แนวทางการปลูก “พริกขี้หนูหัวเรือพันธุ์ใหม่”

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:49:49 น.

























บันทึกไว้เป็นเกียรติ 
ทวีศักดิ์  ชัยเรืองยศ


พริก เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพสูงและมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ คาดว่าพื้นที่ปลูกพริกของเกษตรกรไทย


ในปัจจุบันนี้ มีรวมทั้งสิ้น 584,564 ไร่ รูปแบบของการใช้ประโยชน์จากพริกมีมากมาย ทั้งเพื่อการบริโภคสด ผลิตเป็นพริกแห้งหรือพริกป่น รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ นอกจากนั้น ยังใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคบางชนิด

 


จากข้อมูลการสำรวจพบว่า โดยเฉลี่ยคนไทยบริโภคพริกคนละ 5 กรัม/วัน หรือลองคำนวณคร่าวๆ ด้วยประชากรคนไทย 60 ล้านคน ก็จะประมาณได้ว่า คนไทยบริโภคพริกถึง 109,500,000 กิโลกรัม/ปี พื้นที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “พริกขี้หนูหัวเรือ” มีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากที่สุดโดยเฉพาะในเขตจังหวัดอุบลราชธานี แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปลูกพริกสายพันธุ์นี้พบปัญหาเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีการเก็บเมล็ดพันธุ์เองและไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์


หลังจากที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ใช้เวลาประมาณ 7 ปี ในการคัดเลือกพันธุ์พริกหัวเรือแบบสายพันธุ์บริสุทธิ์ สุดท้ายได้ทดสอบสายพันธุ์ในไร่ของเกษตรกร ได้พริกขี้หนูหัวเรือพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรเก็บพันธุ์เองถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ขนาดของทรงพุ่มเล็กกะทัดรัด มีความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลางของต้น ประมาณ 80-90 เซนติเมตร เท่านั้น มีอายุการเก็บเกี่ยวเร็ว คือ 90 วัน หลังจากย้ายปลูกลงแปลง ที่สำคัญเป็นพริกที่มีขนาดผลสม่ำเสมอและให้ผลผลิตดกมาก มีความยาวของผลเฉลี่ย 7-8 เซนติเมตร จัดเป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ที่มีความเผ็ดมาก (คนอีสานเคยเล่าติดตลกว่า กินส้มตำใส่พริกหัวเรือเพียงผลเดียวกินเช้าเผ็ดถึงบ่าย)

 


นอกจากนั้น ยังจัดเป็นพริกขี้หนูที่มีกลิ่นหอม เมื่อผลแก่มีสีแดงสดใช้รับประทานสดหรือแปรรูปเป็นพริกขี้หนูแห้งจะได้พริกขี้หนูที่มีขนาดใหญ่และสวยมาก สำหรับเกษตรกรที่นำไปปลูกต่างก็ยอมรับว่าให้ผลผลิตดกมาก เมื่อมีการบำรุงรักษาที่ดีพอประมาณจะให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้ทดลองปลูก “พริกหัวเรือพันธุ์ใหม่” พบว่า เป็นพริกที่ให้ผลผลิตดี ติดผลดก ผลผลิตต่อไร่สูงมาก และที่สำคัญเป็นที่ต้องการของตลาด


เคล็ดลับกับการปลูกพริกหัวเรือพันธุ์ใหม่ให้ทันช่วงราคาสูง ต้องเป็นที่ดอน น้ำไม่ท่วม ดินดี มีความเป็นกรด-ด่าง  6-6.8 มีอินทรียวัตถุพอสมควร มีความร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ไม่มีไส้เดือนฝอยรากปม เริ่มเพาะต้นกล้าพริกตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนสิงหาคม เพื่อปลูกในเดือนกันยายน ซึ่งในช่วงดังกล่าวฝนจะตกชุกที่สุด จะทำให้ต้นกล้าพริกเน่า เพราะน้ำขังแปลงปลูก หรือดินแน่น โดยเกษตรกรจะมีทางเลือก 2 ทาง คือ เพาะต้นกล้าในกระบะพลาสติก (ถาดหลุม) ถาดละ 104 หลุม ราคาใบละ 18 บาท โดยเตรียมวัสดุเพาะใส่ถาดหลุม ประกอบด้วยดินผสม ได้แก่ ดิน : แกลบดำ : ปุ๋ยคอก = 4:1:1 นำดินผสมมารวมกับส่วนผสมของปุ๋ยหมักแห้ง+เชื้อไตรโคเดอร์ม่าสด + รำอ่อน อัตรา (100 กิโลกรัม+1 กิโลกรัม+5 กิโลกรัม)
อัตราดินผสม : ส่วนผสมของปุ๋ยหมักแห้ง = 4:1

 


เมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาเพาะต้องเป็นพันธุ์ดี ไม่มีโรคและแมลง ก่อนเพาะ 1 วัน ต้องนำไปแช่น้ำอุ่น  55 องศาเซลเซียส (น้ำเย็น 1 ส่วน+น้ำเดือด 1 ส่วน) นาน 20 นาที เพื่อฆ่าเชื้อแอนแทรกโนส (กุ้งแห้ง) ที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้เมล็ดที่ลอยน้ำแสดงว่าลีบให้เก็บทิ้ง หลังจากนั้นนำไปแช่ในสารละลายสปอร์เชื้อไตรโคเดอร์ม่าสด (เชื้อสด 4 ถุง+น้ำ 100 ลิตร) แช่เมล็ด 1 คืน จึงเพาะในกระบะหลุมละ 1 เมล็ด กลบดิน เก็บถาดในที่ร่มรำไร หรือมีตาข่ายพรางแสง อย่าให้ถูกฝนโดยตรง


หลังจากงอกได้ 15 วัน พ่นน้ำหมักชีวภาพ สูตรบำรุงต้นอัตรา 2-3 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร (พ่นทุก 7-10 วัน) จะทำให้ต้นโตเร็วขึ้น ไม่ควรใช้ยูเรีย เพราะต้นกล้าจะอวบเกินไป เมื่อต้นกล้าอายุ 1 เดือน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ ก็นำมาปลูกได้ หรืออีกวิธีคือการเพาะต้นกล้าในแปลงที่อยู่ในที่ดอน ใช้ตาข่ายพรางแสง อย่าให้ถูกฝนโดยตรง
วิธีการเตรียมเมล็ดทำเหมือนเพาะในกระบะทุกอย่าง ส่วนวัสดุเพาะใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าสด ผสมปุ๋ยหมักแห้ง อัตรา 2-3 กิโลกรัม/10 ตารางเมตร ร่วมกับหว่านปูนขาว 0.5-1 กิโลกรัม/10 ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน จึงหว่านเมล็ด โดยพื้นที่ 5 ตารางเมตร จะใช้เมล็ดพันธุ์พริกหว่านประมาณ 50 กรัม กลบดินให้เมล็ดจมดินทุกเมล็ด อย่าให้เมล็ดอยู่เหนือดิน เมื่ออายุ 1 เดือน หรือกล้าพริกมีใบจริง 2-3 ใบ จึงถอนไปปลูกได้

 


การปลูกพริก ไม่ควรปลูกเกิน วันที่ 15 กันยายน หลังเตรียมดินดีแล้ว พร้อมปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวโดโลไมต์ อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนปลูกรองพื้นด้วยปุ๋ยหมักแห้ง อัตรา 150-200 กิโลกรัม/ไร่ (ผสมปุ๋ยหมักแห้ง 100 กิโลกรัม+เชื้อสด 4 ถุง ถุงละ 250 กรัม+รำ 5 กิโลกรัม) ซึ่งเกษตรกรที่นิยมปลูกแบบปักดำ กดรากลงในดินจะทำให้โคนต้นกล้าพริกช้ำง่าย ต้นกล้าจึงต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน ถ้าต้องการให้ต้นกล้าดูดอาหาร แตกกิ่งได้เร็วขึ้นควรปลูกแบบหลุม และยกร่องเพื่อป้องกันน้ำขัง ในหลุมรองพื้นด้วยปุ๋ยหมักแห้ง (ผสมปุ๋ยหมักแห้ง 100 กิโลกรัม+เชื้อสด 4 ถุง ถุงละ 250 กรัม+รำ 5 กิโลกรัม) อัตราหลุมละ 100 กรัม ก่อนปลูกแช่รากพริกด้วยเชื้อสด 4 ถุง ถุงละ 250 กรัม ละลายในน้ำ 100 ลิตร แช่นาน 30 นาที จนกว่าจะปลูกเสร็จ (ถ้าปลูกไม่เสร็จ ให้ละลายเชื้อใหม่อย่าแช่รากทิ้งไว้)

 

การปลูกแบบหลุมเมื่อรากฟื้นตัวจะดูดอาหารได้ทันที และป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่าด้วย ซึ่งในฤดูฝนเสี่ยงต่อโรคในดินหลายชนิด ควรฉีดสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงเป็นระยะๆ หรือตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตของพริก


การดูแลรักษาพริกหัวเรือพันธุ์ใหม่ หลังปลูก 15 วัน พ่นน้ำหมักชีวภาพ สูตรบำรุงต้น อัตรา 2-3 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร (พ่นทุก 7-10 วัน จนออกดอก) พ่นน้ำหมักชีวภาพ สูตรบำรุงผล อัตรา 2-3 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร (พ่นทุก 7-10 วัน จนถึงเก็บเกี่ยว) พ่นแคลเซียมไนเตรต (15-0-0) อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ในช่วงติดผลเล็กเพื่อแก้ปัญหาเกิดผลนิ่ม ปลายผลเหี่ยวเนื่องจากการขาดธาตุแคลเซียมและป้องกันไม่ให้เชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคกุ้งแห้งเข้าทำลายซ้ำ พ่นสปอร์เชื้อสด 4 ถุง ถุงละ 250 กรัม+น้ำ 200 ลิตร ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพทุก 1 เดือน ถ้ามีไร โรค แมลงศัตรูทำลาย ให้ใช้สารเคมีตามความเหมาะสมหรือพ่นสลับกับน้ำหมักสมุนไพร


พริก เป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมากเกินไป ฉะนั้น ก่อนให้น้ำควรตรวจดูดินบริเวณโคนต้น ดังนี้ ในดินร่วนปนทราย ทำโดยกวาดดินออก ประมาณ 1 นิ้ว แล้วขุดเอาดิน ประมาณ 1 กำมือ บีบแล้วคายออก จากนั้นตรวจดูดินหลังจากคายแล้ว ถ้าดินมีความชื้นน้อยไป ก้อนดินมีความชื้นน้อยไป ก้อนดินจะแตกหลังคายมือออก ถ้าดินมีความชื้นพอเหมาะจะจับตัวเป็นก้อน และถ้าดินมีความชื้นสูงเกินไป จะมีน้ำไหลออกมาตามช่องนิ้วมือ


ในสภาพดินเหนียว การตรวจสอบความชื้นแตกต่างไปจากสภาพดินทราย ทำโดยนำเอาดินที่จะตรวจสอบมาปั้นเป็นแท่งยาวคล้ายดินสอ ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ถ้าไม่สามารถปั้นได้ แสดงว่าความชื้นน้อยไป ถ้าปั้นได้แต่ขาดเป็นช่วงๆ แสดงว่าความชื้นพอเหมาะ ถ้าปั้นได้แต่ไม่มีการขาด แสดงว่าความชื้นสูงไป ทั้งในดินร่วนปนทรายและดินเหนียว ถ้ามีความชื้นสูงเกินไปให้แก้ไขโดยการพรวนดิน ซึ่งจะช่วยให้น้ำระเหยออกจากดินได้


ส่วนในกรณีที่ดินแห้งเกินไปและไม่อาจให้น้ำได้ ก็ควรใช้วัตถุคลุมดิน เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่ว ต้นถั่ว หรือใช้พลาสติกคลุมแปลง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยรักษาความชื้นในดินได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการป้องกันวัชพืชไม่ให้ขึ้นด้วย
การกำจัดวัชพืชและการพรวนดินหลังจากปลูกพริกแล้ว เมื่อพริกมีอายุประมาณ 20 วัน ควรกำจัดวัชพืชที่งอกขึ้นมาและถ้าตรวจพบว่าพื้นที่ปลูกพริกดินจับตัวกันแน่น ก็ให้พรวนดิน เพราะถ้าดินแน่นจะทำให้พริกแคระแกร็นได้ การให้ปุ๋ยระยะ 1 เดือนแรก ก็ให้ทางดินร่วมกับทางใบเป็นหลัก โดยการให้ทางดิน ก็ให้สูตร 46-0-0 สลับกับ 15-0-0 หรือ 15-15-15 ในเดือนแรก ในอัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง แต่ไม่เกิน 10 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง ห่างกัน 7 วัน ส่วนทางใบ ใช้สูตร 21-21-21 สลับ 30-20-10 เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ในอัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ระยะเดือนที่ 2-3 ระยะนี้พริกมีอายุ 30-90 วัน ซึ่งมีการติดผลของพริกในชุดแรก ธาตุอาหารทางดินและทางใบยังจำเป็นเหมือนเดิม ทางดินใช้สูตร 15-15-15 สลับ 13-13-21 ส่วนทางใบ ใช้สูตร 15-0-0 เพื่อเพิ่มธาตุแคลเซียมในช่วงติดผลเล็ก ในอัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร


ระยะเดือนที่ 4-6 ระยะนี้ พริกมีอายุ 120-180 วัน ซึ่งมีการเก็บผลผลิตของพริกในชุดแรกเก็บได้มาก ธาตุอาหารทางดินและทางใบยังจำเป็นเหมือนเดิม ทางดินใช้สูตร 15-15-15 สลับ 13-13-21 ร่วมกับปุ๋ยหมักแห้งผสมเชื้อไตรโคเดอร์ม่าสด อัตรา 1:25 ส่วนทางใบ ใช้สูตร 21-21-21 สลับ 10-20-30 ในอัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ให้ปุ๋ยทุกครั้งหลังเก็บผลผลิตจำหน่าย


การเก็บเกี่ยว จะเริ่มทำได้เมื่อพริกอายุ 90 วัน หรือประมาณ 3 เดือน เด็ดทีละผล โดยจิกเด็ดที่รอยต่อก้านผลกับกิ่ง ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับชนิดและความสมบูรณ์ของต้นพริกเอง


   การทำปุ๋ยหมักแห้ง   
1. ปุ๋ยคอก 3 ส่วน+แกลบดิบเก่า 3 ส่วน+แกลบดำ 1 ส่วน+กากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพ
2. ปุ๋ยคอก 400 กิโลกรัม+แกลบดิบเก่า 100 กิโลกรัม+รำอ่อน 30 กิโลกรัม+กากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพ
3. ปุ๋ยคอก 3 ส่วน+กากถั่วเหลือง 3 ส่วน+แกลบดิบเก่า 2 ส่วน+แกลบดำ 1 ส่วน+กากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพ (10 ลิตร ต่อปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม)
4. ปุ๋ยคอก 3 ส่วน+กากตะกอนอ้อย 2 ส่วน+แกลบดิบเก่า 2 ส่วน+แกลบดำ 1 ส่วน+กากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพ (10 ลิตร/ปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม)

 


วิธีทำ ผสมน้ำหมักชีวภาพและกากน้ำตาลในน้ำ ใส่บัวรดบนส่วนผสมที่มีปุ๋ยคอก แกลบ รำ โดยวนจากข้างนอกเข้าข้างใน อย่าให้แฉะ ถ้าแฉะมากความร้อนจะสูงและเป็นก้อน และอย่าแห้งเกินไป (กำปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นก้อนความชื้นพอดี ถ้าแผ่กระจายจะแห้งเกินไป) หลังทำแล้ว 8 ชั่วโมง ความร้อนในกองปุ๋ยจะสูงมาก ให้กลับปุ๋ยในกองทุกวัน ประมาณ 7-10 วัน ความร้อนในกองจะปกติเก็บใส่ถุงไว้ใช้ต่อไป หรือถ้ามีถุงปุ๋ยให้กรอกใส่ถุงเลย เพื่อความสะดวกในการกลับกระสอบปุ๋ยหมักและการขนย้าย

 

....................................................................

 

หนังสือ “คู่มือปลูกพริกเงินล้าน” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับหนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่ายรายได้งาม เล่มที่ 1-เล่มที่ 7” รวมทั้งหมด 8 เล่ม จำนวน 624 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

  








บาร์บีคิวพลาซ่า มอบ 1 ล้านบาท ซ่อมโรงอาหารให้โรงเรียน 10 แห่ง
กฟน. เพิ่มช่องทางการชำระค่าไฟผ่านแอพพลิเคชั่น Mobile Credit Card บนสมาร์ทโฟน
เคทีซียกทีมการตลาดเผยกลยุทธ์รุกธุรกิจต่างจังหวัด
เบอร์ลี่ฯเปิดตัว "Cellox Purify The Masterpiece Collection"
10 วิธีแก้ไขปัญหากวนใจในทาวน์เฮ้าส์ โดยเช็คราคา.คอม
ชมรมอายุวัฒนา โรงพยาบาลนครธน เชิญร่วมกิจกรรม “รวมพลคนรักข้อ” 15 ต.ค.นี้
เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จับมือ ไปรษณีย์ไทย
ซีพีเอฟ เติมความสุขให้ผู้สูงวัย ผ่านโครงการ “ซีพีเอฟคืนสุขผู้สูงวัย” ปีที่ 3
โตโยต้าสนับสนุนทีมเยาวชนไทยร่วมแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันที่ 29 ก.ย.57