จากฮานอยถึงนครพนม "ทูตไทยฯ" ลุยสำรวจเส้นทาง R 12

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 15:00:18 น.





ด่านจาลอ



คณะจากสถานทูตไทยประจำกรุงฮานอยถ่ายภาพร่วมกับทางจ.นครพนม นำโดยทูตฯ "อนุสนธิ์ ชินวรรโณ"(คนกลาง)



บรรดาผู้บริหารของจ.ห่าติงห์ นำทีมโดยเหงียน เถี่ยน รองผู้ว่าฯ(คนแรกขวามือ)



ฝ่ายไทยและทางจ.ห่าติ๋งห์ถ่ายภาพร่วมกันหลังประชุมเสร็จ



วิวทิวทัศน์ระหว่างทางจากห่าติงห์ไปยังด่านจาลอ



บ้านเรือนสองข้างทางของเวียดนามก่อนถึงด่านจาลอ



นาข้าวมีให้เห็นทั่วไปตามจังหวัดต่างๆในภาคกลางของเวียดนาม



ตึกรามบ้านช่องในจ.ห่าติ๋งห์


เรื่อง : ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

 

 

 เป็นอีกครั้งที่ได้ไปเวียดนาม อันเป็นไปตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย "อนุสนธิ์  ชินวรรโณ" เพื่อเข้าร่วมโครงการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยตามแนวเส้นทาง R 12 (ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3) นครพนม-ท่าแขก-ด่านจาลอ-วิงห์ เมื่อไม่นานมานี้  โดยมีผู้ร่วมคณะกว่า 20 ชีวิต


 เชื่อมโยง3 ประเทศ


   สาเหตุที่ต้องมีการสำรวจเส้นทางดังกล่าว ทางสถานเทูตฯ ให้เหตุผลว่า เนื่องจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 เชื่อมจ.นครพนมกับเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว ที่เปิดใช้เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2554 มีความสำคัญในการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งทางบกไทย-ลาว-เวียดนาม ตามแนวเส้นทาง R12 และต่อเนื่องไปถึงจีนตอนใต้ โดยจะเป็นเส้นทางเชื่อมโยงประเทศไทย – มณฑลกว่างสีของจีนที่สั้นที่สุดอีกด้วยคือ 831 กิโลเมตร(กม.)


 อีกทั้งสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายเอเชียสาย AH15 ซึ่งเชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย (อุดรธานี นครพนม สกลนคร) กับถนนหมายเลข 12 ของลาวที่แขวงคำม่วน ต่อไปยัง จ.ห่าติ๋งห์ และเมืองวิงห์ใน  จ.เหงะอาน รวมระยะทาง 331 กม.ซึ่งปัจจุบันเป็นเส้นทางหลักที่ถูกใช้สำหรับการขนส่งสินค้าจากไทยเข้าสู่ลาว เวียดนามตอนเหนือ และจีนตอนใต้ การเปิดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ดังกล่าวจึงยิ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้เส้นทางนี้มากขึ้นต่อไป

 

 

ภาพมุมสูงของตัวเมืองห่าติ๋งห์


นอกจากนี้ จังหวัดภาคเหนือตอนบนของไทย แขวงคำม่วน  จ.ห่าติ๋งห์และเหงะอานของเวียดนาม เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง โดยมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยเฉพาะมีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยน ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม ระหว่างไทย-เวียดนาม จึงควรมีการใช้ประโยชน์จากถนนสายดังกล่าวในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคและภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ เช่น GMS และ ACMECS


ด้วยเหตุนี้สถานทูตฯ จึงห็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการธุรกิจของไทยและสาธารณชนทั่วไปได้รับทราบถึงศักยภาพของสะพานและเส้นทางดังกล่าวในการส่งเสริมโอกาสด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างไทย-เวียดนาม รวมทั้งส่งเสริมความรู้จักคุ้นเคยและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน เยาวชน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจังหวัดต่าง ๆ ของไทยและเวียดนามที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเส้นทางดังกล่าว เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากสะพานและถนนได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย


 

สรุปปัญหาสะพานมิตรภาพฯแห่งที่3


ทั้งหมดนี้เราๆ ท่านๆ ก็คงจะเห็นคล้อยตามเหตุผลที่ว่านี้ แต่ในสภาพความเป็นจริง  การใช้สะพานและเส้นทางสายที่ว่ายังไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สมบูรณ์ตามที่3 ประเทศตั้งเป้าไว้ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งบรรดาผู้แทนหน่วยราชการและภาคเอกชนของจ.นครพนมได้นำเสนอต่อท่านทูตอนุสนธิ์ ในช่วงที่ทีมงานของสถานทูตไทยฯมาถึงจ.นครพนม และมีการประชุมร่วมกันระหว่างทางจ.นครพนม และภาคเอกชน โดยได้มีการเสนอปัญหาต่างๆมากมายอาทิ เวลาเปิด-ปิดสะพานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ขณะที่ด่านอื่นสะพานมิตรภาพ1และ2 ปิดถึง 4 ทุ่ม


  อีกทั้งระหว่างเส้นทางยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆแก่นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเองยังไม่คุ้นชินกับเส้นทางนี้ ซึ่งบางช่วงต้องผ่านภูเขาสูงทั้งที่เวียดนามและลาว  ที่สำคัญยังต้องมีการเปลี่ยนถ่ายหัวรถลากสินค้าเมื่อข้ามจากไทยไปยังลาวก่อนจะถึงเวียดนาม ทำให้ต้องค่าใช้จ่ายเพิ่ม ที่สำคัญรถโดยสารสาธารณะของเอกชนไทยยังไม่สามารถวิ่งมาที่ประเทศลาวได้เพราะติดขัดกฎระเบียบของประเทศไทยเอง ในขณะที่ฝั่งลาวไม่มีกฎหมายห้าม

 

 คณะจากสถานทูตไทยประจำกรุงฮานอยถ่ายภาพร่วมกับทางจ.นครพนม

นำโดยทูตฯ“อนุสนธิ์  ชินวรรโณ“ (คนกลาง)


 

ห่าติ๋งห์เมืองชายแดนเวียดนาม-ลาว


จากฮานอยคณะเดินทางด้วยรถโค้ชโดย ใช้เส้นทาง1A มุ่งหน้าไปยัง จ.ห่าติ๋งห์ ระยะทาง 344 กม. ใช้เวลา 10 ชม . รวมเวลาพักทานเข้าและเข้าห้องน้ำด้วย เป็นเวลานานทีเดียวสำหรับการเดินทางบนถนนราบที่ไม่ได้ไต่ภูเขาสูง เพราะเวียดนามกำหนดความเร็วของรถยนต์ในเมืองหลวงไว้แค่ 40 กม. ต่อชม.


ก่อนจะถึงห่าติ๋งห์ต้องผ่านเมืองฮาลองบก และเมืองวิงห์ สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไทยแวะพักค้างคืนก่อนที่จะเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปยังฮานอยหรือเมืองอื่นๆในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เมืองหลังอันเป็นบ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ หรือลุงโฮ

 

 

ตึกรามบ้านช่องในจ.ห่าติ๋งห์


พูดถึงห่าติ๋งห์เชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักเมืองดีเป็นอย่างดี เพราะเป็นเมืองที่มีคนเวียดนามอพยพไปอยู่ภาคอีสานของไทยจำนวนมากในสมัยเวียดนามเกิดสงคราม พอบ้านเมืองสงบคนเหล่านี้ก็กลับมาอยู่บ้านเกิด เรียกว่าเป็นเมืองของเวียดนามที่อยู่ใกล้กับอีสานของไทยมากสุด


ช่วงที่อยู่ในเมืองนี้จึงมีโอกาสได้สนทนาอย่างสบายใจกับพวกเวียดเกี่ยว(ชาวเวียดนามที่เคยอยู่ต่างประเทศ) เนื่องจากพูดภาษาไทยได้ดี รวมถึงไกด์อายุ 72 ปีของเราที่ชื่อไทยว่า "สุพงษ์ สัตยมัลลี"  ซึ่งอยู่เมืองไทยเกือบ 20 ปี ก่อนที่พ่อแม่จะกลับมาตั้งรกรากยังเวียดนามในปี2504


ทั้งนี้ในการประชุมร่วมกัน ระหว่างนายเหงียน เถี่ยน รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดห่าติ๋งห์ หรือเรียกง่ายๆว่ารองผู้ว่าราชการฯ กับทีมสถานทูตฯ ที่ศาลาว่าการของจ.ห่าติ๋งห์

 

 

บรรดาผู้บริหารของจ.ห่าติงห์ นำทีมโดยเหงียน เถี่ยน รองผู้ว่าฯ(คนแรกขวามือ)

 


 รองผู้ว่าฯห่าติ๋ง ให้ข้อมูลว่า หลายปีที่ผ่านมาห่าติ๋งห์ให้ความสำคัญกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) บนเส้นทางหมายเลข8 นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญอันดีกับสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย กล่าวได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองนี้ เป็นผลมาจากการขนส่งสินค้าชายแดนระหว่างไทยกับเวียดนาม ผ่านทางถนนเส้นหมายเลข8และหมายเลข12


  จ.ห่าติ๋งห์ เป็นหนึ่งในจังหวัดภาคกลางมีพื้นที่ 6000  ตารางกิโลเมตร  มีประชากร 1.3 ล้านคน มีพื้นที่ขนานชายฝั่งทะเล137 กม. มีชายแดนติดกับประเทศลาว 145 กม. มีท่าเรือน้ำลึก ขนาดใหญ่ “หวุง อ๋าง” ระวางน้ำลึก 5 แสนตัน และมีโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกอีกแห่งด้วย

 

ด่านจาลอ


  สำหรับเส้นทาง หมายเลข12 จากแขวงคำม่วนมายังไทย  ถือเป็นถนนที่อยู่ในสภาพดีระดับหนึ่ง ส่วนด่านจาลอของจ.ห่าติ๋งมีมูลค่า นำเข้าสินค้าด่านนี้ถึง 125 ล้านดอลล่าร์ต่อปี สินค้าที่นำเข้ามาเป็นสินค้าจากประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นพวกน้ำดื่ม เครื่องดื่ม ผลไม้ เครื่องใช้ไฟฟ้า เนื้อสัตว์ สำหรับสินค้าส่งออกเป็นพวกเหล็ก อลูมิเนียมท่อ และปูน

 

  รองผู้ว่าฯห่าติ๋งห์แจกแจงว่า ปัจจุบันพยายามจะยกระดับการลงทุน ให้มากขึ้นเบื้องต้นได้ออกใบอนุญาตลงทุนไปแล้ว 150 บริษัท มูลค่าลงทุน 12ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในแผนนี้จะมีโครงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้าพลังความร้อน(ถ่านหิน)  4แห่ง โครงการถลุงเหล็กท่าเรือ เบื้องต้นใช้เงินลงทุน 8900ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีโครงการ พัฒนาเขตพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆ


ชวนนักธุรกิจไทยเข้ามาลงทุน


  “ที่ห่าติ๋งมีสายแร่เหล็กผ่านทั้งจังหวัด ซึ่งจะพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมต่อไป นับเป็นจุดเด่นของจังหวัด และยังมีวัด และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอีกมาก  ปีที่ผ่านมาจังหวัด เก็บภาษีได้ 3ล้านล้านด่อง และตั้งเป้า จะเก็บให้ได้ 5 ล้านล้านด่อง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีคนยากจนก็ตาม แต่ก็สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น”


  รองผู้ว่าฯห่าติ๋งห์ยังออกปากเชิญชวนให้นักลงทุนไทยเข้ามาทำธุรกิจ เพราะที่นี่เหมาะสมหลายอย่าง โดยจะให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีต่างๆ และที่ผ่านมามูลค่านำเข้า-ส่งออก ชายแดนที่จ.ห่าติ๋งห์มีแค่5% ของทั้งประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ยังเสนอให้มีความร่วมมือในการ ขนส่งสินค้าทางภาคอีสานของไทย เพื่อมาใช้ท่าเรือที่ห่าติ๋ง ซึ่งระยะทางใกล้กว่าที่จะขนส่งจากกทม.มายังภาคอีสานและยังสามารถขนส่งไปได้ทั่วโลก  และทางห่าติ๋งยังมีแผนจะหารือกับจังหวัดทางภาคอีสานของไทยใน เดือนมีนาคมนี้เพื่อร่วมมือกันในด้านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว


   “ผมหวังว่าสามประเทศจะได้ร่วมมือกัน ทั้งในเรื่องการคมนาคมขนส่งเพื่อลดขั้นตอน ค่าธรรมเนียมต่างๆลง รวมถึงปัญหาการใช้พวงมาลัยรถ ซ้าย- ขวาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีการนำเข้าที่ประชุมในระดับสูงต่อไป"

 

นาข้าวมีให้เห็นทั่วไปตามจังหวัดต่างๆในภาคกลางของเวียดนาม


  ทีนี้มาฟังความคิดเห็นและข้อมูลต่างๆจากทูต  "อนุสนธิ์"  บ้าง ท่านว่ารัฐบาลไทยว่าให้ความสำคัญการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศทั้งในกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง GMSและในกรอบอาเซียนที่จะนำไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะประสบความสำเร็จ ต้องขึ้นอยู่กับระบบคมนาคมขนส่งว่าจะสะดวกมากน้อยแค่ไหน  ซึ่งรัฐบาลต่างๆที่เป็นสมาชิกอาเซียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ที่จะพัฒนาความเชื่อมโยงเหล่านี้ หลายโครงการดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นเส้นทางหมายเลข9 จากมุกดาหารถึงเวียดนาม


 

 

ชี้เหตุปัจจับเส้นR12 ไม่เวิร์ก


  อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการใช้สะพานมิตรภาพ2-3 ก็ยังมีปัญหาแนวปฎิบัติในเรื่องการค้าผ่านแดน และการเดินทางของประชาชน ซึ่งผู้นำรัฐบาลสามประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม จะประชุมร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ


    ทั้งนี้เส้นทาง R 12 เป็นเส้นทางระหว่างไทยกับเวียดนามที่ใกล้ที่สุด  และเป็นนโยบายของฝ่ายไทยมาหลายปีแล้วในอันที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในอีสานให้ขนส่งสินค้าโดยใช่ท่าเรือของเวียดนามที่ห่าติ๋งห์ แต่ที่ผ่านมา ไม่มีการใช้มากนักเพราะเอกชนไทยต้องคำนึงค่าใช้จ่ายต้นทุน ความสะดวกอื่นๆ และความคุ้นเคยในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันแก้และอำนวยความสะดวกให้เอกชนหันมาใช้เส้นทางนี้ให้มากขึ้น


   ขอย้ำว่า รัฐบาล 3 ประเทศไทย ลาว เวียดนาม ลงทุน พัฒนาเส้นทางเหล่านี้ไม่น้อย ดังนั้นต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม รถพวงมาลัยซ้าย-ขวา ซึ่งคงต้องไปศึกษาว่าที่ยุโรปแก้ปัญหานี้กันอย่างไร“

 

ฝ่ายไทยและทางจ.ห่าติ๋งห์ถ่ายภาพร่วมกันหลังประชุมเสร็จ


  หลังประชุมร่วมกันเสร็จ คณะก็ออกเดินทางจากห่าติ๋งห์ ไปที่ด่านจาลอของเวียดนามระยะทาง 122 กม. แต่ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ3 ชม.กว่า  เพราะก่อนจะถึงด่านนั้นเป็นภูเขาสูง ซึ่งจะมีบ้านอยู่กันค่อนข้างห่าง บางช่วงเป็นเหมือนบ้านจัดสรรใหม่ๆ บางช่วงเหมือนบ้านของพวกชนกลุ่มน้อย แต่ต้องบอกว่าทิวทัศน์สวยงามจริงๆ มองลงไปจะเป็นลำธารน้อยใหญ่ บางสายเป็นสีเขียวเทอคอยน์ สายน้ำบางสายออกสีเขียว บางสายออกสีน้ำเงิน ตัดกับผืนป่าสีเขียวที่ดูยังอุดมสมบูรณ์ น้อยครั้งที่จะมีรถผ่านหรือมีรถสวนมา บางช่วงอยู่ในระหว่างทำถนน

 

 

วิวทิวทัศน์ระหว่างทางจากห่าติงห์ไปยังด่านจาลอ

 


ลาวสร้างคาสิโนแถวด่านท่าแขก


   เมื่อมาถึงด่านจาลอ เพียงไม่กี่อึดใจก็ถึงด่านนาพาว ในแขวงคำม่วนของลาว(อยู่ในระหว่างปรับปรุง) เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองท่าแขก ระยะทาง 148 กม. ใช้เวลาเดินทางกว่า 3  ชม. ซึ่งแม้จะผ่านช่วงภูเขาสูงแค่ 18 กม. แต่ทำเอาพวกเราหลายคนเมารถ ต้องนั่งหลับตาอย่างเดียว กระนั้นก็ตามเท่าที่สอบถามหลายคนเห็นตรงกันว่าทิวทัศน์สวยสู้เส้นจากห๋าติ๋งมาด่านจาลอไม่ได้

 

  และแล้วก็มาถึงด่านท่าแขกของลาว ก่อนจะข้ามมายังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่3 จ.นครพนม ซึ่งตรงฝั่งลาวจะเห็นการก่อสร้างมากมาย


  ท่านผู้อ่านลองทายกันว่า ลาวสร้างอะไร ตอบให้ก็ได้ “บ่อนคาสิโน”ครับท่าน และขอร้องอย่าได้ถามต่อว่าไว้รองรับนักเล่นชาติไหน


  เห็นสภาพแบบนี้ทางจ.นครพนมก็เริ่มปวดหัวแล้ว เพราะจะต้องเตรียมแก้ปัญหานักพนันไทยที่จะไปสิ้นเนื้อประดาตัวในบ่อนลาว เหมือนกับที่นักพนันไทยข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่2 จ.มุกดาหาร ไปเล่นที่บ่อนในแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งทางบ่อนจัดรถรับส่งบริการเต็มที่ จนบางรายหมดตัวไม่มีเงินติดกระเป๋าต้องไปฉกชิงวิ่งราว สร้างปัญหาให้กับสถานกงสุลไทยที่นั่น

 


   เอ….มาสำรวจเส้นทาง R 12 ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 แล้วทำไมมาจบลงที่บ่อนการพนันก็ไม่รู้

 

บ้านเรือนสองข้างทางของเวียดนามก่อนถึงด่านจาลอ

 


 








ผู้บริหารระดับสูง เยี่ยมชมศูนย์บริการ เล็กซ์ซัส กรุงเทพ
พลอย เฌอมาลย์ ร่วมงาน บันทึกสถิติ​โลก จาก ME by TMB
ซีพีเอฟเดินหน้า กิจกรรม จากฟาร์มพี่ สู่โรงเรียนน้อง ปี 3
เมกา โฮม เซ็นเตอร์ มอบทุนการศึกษา พร้อมสื่อการเรียนการสอน
ธ.ไทยพาณิชย์คว้ารางวัลอันทรงเกียรติจาก Thailand Corporate Excellence Awards 2013
บลจ.ธนชาต ชวนฟังเสวนาปรับพอร์ตลงทุนพุ่งเป้าหุ้นชั้นนำระดับโลก 4 ส.ค.นี้ สำรองที่นั่งด่วน !!
“ซีพีเอฟ” มั่นใจ “อิโตชู” ช่วยผลักดันธุรกิจเติบโต
กรุงศรีจัดสัมมนา “ไม่ต้องมีเป็นสิบล้าน ก็จัดพอร์ตได้”
จองโรงแรมอย่างชาญฉลาด โดยเช็คราคา.คอม
“เอไอเอส 3G” ร่วมกับ “a day” ชวนคนไทยมาวิ่งก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง 31 สิงหาฯ ด่วน! รับจำนวนจำกัด
สาวป.โท ผู้เสียหาย ถูกพนง.รถไฟข่มขืนเมื่อ 13 ปีก่อน เขียนจม.เปิดผนึกถึงหน.คสช.-ร.ฟ.ท.
อีกหนึ่งด็อกเตอร์สถาปัตย์ จุฬาฯ โพสต์ ในระบอบปชต. พลเมืองมีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกัน
ชมภาพ สวีทหวาน มัลลิกา กับ ชายผู้โชคดี ก่อนลั่นระฆังวิวาห์ 30 สิงหาคม นี้
แฟนานุแฟนทุกฝ่าย ห้ามพลาด!!! จม.จาก "ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์" ถึง "นงนุช สิงหเดชะ"
จากใจ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" กรณีจำนำข้าว ถึงอดีตนักการเมืองคนหนึ่งและคอลัมนิสต์รายหนึ่ง