นิติธรรม

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:30:00 น.




โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554)


ผมไม่ทราบว่าอะไรคือนิติธรรม แต่พอจะทราบว่าอะไรไม่ใช่นิติธรรม

นิติในคำนิติธรรม ไม่น่าจะหมายถึงกฎหมายหรือกระบวนการของกฎหมาย ไม่อย่างนั้นกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดภายใต้ฮิตเลอร์หรือสตาลิน ย่อมเป็นนิติธรรมทั้งสิ้น กฎหมายที่ไม่เป็นนิติธรรมก็มี กระบวนการทางกฎหมายที่ไม่เป็นนิติธรรมก็มี และด้วยเหตุดังนั้น คำพิพากษาที่ไม่เป็นนิติธรรมก็ย่อมมีเหมือนกัน

ที่สัมพันธ์สืบเนื่องกับข้อสรุปอันแรกก็คือ นิติธรรมย่อมเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัยและสังคม การถือว่าภรรยาเป็นสมบัติของสามีก็ตาม การเอาคนเป็นทาสก็ตาม การเอาลูกหนี้ไปใส่ขื่อคาเพื่อเรียกหนี้ก็ตาม ฯลฯ ไม่เป็นนิติธรรมในสมัยนี้แน่ แต่คงเป็นนิติธรรมในเมืองไทยสมัยโบราณ เพราะสอดคล้องกับอุดมคติของระเบียบสังคมที่คนสมัยนั้นถือว่าดี

บนอุดมคติใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคมเชิงประชาธิปไตย ซึ่งคนไทยจำนวนมาก (ผมไม่ทราบว่าเป็นข้างมากหรือไม่) ใฝ่ฝันอยู่ สิ่งที่เป็นนิติธรรมใน ยุคสมัยนี้ย่อมเปลี่ยนไป อย่างไรเสียก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ จะต้องนำเอามิติของประชาธิปไตย มาร่วมในการวินิจฉัยว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นนิติธรรม

บัดนี้ก็ประจักษ์ชัดแล้วว่า ร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ที่รัฐบาลเสนอในวาระฉลองพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ไม่ได้มีอะไรหมกเม็ดเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วย อย่างที่ คุณเฉลิม อยู่บำรุง กล่าวว่า แม้มีเจตนาจะช่วยคุณทักษิณ แต่ก็ไม่โง่พอที่จะทำอย่างนี้ เพราะหากคุณทักษิณ กลับบ้าน ก็จะถูกจับกุมในคดีอื่นๆ ที่ยังค้างอยู่อีก 4 คดี

ปัญหาเรื่องนิติธรรมในโลกยุคปัจจุบันก็คือ การกล่าวหาผู้อื่นถึงกับปลุกระดมคนขึ้นมาเคลื่อนไหว จนถึงบางคนเรียกร้องให้นายกฯลาออกบ้าง ให้ทหารยึดอำนาจเสียบ้างนั้น อาจกระทำได้โดยไม่ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง อาศัยเพียงการคิดเอาเอง คาดเดาเอาเองตามจริตของตน ยังจะทำให้คนเหล่านี้เรียกร้อง "นิติธรรม" จากคนอื่นได้อยู่อีกหรือ

ประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันนั้น ทำงานได้ด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทุกฝ่ายสามารถรับได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า สังคมไทยยังไม่บรรลุความเท่าเทียมในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล ฉะนั้น การปั้นข้อมูลเท็จไปปลุกระดมจึงเป็นมหันตภัยของประชาธิปไตยไทย เพราะจะมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะรับข้อมูลที่อ้างว่าเป็น "ภายใน" ของผู้ให้ เพราะทำให้ตัวรู้สึกว่าได้อำนาจจากความรู้นั้น จึงพร้อมจะใช้อำนาจที่ได้มาอย่างไม่ยั้งคิด จนตกเป็นเครื่องมือของนักปั้นข้อมูลเท็จ

ผมแน่ใจว่าการกล่าวหาผู้อื่นอย่างเลื่อนลอยเช่นนี้ ไม่ใช่นิติธรรมแน่

แต่ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวทุกกลุ่ม ต่างอ้าง "นิติธรรม" อยู่เป็นนิตย์ว่า หากคุณทักษิณได้รับการอภัยโทษ โดยยังไม่เคยรับโทษเลย ซ้ำไม่เคยแสดงให้เห็นว่าสำนึกผิด อำนาจตุลาการย่อมสั่นคลอน และทำลายระบอบ "นิติธรรม" ของบ้านเมือง

บางคนในกลุ่มเหล่านี้ ร่วมก่อการรัฐประหารกับกองทัพใน พ.ศ.2549 ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อันเป็นที่มาของกระบวนการทางกฎหมายซึ่งเพิ่งสถาปนาขึ้นจากอำนาจรัฐประหาร จนเป็นเหตุให้คุณทักษิณถูกฟ้องร้องในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี

การรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง คือนิติธรรมหรือ?

บางคนในกลุ่มเหล่านี้เคยเป็นสมาชิกของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งคณะรัฐประหาร ตั้งขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางกฎหมายที่เอาคุณทักษิณเข้าคุก กระบวนการทางกฎหมายที่เริ่มจากอำนาจเถื่อนเช่นนี้ เป็นนิติธรรมหรือ?

อีกบางคนเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหารอย่างออกหน้า (และอาจมีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือในการสร้างบรรยากาศที่กองทัพสามารถอ้างไปก่อรัฐประหารได้ แต่ข้อนี้ผมไม่มีหลักฐานยืนยัน เพียง แต่หลักฐานแวดล้อม-circumstantial evidence-ชี้ให้เห็นชัดเท่านั้น) การกระทำเช่นนี้ ถือว่ากอปรด้วยนิติธรรมแล้วหรือ?

เราไม่อาจยกกฎหมาย, ยกคำพิพากษา, ยกพฤติกรรมของคน, ยกกระบวนการทางกฎหมาย อย่างโดดๆ ขึ้นมาชี้ว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นนิติธรรมได้ เพราะทุกอย่างเหล่านั้น ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น กฎหมายนั้นมีที่มาอย่างไร กระบวนการฟ้องร้องมีที่มาอย่างไร คำพิพากษามีที่มาอย่างไร การหลบหนีมีที่มาอย่างไร จะชอบหรือไม่ชอบด้วยนิติธรรมจึงสัมพันธ์กับที่มา ที่ไปทั้งหมด ไม่ใช่การกระทำหรือไม่กระทำโดดๆ ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดังนั้น แม้ผมไม่ทราบว่านิติธรรมคืออะไร แต่ ผมค่อนข้างจะแน่ใจเสียแล้วว่า นิติธรรมนั้นเป็น "กระบวนการ" ในตัวของมันเอง ผู้รู้ท่านใดก็ตามที่ นิยามนิติธรรมให้หมายถึงอะไรโดดๆ โดยไม่สัมพันธ์กับส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องเลย ผมก็ออกจะสงสัยว่าผิด

ยังมีสิ่งที่ผมงงๆ เกี่ยวกับนิติธรรมในโลกยุคปัจจุบันอีกเรื่องหนึ่ง และส่วนหนึ่งของความงงนี้สัมพันธ์กับการพระราชทานอภัยโทษด้วย

พรรค พท.หาเสียงด้วยคำสัญญาอย่างชัดแจ้งว่า จะนำคุณทักษิณกลับบ้าน และพรรค พท.ได้คะแนนเสียง 15 ล้านจนจัดตั้งรัฐบาลได้ ผมไม่อาจอ้างได้ว่า มี "ประชามติ" ชัดเจนจากประชาชนแล้วว่า ให้นำ คุณทักษิณกลับบ้าน เพราะคงมีหลายคนใน 15 ล้านนั้นที่เลือก พท.โดยไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณเลย อย่างน้อยประเด็นนี้ไม่เคยถูกนำไปให้ออกเสียงลงประชามติอย่างจริงจัง จึงไม่ควรด่วนสรุปง่ายๆ เช่นนั้น

อีกทั้งการนำคุณทักษิณกลับบ้าน ก็ยังขึ้นอยู่กับว่าจะนำกลับมาอย่างไร วิธีการมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเป้าหมาย หากให้ทหารยึดอำนาจใหม่ แล้วมีประกาศ (ที่กลายเป็นกฎหมายถาวรใน "นิติธรรม" แบบที่เราเคยชิน) ยกเว้นโทษที่ผ่านมาทุกชนิดของคุณทักษิณ ผมก็จะเป็นคนหนึ่งที่ออกมาต่อต้านคณะรัฐประหารชุดนั้น และผมเชื่อว่าจะมีอีกหลายคนที่ทำอย่างเดียวกัน

ดังนั้น สมมุติให้คะแนนเสียงของ พท.เป็นประชามติ ก็ยังมีปัญหาอยู่อีกว่า การพระราชทานอภัยโทษไม่ใช่วิธีการที่อยู่ในประชามตินั้น จึงอาจไม่ชอบด้วยนิติธรรมได้อีก

คราวนี้สมมุติอีกทีว่า การนำคุณทักษิณกลับบ้าน ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งระบุไว้แน่ชัดเป็นญัตติของการลงประชามติ แล้วประชาชนเสียงข้างมาก ก็แสดงความเห็นด้วยกับประชามตินั้น รัฐบาลจึงออกกฎหมายผ่านสภาและทูลเกล้าฯถวายให้ลงพระปรมาภิไธย ถามว่ารัฐบาลได้ละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่? และยังมีพระราชอำนาจที่จะทรงวินิจฉัยเองได้หรือไม่?

ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่า ต้องเข้าใจบทบาท และหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยให้ดี

เรามักใช้คำง่ายๆ เพื่ออธิบายว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ แต่คำนี้แปลว่าอะไร? โดยทั่วไปก็เข้าใจเพียงว่าทรงเป็นตัวแทนของประเทศ เช่นลงพระปรมาภิไธยในพระราชสาส์นตราตั้งทูตไปประจำในต่างประเทศ หรือรับสาส์นตราตั้งจากทูตต่างประเทศ หรือลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่ง สาธารณะบางตำแหน่ง

แต่การที่สถาบันพระมหากษัตริย์อาจทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะสถาบันนี้คือผู้ "ใช้" อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยต่างหาก เมื่อลงพระปรมาภิไธยในพระราชสาส์นตราตั้ง ย่อมหมายความว่าทูตผู้นั้นไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวแทนของพระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล แต่เป็นตัวแทนของประชาชนไทยซึ่งเป็นเจ้าของประเทศไทย คำพิพากษาต้องอยู่ในพระปรมาภิไธยก็เพราะคำพิพากษาย่อมละเมิดสิทธิเสรีภาพซึ่งรัฐธรรมนูญให้คำรับรองไว้แก่พลเมืองทุกคน ดังนั้นจึงต้องอาศัยอำนาจอธิปไตยของปวงชนเท่านั้น จึงจะสามารถละเมิดได้ (เพราะโดยตัวของมันเองย่อมเท่ากับเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เพียงแต่ใช้บังคับแก่บุคคลเป็นคนๆ ไปเท่านั้น)

เช่นเดียวกับตำแหน่งสาธารณะซึ่งต้องใช้วิจารณญาณของตนในการปฏิบัติงาน จนอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองได้ ก็ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ อำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้นจะเป็นไปได้ ก็ด้วยความยินยอมของประชาชน ซึ่งย่อมแสดงออกได้ด้วยที่มาคืออธิปไตยของปวงชนชาวไทย

แต่ตำแหน่งสาธารณะซึ่งไม่มีอำนาจจะทำเช่นนั้นได้ เช่น ศาสตราจารย์ (ในความเห็นของผม) ไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

ปัญหาอธิปไตยของปวงชน ประชามติ พระราชอำนาจ และพระราชวินิจฉัย เรื่องนี้คงยาว

ผมขอเก็บไว้พูดในครั้งต่อไป








ดิ เอ็มโพเรี่ยม จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟรับเทศกาลฮาโลวีน
Drink Up™ Hydrating Lip Balm ร่วมต้านมะเร็งเต้านม !!
ME by TMB ชวนเซเลบริตี้ร่วมปลุกกระแสวันออมแห่งชาติ
ใหม่ ลอรีเอะ ซูเปอร์ เจนเทิล พลัส อ่อนโยนพิเศษ สำหรับผิวบอบบาง
เอไอเอส ควงแขน เมญ่า สร้างสรรค์พื้นที่สุดแนว เพื่อชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย
เปิดแคมเปญสุดคุ้ม “ผ่อนมอเตอร์ไซค์กับ KTC PROUD รูดปั๊บ รับรถเลย”
′หนุ่มเมืองจันท์′ แจกลายเซนต์ที่บูธมติชน กับหนังสือ "คือลมหายใจ ไม่ใช่อากาศ"
กรุงศรีจัดงาน Krungsri Business Dinner Talk
สยามลวดเหล็กฯ ศึกษาดูงานพัฒนาชุมชนและโรงเรียน
“มิสยู” พร้อมบุกตลาด เจาะฐานลูกค้ากลุ่มวัยทำงานและตัวแทนค้าส่ง
"ชูวิทย์" ส่งตรงจากอเมริกา "เรื่องเศร้า ตำรวจไทย" "เกาะเต่า" และ "การแทงข้างหลัง"
โสภณ พรโชคชัย : ข้าราชการคนหนึ่งพึงมีทรัพย์เท่าไหร่
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อวสานของนักวิชาการ
คำปราศรัย 38 ปีที่แล้วของ "จาตุรนต์" กับบทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้ในเหตุการณ์ "6 ตุลาฯ 2519"
"ชูวิทย์" เหน็บ "แนวคิด 1 จังหวัด 1 ส.ส."...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...ไม่ต้องมีนักการเมืองไปเลย