224ปัญญาชนต่างชาติหนุนครก.112, "เกษียร" ตอบทำไมคนว่านิติราษฎร์ล้มเจ้า, ข้อคิดของ "เหยื่อ 6 ตุลา"

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 17:30:00 น.





อภินันท์ บัวหภักดี





224 ปัญญาชนนานาชาติหนุนครก.112

 

นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติ สนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์


ในจดหมายเปิดผนึกที่ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติจำนวน 224 คนได้แสดงความกังวลอย่างมากต่อการใช้มาตรา112 และการลิดรอนสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกกล่าวโทษภายใต้มาตรานี้ ผู้ที่ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกยืนยันว่า "มาตรา112 ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอิทธิพลในการใช้ปิดปากคู่ขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ขัดแย้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์"


ดร. เควิน ฮิววิสัน ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย นอร์ทแคโรไลนาแชเปิลฮิลล์และผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษาแสดงความเห็นว่า "การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปในทางที่ผิดในทางการเมืองนั้นมีส่วนสัมพันธ์กับสภาวะเสื่อมถอยของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย การใช้อำนาจตรวจสอบ การเซ็นเซอร์ตัวเอง และข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างรุนแรง"


มีผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกฯสนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพราะ "การปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยและเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติรัฐในความหมายที่กว้าง"


การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 ที่นำเสนอโดยกลุ่มนิติราษฎร์จะทำให้การลงโทษได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด, จำกัดให้ผู้ที่สามารถแจ้งความกล่าวโทษได้เป็นสำนักราชเลขาธิการแทนที่จะเป็นใครก็ได้, จำแนกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตออกจากการอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์, และแยกการละเมิดมาตรา 112 ให้อยู่ในหมวดความผิดต่อเกียรติยศชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์แทนที่จะจัดให้อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ


ดร.ราเชล แฮริสัน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมไทยศึกษากล่าวว่า "เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักคิดและนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติจำนวนมากร่วมลงชื่อกับเราในการสนันสนุนการปฏิรูปมาตรา 112 เป็นการแสดงให้เพื่อนชาวไทยที่กำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายนี้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และเรื่องนี้จะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากประชาคมนานาชาติ"


ผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ประกอบด้วยนักวิชาการ นักเขียนและนักกิจกรรมทางสังคมจาก 16 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, เยอรมนี,ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวีเดน, ตรินิแดดและโตเบโก, อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา


เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายไม่ได้มีเพียงนักวิชาการ แต่ยังมีนักเขียน สื่อมวลชน นักเคลื่อนไหวชื่อดังระดับโลก ที่มาจากหลายหลายประเทศ ในส่วนของนักวิชาการ ก็ไม่ได้มีแค่คนที่ศึกษาเรื่องประเทศไทย แต่มาจากหลากหลายสาขาวิชา โดยบางส่วนของผู้ร่วมลงนามมีดังนี้


ศาสตราจารย์เกียรติคุณ โนม ชอมสกี้  (Noam Chomsky) นักปรัชญา นักภาษาศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 20-21 แห่งสถาบันเทคโนโลยี่แมสซาชูเส็ทส์ (Massachusetts Institute of Technology) เขามีงานเขียนมากมาย ที่มุ่งวิพากษ์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอีกหลายรัฐบาล


เอมิตาฟ โกช (Amitav Ghosh) นักคิด-นักเขียนชาวอินเดีย ผลงานของเขาได้รับรางวัลนานาชาติมากมาย เช่น The Circle of Reason ได้รับ Prix Medicis อันเป็นรางวัลทรงเกียรติสาขาวรรณกรรมของฝรั่งเศส, The Shadow Lines ได้รับ 2 รางวัลจาก Sahitya Akademi และรางวัล Ananda Puraskar ของอินเดีย, The Calcutta Chromosome ชนะรางวัล the Arthur C. Clark อันเป็นรางวัลอันทรงเกียรติของประเทศอังกฤษสำหรับนวนิยายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น


แทริค อาลิ (Tariq Ali ) นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายปากีสถาน เป็นนักประวัติศาสตร์การทหาร นักเขียน สื่อมวลชน ผู้กำกับภาพยนตร์ ปัญญาชนสาธารณะ นักวิจารณ์และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เขายังเป็นสมาชิกของกองบรรณาธิการวารสาร New Left Review 


คริส เฮดจ์ส (Chris Hedges) นักเขียน-นักข่าวสงครามชาวอเมริกัน เขาเชี่ยวชาญทั้งการเมืองอเมริกาและตะวันออกกลาง ในปี 2002 คริสได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากผลงานด้านการก่อการร้าย เขาเคยได้รับรางวัลจากองค์กรนิรโทษกรรมสากลในฐานะสื่อมวลชนที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน, และได้รับเชิญไปสอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, นิวยอร์ค, พรินซ์ตัน ฯลฯ


โรเบิร์ต มีโรพล (Robert Meeropol) ลูกชายของจูเลียส และอีเธล โรเซนเบิร์กส (Julius and Ethel Rosenberg) สองสามีภรรยาที่ถูกรัฐบาลอเมริกันกล่าวหาและลงโทษประหารชีวิตในข้อหาเป็นสายลับขโมยข้อมูลระเบิดนิวเคลียร์ให้กับสหภาพโซเวียต โรเบิร์ตกับน้องชายของเขา (ไมเคิล) กลายเป็นเด็กกำพร้าในทันที แต่โชคดีที่ครอบครัวมีโรพลรับอุปการะพวกเขา พี่น้องสองคนใช้เวลาหลายปีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อแม่ ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยทำให้สังคมอเมริกันตระหนักถึงความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมอเมริกันในยุคล่าแม่มด "คอมมิวนิสต์", โรเบิร์ตจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนักกิจกรรมเยาวชนหัวก้าวหน้าที่ถูกเล่นงาน


แอรีล ดอร์ฟแมน (Ariel Dorfman)  นักเขียนนวนิยาย นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน เขาถือสัญชาติอเมริกันแต่มีเชื้อสายอาร์เจนตินา-ชิลี ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมและลาตินอเมริกาศึกษา ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ค สหรัฐอเมริกา
  

นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการชื่อดังที่อยู่นอกวงการไทยศึกษาจำนวนมาก อาทิเช่น


ศ.แอนโทนี รีด (Anthony Reid) ผู้เขียนหนังสือทวิภาคคลาสสิค Southeast Asia in the Age of Commerce


ศ.โรเบิร์ต เอบริตตัน (Robert B. Albritton) นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี้


ศ.บาร์บารา วัตสัน อันดายา ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย


ศ.เบน เคียร์แนน (Ben Kiernan) แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้เขียน How Pol Pot Came to Power และ The Pol Pot Regime
  

ศ.ฟรีดา บีเฮทส์ (Frieda Behets) เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและวิจัยการแพทย์ ม.นอร์ทแคโรไลน่า แชปเปล ฮิลล์
 

ศ.ดิเปช จักรปาตี (Dipesh Chakrabarty) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลังอาณานิคม (Post Colonialism) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก
 

ศ.ปีเตอร์ เบลล์ (Peter Bell) นักเศรษฐศาสตร์แห่ง State University of New York at Purchase
 

ศ.ฮิลารี ชารล์สเวิร์ธ (Hilary Charlesworth) ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อธรรมาภิบาลและความยุติธรรมระหว่างประเทศ ม.แห่งชาติออสเตรเลีย
 

ศ. จอห์น ไซเดล (John T. Sidel) ผู้เชี่ยวชาญการเมืองอินโดนีเซีย แห่ง London School of Economics and Political Science


สำหรับ นักวิชาการด้านไทยศึกษาที่ร่วมลงนาม มีอาทิ ศ.เคร็ก เรย์โนลส์ (Craig Reynolds) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย, ศ.ชารล์ส คายส์ (Charles Keyes) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน, ศ.เควิน ฮิววิสัน (Kevin Hewison) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลน่า, ศ.แคเธอรีน บาววี่ (Katherine Bowie) แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน และ ศ.ปีเตอร์ แจ็กสัน (Peter Jackson) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เป็นต้น


เนื้อหาโดยละเอียดของจดหมายเปิดผนึก


ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ทำเนียบรัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กทม.10330
ประเทศไทย
โทรสาร +66-2288-4016
1 กุมภาพันธ์ 2555


กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ในฐานะผู้สังเกตการณ์นานาชาติที่ติดตามและห่วงใยสถานการณ์ประเทศไทย เราขอประกาศยืนหยัดเคียงข้างคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ที่นำโดยนักวิชาการไทยที่สังคมให้ความนับถืออย่างมาก เช่น ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112  เราเฝ้าติดตามด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะจำนวนของผู้ที่ถูกฟ้องร้องและดำเนินคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างทับทวีคูณ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของการกดขี่ในนามของการปราบปรามมากขึ้น  ขณะที่การละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงการไม่ให้สิทธิในการประกันตัวและการปฏิเสธสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยได้กลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ


ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการลงโทษจำคุกที่รุนแรงที่สุดภายใต้มาตรา 112 กับนายอำพล (หรือ "อากง") ที่ถูกพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ให้ต้องโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการส่งข้อความต่อต้านสถาบันจำนวนสี่ข้อความ(sms) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่   ในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีคดีที่ถูกฟ้องร้องและพิพากษาลงโทษจำนวนมาก และอีกไม่ทราบจำนวนที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณชน แต่ปรากฏอยู่ในสถิติการดำเนินคดีของศาล   เรามีความกังวลมากยิ่งขึ้นต่อการใช้มาตรา 112 ที่ให้ใครก็ได้สามารถแจ้งความกล่าวโทษบุคคลใดว่าละเมิดกฎหมายนี้ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่หลังจากได้รับแจ้งความ   สิ่งที่เป็นความกังวลอันสำคัญยิ่งนี้เพราะจำนวนที่เพิ่มขึ้นของการกล่าวหาและการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 เกิดขึ้นเพราะสังคมไทยมีการแบ่งเป็นฝักฝ่ายมากขึ้นตามอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมือง   ภายใต้บริบทเช่นนี้ มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอิทธิพลในการที่ปิดปากคู่ขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ขัดแย้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


ระยะเวลาของโทษจำคุกที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ถูกกำหนดไว้ภายใต้มาตรา 112 ได้ทำลายบุคคลที่ต้องโทษและครอบครัวของพวกเขา พรากปู่จากหลาน พรากพ่อจากลูก และพรากสามีจากภรรยา ยิ่งไปกว่านั้น การที่ระยะเวลาของโทษจำคุกเหล่านี้เทียบเท่าได้กับโทษที่ผู้ค้ายาเสพติดและผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงได้รับนั้น ทำให้เกิดบรรยากาศความกลัวในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อประชาชนไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อไรที่เสียงเคาะประตูบ้านที่ดังขึ้นนั้นจะมาจากข้อความที่พวกเขาเขียน บทความที่พวกเขาโพสต์ในโลกออนไลน์ หรือจากการกระทำใดๆที่ถูกนับว่าเป็นการไม่จงรักภักดี  ก็จะเกิดการจำกัดความคิดและการแสดงออก [ที่มีต่อสถาบัน] ตราบใดที่สิ่งนี้ยังเกิดขึ้น สิทธิมนุษยชนที่สมบูรณ์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงในประเทศไทย


เราขอยืนหยัดสนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพราะการปฏิรูปเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยและเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติรัฐในความหมายที่กว้าง ร่างแก้ไขกฎหมายที่นำเสนอโดยกลุ่มนิติราษฎร์จะแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆที่เกิดจากการใช้มาตรา 112 ในทางที่ผิดโดยการทำให้การลงโทษเป็นเหตุเป็นผลและได้สัดส่วนกับความผิด  การจำกัดให้ผู้ที่สามารถแจ้งความกล่าวโทษได้เป็นสำนักราชเลขาธิการแทนที่จะเป็นใครก็ได้  การจำแนกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจากการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และดำเนินการกับการละเมิดมาตรา 112 ในกรอบของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะเป็นเรื่องการละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งรัฐเราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาการแก้ไขมาตรา 112 ตามที่มีการเสนอโดยเร็ว


ขอแสดงความนับถือ


"เกษียร" ตอบคำถาม ทำไมคนหาว่านิติราษฎร์ล้มเจ้า?

 

ขณะที่นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนข้อเขียนขนาดสั้นลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อตอบคำถามที่นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ ตั้งขึ้น ความว่า


ถาม-ตอบ ทำไมหาว่านิติราษฎร์ล้มเจ้า?


ธีระ สุธีวรางกูร


เรียนถามด้วยความเคารพ ข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ของนิติราษฎร์ เป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง หรือล้มล้างสถาบันพระมหากษัตรย์ ตรงไหนหรือครับ?


เกษียรทดลองตอบ


ผมได้ยินมา 3 เวอร์ชั่นครับอาจารย์


1) เวอร์ชั่นของ ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน เสนอว่าข้อเสนอนิติราษฎร์ซึ่งคงรวมทั้งการแก้ไขม.112 และข้อเสนอแก้รธน.ทั้งชุดด้วย จะพาประเทศไทยกลับไปสู่สภาพเดิมระหว่าง 24 มิ.ย. 2475 - 10 ธ.ค. 2475 กล่าวคือพากลับไปสู่ช่วงสั้น ๆ ราว 6 เดือนที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ที่อ.ปรีดีร่างขึ้น แน่นอนว่าในช่วงนั้นมีสถาบันกษัตริย์ มีการปกครองราชาธิปไตยใต้รธน. ทว่าสิ่งที่ขาดหายไปในความเข้าใจของผมซึ่งคุณคำนูณถือเป็นแก่นสารของระบอบปชต.อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่พึงปรารถนาของเขา คือ พระราชอำนาจนำ (royal hegemony) หรือนัยหนึ่งการที่มีระบอบแบบแผนประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง แต่สะกดพฤติกรรมและความคิดของคนในสังคมการเมืองให้ทำตัวเสมือนหนึ่งอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ (อันนี้เป็นการตีความของผม ซึ่งคุณคำนูณอาจเห็นแย้ง)


2) เวอร์ชั่นถัดมานี้โต้ง ๆ ทื่อ ๆ ทึ่ม ๆ กว่าเวอร์ชั่นแรก แต่อิงความคิดสืบเนื่องกัน พูดง่าย ๆ คือ ข้อเสนอนิติราษฎร์ทำให้พวกเขาทำสิ่งหนึ่งไม่ได้ และการที่ทำสิ่งนั้นไม่ได้ พวกเขาเห็นว่าเท่ากับไม่มีสถาบันกษัตริย์ ในความหมายเฉพาะเจาะจงที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประธานในทางการเมือง (political subject) หรือไม่มีสถาบันกษัตริย์ "ทรงรัฐ" (rule เทียบกับ "ทรงราชย์" reign) นั่นเอง สิ่งหนึ่งสิ่งนั้นก็คือ การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือต่อต้าน/กำราบเผด็จการทุนนิยม (ทักษิณ) ในทางการเมือง ผมเข้าใจว่าผู้ที่พูดเรื่องนี้ค่อนข้างชัดได้แก่อ.คมสันต์ โพธิ์คง และอ.ศาสตรา โตอ่อน แต่เอาเข้าจริงนัยอันนี้ปรากฏอยู่อย่างแนบเนียนตั้งแต่ข้อเสนอปฏิรูปการเมืองแบบคอนสติติวชั่นแนลลิสม์ของอ.อมร จันทรสมบูรณ์แล้ว


3) เวอร์ชั่นนี้พลการหรือหยาบกว่าเพื่อน คือตีความอ้างบริบทของสถานการณ์การเมืองโดยรวมว่า ในสภาพที่การเผชิญหน้าและขัดแย้งหลักทางการเมืองปัจจุบันเป็นระหว่างฝ่ายทุนผูกขาดทักษิณ กับ ฝ่ายจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นข้อเสนอนิติราษฎร์ที่หล่น/โผล่เข้ามาในภาวะดังกล่าวย่อมต้องถูกกำหนดหรือตีความอิงกับบริบทสถานการณ์นั้น ซึ่งก็คือมีผลเท่ากับการ "ล้มเจ้า" แม้จะไม่มีอักษรคำว่าล้มเจ้า ไม่มีเจตนาหรือแนวนโยบายหรือมาตราข้อเสนอใด ๆ ที่จะล้มเจ้าอยู่ในข้อเสนอเลยก็ตาม แต่ตีความตามบริบทแล้ว สามารถยัดเยียดความหมายนี้ให้ได้ ผู้เสนอจะเป็นใครไปไม่ได้ ... นอกจาก อ.สุวินัย ภรณวลัย


ข้อคิดจากอดีตเหยื่อ "6 ตุลา" อภินันท์ บัวหภักดี

 

นอกจากนี้ นายอภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษาผู้ร่วมแสดงละครแขวนคอที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถูกจับกุมในเหตุการณ์ล้อมปราบวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้โพสต์ภาพหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ฉบับประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมทั้งแสดงความเห็นในหน้าเฟซบุ๊กของตนเองว่า

 


วันนี้ ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักครั้ง


ในฐานะ คนที่เคยโดนทำร้ายด้วยกฏหมายมาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และ พระราชวงศ์


... อย่างไม่เป็นธรรม ย้ำอีกครั้ง อย่างไม่เป็นธรรม ...


แถมท้ายว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศ


ที่ประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งใจที่จะเชื่อด้วยว่า


การใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง นั้น ... เป็นความจริง


กรณี การล่าชื่อเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ นั้น


ผมเห็นว่า กฏหมายมาตรานี้ ก็เป็นกฎหมายมาตราหนึ่ง


ทำไมกลุ่มคนที่จะต้องมีส่วนปฏิบัติตามกฏหมายนี้ ..จะขอให้แก้ไขบางส่วน ..ไม่ได้


สิทธินี้ ควรเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย


และจริงๆ วิธีการแก้ไขก็มีระบุไว้อยู่แล้ว


ทำไมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงต้องกระทำการดัง ... การล่าแม่มด ...


คือการกล่าวหา ...ใส่ร้ายป้ายสี ...หลอกลวงคนทั้งประเทศ ...


ว่าคณะ นิติราษฎร์ มีแผนการ มีความคิดว่าจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์


แล้วก็โยงใยไปถึง กลุ่ม นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ..แบบเหมารวม


ผมเห็นว่า เรื่องแนวคิดทางการเมือง ..ย่อมมีการเห็นตรงกันได้ ..


แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ..จะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน ...


และผมก็ไม่เห็นว่า คณะนิติราษฎร์ จะมีแนวคิด มีแผนการ


จะคิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตรงไหน


ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์ กำลังกระทำการอย่างที่คุ้นเคย


คือการกล่าวร้าย ด่าทอ ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงประชาชน


เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ..จนทำให้ฝ่ายที่ได้รับข้อมูล พร้อมที่จะเชื่อ ...


เรื่องแบบนี้ทำมาเหมือนๆกัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8


กรณี หมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม


มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน ครับ

 


 




กาลครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว แฝดสยาม อิน-จัน พบรักแรกกับสาวลอนดอน(8)
ค่าจ้างขั้นต่ำ 2559 : โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
ลึกแต่ไม่ลับ โดยจรัญ พงษ์จีน : "ศึกในประชาธิปัตย์"
เหยียดคนจนบนบัตรทอง โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
หรือสมคิดจะสร้างประวัติศาสตร์ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์