มติชนรายวัน 2 มกราคม 2555

|
เหตุใดสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษจึงให้ความสำคัญกับภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เยือนสหภาพพม่า ถึงกับยกให้เป็น 1 ใน 12 ภาพเหตุการณ์แห่งปีในเอเชีย
คงไม่ใช่เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคนงาม
คงไม่ใช่เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พูดผิดพูดถูกในเรื่อง หญ้าแฝก หรือในเรื่องของเรือดันน้ำ
และคงไม่ใช่เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคนเชียงใหม่อันมีความสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับพม่ามาอย่างยาวนาน
หากแต่เพราะการไปปรากฏตัวที่สหภาพพม่าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากกว่า
ไม่เพียงเพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปประชุมสุดยอดผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงอันประกอบด้วย จีน ไทย เวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา
ไม่เพียงเพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและแลกเปลี่ยนทรรศนะกับ นางออง ซาน ซูจี
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากเพราะการเยือนสหภาพพม่าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระดับภูมิภาคอันจะส่งผลสะเทือนอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจการเมืองในอนาคตอันใกล้
นั่นก็คือ การสานต่อโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย
เมื่อกล่าวถึงทวาย เรามองเห็นความสัมพันธ์แรกสุดระหว่างกาญจนบุรีกับทวายอย่างเป็นด้านหลัก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง นี่คือความสัมพันธ์และต่อเนื่องกับท่าเรือแหลมฉบัง
เพียงแต่ "ทวาย" คือสะพานในการ "เชื่อม"
เอกสารที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดทำบอกให้รับทราบว่า
การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภายใต้โครงการพัฒนาการทวาย เป็นโอกาสสำคัญในการเปิดประเทศไทยสู่การเดินเรือโลกสายใหม่และเชื่อมโยงผ่านพม่าไปยังประเทศจีน อินเดีย และบังกลาเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสการพัฒนากาญจนบุรีให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน
พลันที่โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงโอกาสที่เคยมีของช่องแคบมะละกาจะค่อยๆ หมดบทบาทไป
นั่นหมายถึงการขุดคอคอดกระจะกลายเป็นอดีต
เส้นทางจากจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมาทางแหลมฉบังจะตัดเข้ากาญจนบุรีและออกไปทางทวายเข้าสู่พม่า อินเดีย บังกลาเทศ รวมทั้งประเทศแอฟริกา ยุโรป ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น
ตรงนี้ต่างหากคือ ก้าวสำคัญอันเริ่มขึ้นอีกวาระหนึ่งในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ความจริงแล้ว ความพยายามเชื่อมร้อยทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพพม่ามีการริเริ่มตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว
แต่มีอันต้องงันชะงัก
งันชะงักเพราะรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 งันชะงักเพราะความอ่อนแอของรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเดือนธันวาคม 2550 ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ล้วนไม่มีโอกาสได้บริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มพิกัด
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ติดอยู่ในกรอบความชิงชังซึ่งเป็นผลพวงของรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 จึงแทบไม่ได้ผูกความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารของสหภาพพม่าอย่างจริงจัง
ภาระที่ตกค้างจึงตกมาเป็นของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
การเดินทางนำร่องไปล่วงหน้าอย่างไม่เป็นทางการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังสหภาพพม่าก่อนบินไปยังเนปาล จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง ต่อการเดินทางไปเยือนในอีกไม่กี่วันต่อมาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อย่างน้อยก็ช่วยให้การเดินทางไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทรงความหมายมากยิ่งขึ้นและเป็นความต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
ที่คืบหน้าเป็นอย่างมากคือ โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย
ผลอันไม่ควรมองข้ามก็คือ นี่มิได้วิน-วินแต่ระหว่างสหภาพพม่ากับประเทศไทย
หากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ก็พอใจกับบาทก้าวใหม่ของเส้นทางการเดินเรือโลกสายใหม่
เรื่องดีๆ อย่างนี้นายกรัฐมนตรี "โง่" ทำไม่ได้หรอก จะบอกให้