พอนนารี-ทีริต เลดี้เขมรแดงและสติอันวิปลาส

วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:17:51 น.

อัญเจียขะแมร์
อภิญญา ตะวันออก


ก่อนชาวหมู่ชนฝ่ายซ้ายของเขมรจะเติบโตแข็งแกร่งในยุคนั้น บรรดานักการศึกษา หนุ่มสาวแนวหน้าที่รับเอาอิทธิพลการศึกษาในแบบฝรั่งเศสมาอย่างเต็มรูปในยุค 1950 ล้วนแต่เป็นลูกหลานชนชั้นกลาง

ในจำนวนคนเหล่านี้ มีสุภาพสตรีพี่น้องสองคนที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้สำเร็จด้านการศึกษาชั้นนำของกัมพูชาและในต่างประเทศ

คนหนึ่งคือ เขียว พอนนารี (พ.ศ.2463-2546) พี่สาวเอียง ทีริต (2475-) สุภาพสตรีขะแมร์กระฮอม-ภรรยาพล พต (1925-1998) อดีตนักศึกษาเขมระภาษารุ่นแรกของกัมปูเจีย ผู้จบชีวิตไว้กับความขมขื่น ด้วยอาการทางประสาทตั้งแต่เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาได้ชัยชนะในปี พ.ศ.2518

การไปเยือนพนมเปญครั้งนี้ ทำให้ฉันได้พบงานชิ้นหนึ่งของ เขียว พอนนารี ที่เป็นบทความสั้น ว่าด้วยการใช้คำ เขมร-คุรุ-ลหุ เพื่อใช้สอนหนังสือที่วิทยาลัยลิเซ่ สีโสวัต ในนิตยสารนารี ไม่ระบุปีที่ตีพิมพ์ เนื่องจากมีลักษณะกึ่งตำรานอกชั้นเรียน และน่าจะเชื่อว่า อาจมีบทความอื่นที่เขียนไว้ในยุคปี 60

เดิมทีแล้วสหายรุ่นเดียวที่สำเร็จด้านภาษาศาสตร์จากฝรั่งเศสรุ่นหลังจากพอนนารีนั้น มีศาสตราจารย์เก่ง

วันสัก ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้วที่เยอรมนี วันสักยังเป็นสหายรุ่นแรกๆ ของ พล พต (สล็อต ซอร์) และพอนนารี ระหว่างปี 1957-1965 ขณะที่คนทั้งสองเพิ่งสมรสกันไม่นาน

เวลานั้น กระแสที่คนหนุ่มสาวพนมเปญต่างพากันออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองเพื่อการปฏิวัติสังคมจำนวนมาก แต่วันสัก มีทัศนะรุ่นแรงคือต่อต้าน เจ้าชายนโรดม สีหนุ ที่เพิ่งสละราชสมบัติและลงมาเล่นการเมืองในตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ จนถูกจับติดคุกระยะหนึ่ง

กระทั่ง อดีตนักเรียนเก่าปารีสผู้นี้หันไปสนับสนุน ลอน นอล หลังกระทำรัฐประหาร เก่ง วันสัก ได้เข้าทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ และมีผลงานด้านการวางระบบการศึกษาสมัยใหม่ไว้พอสมควร

ส่วนพอนนารีนั้น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสตรีเขมรคนแรกที่ศึกษาระดับสูงสุดของประเทศ และมีพื้นฐานชีวิตชนชั้นกลางในราชสำนักจากบิดาที่เป็นข้าราชบริพาร แต่ความเป็นเป็นสตรีเขมรที่มีการศึกษาดี ที่เลือกชีวิตต่อต้านสังคมแบบนักปฏิวัติในหมู่ชนเดียวกันร่วมกับสามี กลับล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะความรู้ความสามารถที่เธออุตส่าห์ร่ำเรียน



ในเวลายาวนานนับตั้งพบกับ สล็อต ซอร์ และตกหลุมรักกันที่ปารีส พอนนารีซึ่งขณะนั้นมีอายุจวนจะ 30 ปี ที่ถูกระบุว่า "อ่อนหวาน เรียบร้อย" ดูจะกลายเป็นเพียงหญิงเปราะบางที่เฝ้ารอคอยการสมรสจากชายคนรักและประสบความสำเร็จขณะที่เธอมีอายุ 36 ปีแล้ว

ในเวลาเดียวกัน พล พต หนุ่มเวลานั้น เพิ่งจะมีอายุเพียง 31 ปี และประสบความสำเร็จงดงามในอาชีพครูสอนหนังสือ ทั้งๆ ที่เรียนไม่สำเร็จการศึกษาแขนงใด

นอกจากนี้ บทบาทลับในพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาของเขาก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นมา

เนียะครูพอนนารีซึ่งอายุแก่กว่าสามีถึง 5 ปี จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำกล่าวร้ายในสังคมเขมรเก่า ที่ซ้ำเติมสาวแก่ขึ้นคานหรือแม้แต่หญิงอายุมากกว่าสามี จนอาจจกล่าวได้ว่ากรณีของพอนนารีนั้น เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างที่ไม่ปรากฏในสังคมเขมรเวลานั้น ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะแต่งงานเมื่ออายุน้อยมาก คือราว 15-18 ปี

ไม่มีใครสนใจถึงการเป็นหญิงเขมรคนแรกที่สำเร็จการศึกษาของพอนนารี นอกจากสงสัยว่าเธอจะเรียกตัวเองว่า "โอน" (น้อง) และสามีว่าพี่ (บอง) ตามคำเรียกสามี-ภรรยาแบบชาวเขมรได้อย่างไร

สังคมที่มีจารีตและลักษณะเฉพาะเจาะจงตามแบบขะแมร์เดิมนี้ ยังมีอีกสิ่งละอันพันละน้อย ที่พอนนารีเองปฏิเสธจะกระทำในยุคของเธอ เช่น การตัดผมสั้น (แบบลัทธิเหมา-ตั้งแต่ปี 2498) สวมสมปดสีดำขณะที่ผ้าซิ่นไหมเป็นสิ่งเดียวที่คนยุคเธอนิยม และการไม่สวมเครื่องประดับที่แม้แต่สตรียากไร้ก็จำเป็นต้องมีสร้อยคอหรือข้อมือไว้เพื่อประดับฐานะ เครื่องประดับจึงเป็นเสมือนการบ่งบอกชาติวงศ์ตระกูล

ความเป็นภรรยานักปฏิวัติและภรรยาของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาของพอนนารี ยิ่งเปราะบางอ่อนแออย่างเห็นได้ชัดต่อสาธารณชน เมื่อเสด็จสีหนุเดินทางไปยังอันเป็นเขตปลดปล่อยที่ภูเขาพนมกุเลน

และ เขียว พอนนารี ได้ปรากฏตัวในภาพถ่าย เธอกลายเป็นหญิงชราผมขาวโพลน ราวกับเป็นคุณยายเขมรแดงในวัยเจ็ดสิบปี



ชีวิต เขียว พอนนารี ดูจะเต็มไปด้วยความรันทด จากวัยเด็กที่เธอร่วมทุกข์สุขกับมารดาที่ประสบความชอกช้ำจากการกระทำของบิดาที่มีภรรยาหลายคน พอนนารีได้ทุ่มเทดูแลทีริตจนถึงขั้นเดินทางไปศึกษาต่อที่ปารีสร่วมกัน

อาจจะยากที่จะเชื่อว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของต้นรากวาทกรรมทางสังคมในยุคของตนไม่ต่างจากสตรีนิยมในตะวันตกเคยมี

สัญลักษณ์นามอย่าง "กุลบุตร-กุลธิดาขะแมร์" เป็นต้น คือสิ่งที่คนยุคพอนนารีทิ้งไว้ในนามของชนชั้นปฏิวัติผู้มีการศึกษา อันควบคู่ไปกับ วาทกรรมของชาวนาและชนชั้นล่าง ที่ถูกปลุกสร้างขึ้นมาในยุคไล่หลัง

ทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นอดีตที่ทิ้งไว้แต่ความวิปลาส และความพยายามที่จะแสวงหาที่มาของความวิปลาศดังกล่าว เช่นเดียวกับชีวิตบั้นปลายของพอนนารีและเหล่าอดีตเขมรแดง ณ ศาลแห่งกรุงพนมเปญเวลานี้

ในเดือนธันวาคม ของปี พ.ศ.2546 ภาพร่องรอยของความเจ็บปวดบนใบหน้าของ เขียว พอนนารี ฉายโฉนต่อโลกใบนี้อีกครั้งในหน้าแรกของหนังสิอพิมพ์แคมโบเดีย เดลี่ ในฐานะของผู้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

ไม่มีใครจดจำสตรี ผู้ครั้งหนึ่ง เคยเป็นสัญลักษณ์ของระบอบการศึกษาสมัยใหม่ที่สังคมกัมพูชาโหยหา และหวังว่า จะใช้มันเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ

ไม่มีใครรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเลดี้เขมรแดงที่บอบบางผู้นี้ ไม่มีใครเข้าถึงอาการพรั่นพรึงหวาดกลัวของเธอ นอกจากคำเพ้อพร่ำว่าจะถูกลักพาตัวและจับตัวไปฆ่าโดยศัตรู

ไม่มีใครรู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้สติของเธอฟั่นเฟือน วิปลาส

นับตั้งแต่เขมรแดงได้ชัยขนะในอำนาจไม่นาน พอนนารีก็ไม่มีโอกาสกลับมารับรู้ชะตากรรมประเทศอีกเลย



โลกภายนอก ดูจะรับรู้เรื่องของพอนนารีเพียงเท่านั้น

ขณะที่เรื่องราวของ เอียง ทีริต นั้นถูกขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับคู่หมั้นหนุ่มตั้งแต่เป็นนักศึกษาในกรุงปารีส การก่อตั้งสมาคมนักศึกษาในต่างแดนที่นำโดย เอียง สารี ทำให้ทั้งสองมีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะมากกว่า สล็อต ซอร์ และ เขียว พอนนารี เอียง ทีริต ยังใช้ชีวิตคู่ในต่างแดนตามแบบวิถีสมัยใหม่ ที่ผ่อนคลายและสอดคล้องโดยไม่ตกอยู่ในค่านิยมแบบเก่า เช่น การหันไปใช้นามสกุลสามีแทนนามสกุลของตน ที่ยังเป็นค่านิยมแบบตะวันตก

ต่างกันอย่างยิ่งกับทีริต ผู้ซึ่งมีชีวิตเบ่งบานในทุกๆ ด้าน เขียว พอนนารี มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตกำปงทม และประธานสมาคมสตรีกัมปูเจียในฐานะภรรยาของผู้นำประเทศในปี 2519

แต่ทว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงงานดังกล่าว กระทั่งในอีก 2 ปีต่อ เมื่อเธอล้มป่วยด้วยโรคจิตหลอน จนถูกส่งไปรักษาตัวที่ปักกิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น เอียง สารี ยังมีส่วนช่วยเหลือภรรยาให้มีบทบาทเท่าเทียมกับตน โดยฉพาะกิจกรรมการเมืองระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา และแม้กระทั่ง เมื่อระบอบเขมรแดงล่มสลายไปแล้ว

ดังนั้น เมื่อเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจ เอียง ทีริต จึงเป็นผู้นำเขมรแดงหญิงเพียงคนเดียว ที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในกระทรวงสังคมกิจและสาธารณสุข และส่งผลให้เธอถูกกล่าวหากระทำทารุณกรรม และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ตามหลักฐาน 2 ชุด ที่ปรากฏ ในปี พ.ศ.2521 คือบันทึกเทปคำปราศรัยข่มขู่ คาดโทษ และหมายเอาชีวิตผู้อื่น ขณะที่เธอเดินทางไปมณฑลตะวันออก

ถ้อยคำเด็ดขาดชัดเจน เรียกร้องให้เหล่ากรรมาภิบาลเขมรแดงอย่างในพื้นที่ ตัดสินใจ เลือกเอาระหว่างการเป็น "กบฏกบาลญวน" รับใช้ระบอบเวียดนาม กับการเป็นตัวแทน "องค์การ" ที่ขับเคลื่อนโดยกัมปูเจียรักชาติ ดูจะเพียงพอที่จะประเมินว่า เอียง ทีริต มีส่วนในการใช้อำนาจที่อาจเกินกว่าเหตุจนไปสู่การล้มตายของผู้คนในระบอบกัมพูชาประชาธิปไตย

ตลอดระยะเวลาการถูกควบคุมตัว 2-3 ปีที่ผ่านมา เลดี้เขมรแดงผู้นี้ หยัดยืนมั่นคงต่อแนวทางการต่อสู้ของตน ด้วยการปฏิเสธทุกข้อหา น้ำเสียงที่หนักแน่น ท่าทางที่จริงจัง ตลอดจนการแสดงออกต่อสาธารณชน ที่ไม่บ่งบอกว่า เอียง ทีริต มีจริตและภาวะทางสมองที่ฟั่นเฟือน

แต่แล้ว แนวการต่อสู้ในชั้นศาลก็เปลี่ยนไป เมื่อจู่ๆ จำเลยหมายเลขคดีที่ 002 คนนี้ เริ่มมีอาการป่วยด้วยโรคทางประสาทอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นกับพี่สาว เขียว พอนนารี ที่เสียชีวิตไปในอ้อมกอดของเธอเมื่อ 8 ปีก่อน

และนี่คือ เกมเดิมพันทั้งหมดที่เหลืออยู่ของ เอียง ทีริต-เดอะ เลดี้เขมรแดงคนสุดท้าย








ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ร่วมกับ ครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดกิจกรรมรับปิดเทอม เปิดค่ายศิลปะ Green Creative Camp
ถิ่นเจริญกรุง เจริญนคร มหานครใหม่ที่ต้องจับตา
ผลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันที่ 1 ต.ค. 57
บาร์บีคิวพลาซ่า มอบ 1 ล้านบาท ซ่อมโรงอาหารให้โรงเรียน 10 แห่ง
กฟน. เพิ่มช่องทางการชำระค่าไฟผ่านแอพพลิเคชั่น Mobile Credit Card บนสมาร์ทโฟน
เคทีซียกทีมการตลาดเผยกลยุทธ์รุกธุรกิจต่างจังหวัด
เบอร์ลี่ฯเปิดตัว "Cellox Purify The Masterpiece Collection"
10 วิธีแก้ไขปัญหากวนใจในทาวน์เฮ้าส์ โดยเช็คราคา.คอม
ชมรมอายุวัฒนา โรงพยาบาลนครธน เชิญร่วมกิจกรรม “รวมพลคนรักข้อ” 15 ต.ค.นี้
เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จับมือ ไปรษณีย์ไทย