้ำท่วมหนักวิกฤตในรอบกว่า 50 ปี เราได้เห็นว่าคนของฝ่ายรัฐบาลนั่นเองที่เริ่มเปิดประเด็นสร้างความไม่ปรองดอง เพราะในขณะที่ประชาชนน้ำท่วมจนถึงคอ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีข้าวปลาอาหารจะกิน แต่ก็เป็นคนของรัฐบาลนั่นเอง ที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักเรื่องสำคัญก่อนหลังด้วยการออกมาพูดไม่หยุดหย่อนว่าจะแก้ไข พ.ร.บ. ข้าราชการกระทรวงกลาโหม

บางคนพอปัญหาวิกฤตหนักเข้า รัฐบาลควบคุมน้ำไม่อยู่ ก็เริ่มหาแพะรับบาปไปตั้งคำถามพาลเอากับทหารว่าทำงานเต็มที่หรือไม่ ทั้งที่คนทั้งประเทศเห็นว่าทหารนั่นเองที่ทำงานหนักที่สุด ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด อย่างนี้ก็เรียกว่า "ใช้ปาก" บริหารประเทศเช่นกัน

หากหัวหน้ารัฐบาลมีความจริงใจ ก็น่าจะปรามๆ คนเหล่านี้กันบ้าง ไม่ใช่ไปเรียกร้องความสามัคคีจากฝ่ายอื่นเท่านั้น

น้ำท่วมครั้งนี้ แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัยเพราะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ฝ่ายรัฐบาลต้องยอมรับว่าเหตุที่วิกฤตขนาดนี้เป็นเพราะการบริหารจัดการของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นมือ สภาพที่เกิดขึ้นเลยคล้ายเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เฮลิคอปเตอร์บินว่อนทั่วท้องฟ้า อาหารเริ่มขาดแคลน ผู้คนนำรถราไปจอดบนทางด่วน ทางยกระดับ สะพาน ทุกหนทุกแห่ง ผู้คนทนทุกขเวทนาไร้ที่อยู่จำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหายหนัก หนีไปไหนก็ไม่พ้น ถูกน้ำไล่ตามหลังจนมุมกันไปหมด

บ้านเมืองเหมือนมีเคราะห์กรรม สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องสู้กับการปิดถนนยึดเมือง สู้กับระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงถล่มเมือง และสู้กับไฟเผาเมือง อยู่ 2 เดือน ซึ่งเกิดจากฝีมือคน เศรษฐกิจเสียหายไม่ใช่น้อย ขอร้องกันอย่างไรว่าให้เห็นแก่ชาติและคนไทยด้วยกันก็ไม่มีใครร่วมมือ

มาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องสู้กับมวลน้ำมหึมา ที่ทำลายทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมอย่างรุนแรงไปพร้อมกัน อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าประเทศไทยต้อง "จ่ายราคาแพง" แค่ไหนแลกกับการมีผู้นำรัฐบาลมือใหม่ในภาวะวิกฤตใหญ่








โสสุโก้ มอบเงินสนับสนุนโครงการ Gen A “รวมพลคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา”
บีทีเอสจัดกิจกรรม แม่ลูกผูกพัน
บล.ไทยพาณิชย์ จัดสัมมนา “เจาะลึกหุ้นไทยไตรมาส 3 ความเหมือน...ที่แตกต่าง”
ยู ซาปา เวียดนาม พร้อมรับนักท่องเที่ยวสิงหาคมนี้
(อ่านต่อ) คลิกอ่านโดยพลัน ...รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
10 ปี เซเรเนด เอไอเอส รุกครองใจลูกค้า ยกระดับการดูแล
ปตท. มอบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดแคลนจังหวัดลำปาง
“Mid Year Sale 2014” ผลิตภัณฑ์ดอยตุงลดกระหน่ำ 30-80 %
ช่วยเกษตรกร ช่วยท่องเที่ยว ในงาน “เดอะ แพลทินัม สตรีท ฟู้ด เฟสติวัล”
ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “ปฏิรูปสังคมไทย...พ้นภัยคอร์รัปชัน”