สีของ ′คนจน′

วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.




โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2554)

การต่อสู้ทางการเมืองของสีที่ผ่านมา ไม่ใช่การต่อสู้เชิงนโยบาย เอาเข้าจริง ยังไม่มีฝ่ายใดเสนอนโยบายอะไรสักเรื่องเดียว การเมืองที่เขาต่อสู้กันนั้นสรุปให้เหลือสั้นๆ ได้แค่สองเรื่อง คือการเมืองเรื่องทักษิณ กับการเมืองเรื่องชื่อ

วิเคราะห์ให้ถึงที่สุด "การเมืองเรื่องทักษิณ" ก็คือความขัดแย้งกันด้วยเรื่องอำนาจนำทางการเมือง จะปล่อยไว้ในมือชนชั้นนำเดิม หรือจะเปิดให้แก่ชนชั้นนำรุ่นใหม่ได้เข้าไปถืออำนาจผ่านการเลือกตั้ง "การเมืองเรื่องชื่อ" ก็คือความขัดแย้งกันระหว่างประชาธิปไตยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่อื่น

ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปัญหาจริงที่กำลังเกิดในสังคมไทยเลย โดยเฉพาะไม่เกี่ยวอะไรกับ "คนจน"

การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "คนจน" เกิดขึ้นก่อนสงครามสีนาน แต่นี่คือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์กำหนดขึ้นหรือ คำตอบคือไม่ใช่ ที่เลือกอัตลักษณ์ "คนจน" สำหรับการเคลื่อนไหวก็เพื่อให้เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่อง "ปากท้อง" เมื่อเป็นเรื่อง "ปากท้อง" ก็ย่อมไม่เกี่ยวกับการเมืองเรื่องแย่งอำนาจ จึงทำให้พื้นที่สำหรับการเคลื่อนไหวขยายขึ้นด้วย นอกจากนี้ สังคมทุกแห่งย่อมให้สิทธิแก่เรื่องของ "ปากท้อง" มากเป็นพิเศษทั้งนั้น รวมทั้งสังคมไทยด้วย

แต่มีอะไรที่เหมือนกันในขบวนการที่เรียกตัวเองว่า "คนจน" เหล่านี้ นั่นคือพวกเขาคือกลุ่มคนที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นโดยตรง เช่นใช้ทะเลเพื่อหาปลา ไม่ใช่เพื่อเป็นวิวขายนักท่องเที่ยว ใช้ที่ดินเพาะปลูก ไม่ใช่เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม หรือเพียงสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย (แล้วเก็บลูกเมียไว้ที่บ้าน ตัวออกไปขายแรงงานหรือขับแท็กซี่) หรือใช้ป่าเพื่อหายาและอาหารในป่า ไม่ใช่เพื่อทำไม้ ฯลฯ

ดังนั้น การเปลี่ยนวิถีการใช้ทรัพยากรด้วยอำนาจรัฐหรือทุน หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน จึงกระทบต่อคนเหล่านี้อย่างมาก เพราะวิถีการใช้ทรัพยากรโดยตรง เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ ในขณะที่วิถีใหม่ของรัฐหรือทุนคือกีดกันเขาออกไปจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรนั่นเอง

การเคลื่อนไหวของ "คนจน" เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนสงครามสีเป็นสิบปี แต่ก็ประสบความสำเร็จในการปกป้องทรัพยากรที่ตัวใช้ประโยชน์อยู่ได้ไม่สู้จะมากนัก

แม้กระนั้นก็ก่อให้เกิดสำนึกบางอย่างที่แพร่หลายในหมู่ "คนจน" ด้วยกัน หรือแม้แต่แพร่กระจายไปยังสังคมในวงกว้าง สำนึกที่สำคัญอันควรกล่าวไว้มีสองอย่าง

อย่างแรก คือสิทธิชุมชน แม้ฝรั่งอาจมีสำนึกเรื่องนี้มานานแล้ว แต่การเคลื่อนไหวของ "คนจน" ทำให้สังคมไทยเกิดสำนึกนี้ขึ้นบ้าง ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 แม้จะเป็นการผลักดันของเอ็นจีโอหรือนักวิชาการ แต่เพราะแรงสนับสนุนเบื้องหลังของ "คนจน" ต่างหาก ที่ทำให้การผลักดันนั้นเป็นผลให้สภาร่างรัฐธรรมนูญยอมรับ

อย่างที่สอง เป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับทรัพยากร อำนาจของขุนนางในสภาพัฒน และกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ถูกถ่วงดุลจากภาคสังคม อย่างน้อยความเชื่อที่ว่าการวางนโยบายเรื่องนี้เป็นอาณาจักรของความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงฝ่ายเดียว ก็ไม่ได้รับความเชื่อถืออีกต่อไป ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการวางนโยบายสาธารณะด้วย ความเชี่ยวชาญซึ่งอ้างขึ้นเพื่อเป็นที่มาแห่งอำนาจนั้น ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงความเห็นหนึ่ง ซึ่งอาจถูกกำกับด้วยอคติ, ความฝัน และผลประโยชน์ส่วนตนได้เท่าๆ กับความเห็นของคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม สำนึกเหล่านี้ แม้มีความสำคัญเพียงไร ก็ไม่ได้สร้างขบวนการเคลื่อนไหวของ "คนจน" เหล่านี้ให้กลายเป็นพลังทางการเมืองในระบบ แม้ว่าขบวนการเหล่านี้ได้พยายามเชื่อมโยงกันเอง โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะปัญหาการถูกแย่งทรัพยากรในท้องถิ่นของตน จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ได้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของ "คนจน" เป็นต้นมา ขบวนการเหล่านี้ไม่เคยเลือก ส.ส.ของตนได้สักคนเดียว (และนี่อาจเป็นเหตุผลที่แกนนำของขบวนการบางคนหันไปหลงใหลกับทฤษฎี "ยึดอำนาจรัฐ" อันเป็นหลักการพื้นฐานของการเมืองเสื้อสี) ในขณะเดียวกันก็ไม่มีพรรคการเมืองใดสนใจเข้ามาสร้างฐานเสียงจากกลุ่ม "คนจน" เหล่านี้ เพราะขบวนการกระจายไปตามท้องถิ่นต่างๆ อย่างกว้างขวาง จนไม่มีคะแนนเป็นกอบเป็นกำในเขตเลือกตั้งใดเลย

ขบวนการเคลื่อนไหวของ"คนจน" หลายแห่งด้วยกัน เริ่มมีสำนึกแล้วว่า หากไม่พัฒนาขบวนการขึ้นเป็นพลังทางการเมืองในระบบ ก็ยากที่จะควบคุมนโยบายสาธารณะได้ ก่อนที่พรรค ทรท.จะได้ "อำนาจรัฐ" มีการพูดถึงการตั้งพรรคการเมืองหรือการเลือกสนับสนุนพรรคการเมืองกันบ้างในขบวนการ แต่การเกิดขึ้นของพรรค ทรท.ทำให้ความคิดนี้จืดจางลง หันไปหาทางลัดในการ "ยึดอำนาจรัฐ" ผ่าน ทรท. โดยเฉพาะในหมู่เอ็นจีโอ (แล้วก็อกหักกันทั่วหน้า)

แล้วก็เกิดการรัฐประหารและสงครามเสื้อสีใน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา

ดูเผินๆ เหมือน "สี" จะนำไปสู่พลังทางการเมืองที่กำลังมองหาอยู่พอดี แต่ "สี" ก็ติดพันอยู่กับการ "ยึดอำนาจรัฐ" แล้วทุกอย่างจะดีเอง ในความเป็นจริง ไม่เคยมีใครยึดอำนาจรัฐได้เด็ดขาดสักรายเดียว เพราะรัฐไทยซับซ้อนเกินกว่าซ่องโจรมานานแล้ว การได้อำนาจรัฐและถืออำนาจนั้นไว้ จึงหมายถึงการต่อรองกับกลุ่มพลังที่หลากหลายในสังคม ตราบเท่าที่ "คนจน" ยังไม่เป็นกลุ่มพลังที่สำคัญ ส่วนที่ต่อรองมาได้จึงไร้ความหมายเสมอ

อย่างไรก็ตาม สงครามสีทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของ "คนจน" รวนเรไปมาก ในทุกขบวนการล้วนมีทั้งสีเหลืองและแดงปะปนกันอยู่ ญัตติของการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับวิถีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ถูกทั้งสองสีมองด้วยความระแวงว่า ซ่อนญัตติแฝงทาง "การเมืองเรื่องทักษิณ" หรือ "การเมืองเรื่องชื่อ" อยู่เบื้องหลัง ขบวนการจึงเคลื่อนไหวได้ยากมาก เพราะต้องการจะเก็บความเป็นกลุ่มก้อนของขบวนการไว้ซึ่งนับวันก็ยิ่งล้มเหลว เพราะการรวมกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวโดยไม่เคลื่อนไหวนั้นเป็นไปไม่ได้ ต่างฝ่ายจึงต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับสีต่างๆ

เขื่อนปากมูลจึงไม่ได้เปิดถาวรต่อไป, ใต้แผ่นดินอุดรฯ ก็ยังเป็นรูเพื่อตักตวงเอาเกลือมาทำโปแตชต่อไป, โรงไฟฟ้าที่จะนะกำลังขยาย โดยที่ดินวะกัฟฟ์ถูกคาบไปเรียบร้อย ฯลฯ เกิดความแตกแยกในขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนเกือบทุกขบวนการ

การเชื่อมต่อกับประเด็นปัญหาต่างถิ่นมีน้อยลง ซึ่งก็เท่ากับว่าขบวนการเคลื่อนไหวหดตัวลงทั้งในแง่เนื้อหา และเครือข่ายพันธมิตร ประเด็นการวางนโยบายสาธารณะกลับไปอยู่ในมือข้าราชการและนักการเมือง โดยมีขุนนางใหม่ซึ่งได้แก่นักวิชาการและเอ็นจีโอระดับชาติ อันไม่ได้อยู่ในสภาพัฒน์ และกระทรวงทบวงกรม เข้ามาถ่วงดุลบ้าง กลายเป็นเวทีต่อสู้ของคนชั้นกลางระดับบนสองกลุ่ม ไม่เกี่ยวอะไรกับ "คนจน" อีกเลย

ในขณะที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีปัญหาของคนจนที่ไม่เหมือน "คนจน" ในขบวนการเคลื่อนไหวซึ่งมีมาก่อน เช่นปัญหาแรงงานและเศรษฐกิจ-การเลิกจ้าง, ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม, ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ, การรีดไถของ ตร.ทางหลวง, ต้นทุนการศึกษาที่สูงเกินไป, ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ - ถ้าจะเรียกผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มนี้ว่าเป็น "คนจน" ก็ไม่เกี่ยวกับวิถีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นโดยตรงอีกแล้ว แม้แต่การทำนาก็ยังใช้ที่ดิน (ซึ่งมักเช่าเขา) ในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรม คือเพื่อผลิตข้าวขายในปริมาณมากๆ

การเปลี่ยนวิถีการใช้ทรัพยากรเป็นเรื่องที่ "คนจน" กลุ่มใหม่เหล่านี้ยอมรับอยู่แล้ว ไม่เอาแม่น้ำมาทำไฟฟ้า เดี๋ยวโรงงานปิด (หรือย้ายฐานฯ ตามสำนวนของคนชั้นกลางระดับบน) กูก็เสร็จล่ะสิ

ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ อนาคตของ "คนจน" ที่วิถีการใช้ทรัพยากรยังเป็นการใช้โดยตรงจะเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้อยู่เพียงสองทางเท่านั้น

1/ หากขบวนการ "คนจน" เหล่านั้น หันมาสร้างพลังทางการเมืองที่เป็นของตนเองโดยแท้จริงให้ทัน ก่อนที่จะสายเกินไป โอกาสที่จะเข้าไปต่อรองเชิงนโยบายก็เป็นไปได้ แต่ต้องยอมรับว่าความเป็นไปได้ในทางนี้มีน้อยมาก เพียงแต่ในสังคมอื่นบางสังคม "คนจน" ประเภทนี้ประสบความสำเร็จก็มีบ้างเหมือนกัน จนมีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรรายย่อยเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับด้วยว่า การ "ยึดอำนาจรัฐ" นั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับ "คนจน" ประเภทนี้ เพียงแค่มีพรรคการเมืองของตนเอง หรือมีพรรคการเมืองที่ใช้ "คนจน" เป็นส่วนหนึ่งของฐานเสียง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ในความเป็นจริงของโลกนี้ จะได้อะไรก็ต้องต่อรอง และจะต่อรองก็ต้องพอมีพลัง และเพราะไม่มีใครมีพลังเด็ดขาด ต่อรองแล้วจึงได้มาไม่เคยเต็มร้อย

2/ "คนจน" ประเภทนี้คือตัวละครที่ถูกลืม การเคลื่อนไหวของเขาคือฉากที่ไม่มีใครจดจำ นอกจากเป็นผู้ผลิตลูกสาวให้พระเอกคาวบอยในหนังอเมริกัน กลายเป็นเชิงอรรถที่ไม่มีใครอ่านในหนังสือประวัติศาสตร์









นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร : "ความยุติธรรม"...สำคัญที่สุด "เจรจา เลือกตั้ง" คือทางออก
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : บทเรียนจากประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
เลือกตั้งใหม่15มิ.ย.กับ20ก.ค. ในมุมสะท้อน "สดศรี สัตยธรรม"
ฐากูร บุนปาน : สงครามขึงพืด
สมลักษณ์ จัดกระบวนพล ส่องบทบาทองค์กรอิสระ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเมือง - ความชอบธรรม - สิทธิอำนาจ
วสิษฐ เดชกุญชร : ปฏิรูปตำรวจ:ปัญหาโลกแตก (2)
นฤตย์ เสกธีระ : บทสรุปทางออก
วิจักขณ์ พานิช เขียน ทางเลือก
ปราปต์ บุนปาน: สังคมอุดม ′เรื่องเล่า′
เปลือยชีวิต "เชอรี่ สามโคก" จากเด็กอักษรศาสตร์สู่ "นางเอกหนังอีโรติก" ชื่อดังแห่งยุค
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
"ชูวิทย์" แชร์ประสบการณ์สมัยทำ อาบ อบ นวด "เซ็กส์และผู้ชาย6ประเภท" และ"ความลับ"ล้วงแล้วหลุดตอนไหน?
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : รักแท้เหนือความร่ำรวย
"เนวิน"แถลงการณ์ชู"กฎเหล็ก"จับคนก่อเหตุวิวาทในงานสงกรานต์บุรีรัมย์ขึ้นเวทีชกกับนักมวย