โครงสร้างคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ในปัจจุบัน

วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:02:07 น.




โดย ดร.อินทิรา ฉิวรัมย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา

เนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดให้มีการเลือกคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) วาระใหม่ โดยมีการนับคะแนนในวันที่ 22 มีนาคม 2555 ผู้เขียนจึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับโครงสร้าง ก.ต.ในปัจจุบัน (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) โดยเปรียบเทียบกับโครงสร้าง ก.ต.เก่า (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540)


มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้วิเคราะห์ว่าโครงสร้าง ก.ต.เก่า กับโครงสร้าง ก.ต.ใหม่ มีจุดดี จุดด้อย แตกต่างกันอย่างไรในเรื่อง "ที่มา" ของ ก.ต. โดยเฉพาะในแง่สัดส่วนของจำนวน ก.ต.ในแต่ละชั้นศาล และการเลือก ก.ต. โดยผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาล


คณะกรรมการตุลาการ (The Judiciary Commission) เรียกโดยย่อว่า "ก.ต." เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตุลาการ พ.ศ.2477 คณะกรรมการตุลาการหรือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (หลังจากที่มีการแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว) จึงเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นหลักประกันความอิสระให้แก่ผู้พิพากษาจากภายนอกองค์กรไม่ให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากอิทธิพลของฝ่ายบริหารและการเมือง


ในอีกด้านหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการทุกขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ไปจนถึงการให้คุณให้โทษและการถอดถอนผู้พิพากษา ตลอดจนในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขของตุลาการศาลยุติธรรมอันเป็นตำแหน่งสูงสุด ซึ่งท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เคยกล่าวไว้ว่า "คณะกรรมการตุลาการเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของผู้พิพากษาแต่ละนายโดยแท้"


ก่อนอื่นต้องย้อนไปถึงโครงสร้าง ก.ต.ในอดีต ก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยตุลาการระดับสูง ได้แก่ ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา ซึ่งมีอาวุโสสูงสุด และปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็น ก.ต. โดยตำแหน่ง ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ เลือกจากข้าราชการตุลาการ 4 คน และเลือกจากข้าราชการตุลาการผู้รับบำนาญอีก 4 คน ซึ่งต่อมาในระหว่างเดือนกันยายน 2534 ถึงเดือนตุลาคม 2535 ได้เกิดวิกฤตตุลาการขึ้นและมีการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้าง ก.ต.เดิมอย่างกว้างขวาง


มีผู้พิพากษาจำนวนไม่น้อยเห็นว่า วิกฤตตุลาการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องมาจากบทบาทการบริหารงานบุคคลของกรรมการตุลาการบางส่วนที่มิได้เป็นไปตามระบบแบบแผนดังที่เคยกระทำมา


วิกฤตการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความแตกแยกและมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อหลักความเป็นอิสระของศาลยุติธรรม จึงอาจกล่าวได้ว่าสืบเนื่องมาจากโครงสร้าง ก.ต.ไม่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลให้มีกระแสปฏิรูปโครงสร้าง ก.ต.ใหม่ในช่วงเวลาต่อมา


จากสภาพปัญหาโครงสร้าง ก.ต.ดังกล่าว เมื่อศาลยุติธรรมแยกจากกระทรวงยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 จึงมีแนวความคิดเกี่ยวกับการสรรหา ก.ต. โดยกำหนดองค์ประกอบใหม่ ให้คุณสมบัติของข้าราชการตุลาการที่อาจได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ให้มีประสบการณ์อยู่ในชั้นศาลนั้นตามสมควร เพื่อให้มีลักษณะของความเป็นผู้แทนในแต่ละชั้นศาลนั้นอย่างแท้จริง สำหรับกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิให้มาจากการสรรหาของวุฒิสภา เพื่อเป็นตัวแทนฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ดังนั้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ก.ต.ไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ด้วย โดยกำหนดคุณสมบัติของข้าราชการตุลาการที่อาจได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ


จากเดิมซึ่งเป็นการแต่งตั้งจำนวนหนึ่งในสามและจากการเลือกอีกสองในสามหรือในอัตราส่วน 4 ต่อ 8 คน มาเป็นการเลือกจากผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วม โดยให้มีตัวแทนจากคณะผู้พิพากษาในศาลแต่ละชั้นเป็นกรรมการ ไม่ใช่เฉพาะผู้พิพากษาระดับสูงของศาลยุติธรรมเท่านั้น เพื่อว่าในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้พิพากษาแต่ละคนในแต่ละชั้นศาล


แสดงว่ามีตัวแทนของผู้พิพากษาในระดับล่างเข้าไปเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้วย เป็นการลดช่องว่างและสร้างความเป็นธรรมในการบริหารงานบุคคลในองค์กรมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) ในตัวองค์กร จึงกำหนดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิอีกส่วนหนึ่งด้วยนับเป็นนวัตกรรมใหม่อันเป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตุลาการกับประชาชนเพื่อให้มีความสมดุลอย่างเหมาะสม


หลังจากบังคับใช้พระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ทำให้โครงสร้าง ก.ต. ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 36 มีจำนวน 15 คน มาจากการแต่งตั้ง 1 คน ซึ่งได้แก่ตำแหน่งประธานศาลฎีกา มาจากการเลือกของผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลละ 4 คน และมาจากการสรรหาของวุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือก 2 คน รวมเป็น 15 คน


ต่อมาหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตามมาตรา 221 กำหนดให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ประกอบด้วย


(1) ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ


(2) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน ซึ่งข้าราชการตุลาการ เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิพากษาเป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล ดังนี้

ก. ศาลฎีกา เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน 6 คน

ข. ศาลอุทธรณ์ เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค จำนวน 4 คน

ค. ศาลชั้นต้น เลือกจากข้าราชการตุลาการที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้นต้นในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จำนวน 2 คน


(3) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ซึ่งวุฒิสภาเลือกจากบุคคลที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย


จะเห็นได้ว่า ในส่วนของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อพิจารณาจำนวน ก.ต.ศาลชั้นต้นกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นทั่วประเทศแล้ว คำถามที่ตามมาคือ ที่มาของโครงสร้าง ก.ต. เหมาะสมดีแล้วหรือไม่


โดยเฉพาะสัดส่วนของ ก.ต.ที่เปลี่ยนแปลงในศาลชั้นต้นที่ลดลงจาก 4 คน เหลือเพียง 2 คนนั้น ส่งผลอย่างไรหรือไม่ในการบริหารงานบุคคล รวมทั้งการเลือก ก.ต. เฉพาะแต่ในชั้นศาลของตนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะเหมาะสมหรือไม่อย่างไรกับสภาวการณ์โดยทั่วๆ ไปขององค์กรในยุคปัจจุบัน

 

ประเด็นแรก หากมองในภาพรวมแล้ว ก.ต. ทุกชั้นศาลต้องมีภาระหน้าที่กับผู้พิพากษาทุกคนทุกชั้นศาลโดยไม่ได้แบ่งแยกว่า ก.ต.ชั้นศาลใดก็มีหน้าที่เฉพาะชั้นศาลนั้นๆ เท่านั้น แต่ก็คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าความรู้สึก ความเข้าใจของผู้ที่ได้รับเลือกมาจากชั้นศาลใดก็จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญไปที่ชั้นศาลที่เลือกตนมา ดังนั้น เมื่อพิจารณาจำนวนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนกว่า 3,500 คน กับจำนวน ก.ต. 2 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับศาลสูงคือศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีจำนวนรวมกันประมาณ 600 คน กับจำนวน ก.ต. รวมกัน 10 คนแล้ว จะเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้รับการดูแลจาก ก.ต. ประจำศาลของตนเฉลี่ยแล้วคือจำนวนผู้พิพากษา 1,750 คน ต่อ ก.ต.หนึ่งคน


หากเทียบกับศาลสูงแล้วจะมีเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 60 คนต่อ ก.ต.หนึ่งคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก อาจทำให้ ก.ต.ประจำศาลชั้นต้นต้องรับภาระในการดูแลผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศไม่ทั่วถึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเทียบตามสัดส่วนของประชากรผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องมี ก.ต.มากกว่าศาลสูงแต่ประการใด เนื่องจากวัฒนธรรมองค์กรของศาลได้ยึดหลักอาวุโสอยู่แล้ว


และดังที่กล่าวมาแล้วว่า ก.ต.ทุกคนย่อมไม่อาจปฏิเสธภาระหน้าที่ที่มีต่อผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลได้แม้จะมิใช่ชั้นศาลเดียวกันกับตนก็ตาม


อีกประการหนึ่งคือ ในแง่ของการถ่วงดุลซึ่งกันและกันของ ก.ต.ในแต่ละชั้นศาล โดยเฉพาะในการลงมติในที่ประชุม ก.ต. อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันมิให้มีการครหาว่า ก.ต.บางส่วนถูกกลืนโดย ก.ต.จำนวนมาก ดังนั้น จำนวน ก.ต.ในแต่ละชั้นศาลจึงควรมีลักษณะสมดุลจึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล


ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าควรเพิ่มจำนวน ก.ต.ในศาลชั้นต้นอีก อย่างน้อยก็เท่ากับที่รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยกำหนดไว้ ส่วนปัญหาที่ว่าจะกลายเป็นระบบ "เด็กปกครองผู้ใหญ่" หรือไม่นั้น ก็อาจจะอธิบายได้ว่า ก.ต. เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ผสมระหว่างรูปแบบคณะกรรมการ (Commission) กับรูปแบบผู้อำนวยการ (Directorate General) และเป็นองค์กรอิสระทั้งจากอำนาจอิทธิพลภายในและภายนอก อีกทั้งเป็นองค์กรเปิดที่สามารถตรวจสอบได้


ประเด็นนี้ก็อาจจะทำให้คลายความกังวลไปได้ในเรื่องว่าจะเป็นการบั่นทอนระบบอาวุโสหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป

 

ส่วนในประเด็นที่ผู้พิพากษาทุกคนควรมีสิทธิเลือก ก.ต. ได้ทุกชั้นศาลหรือไม่ ประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการให้ทุกคนมีสิทธิในการมีส่วนร่วม (participation) นั้นเป็นสิ่งที่ดี เพื่อว่าคนในองค์กรจะได้มีความผูกพัน (involvement) เพราะ ก.ต. เป็นองค์กรกลางที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลพิพากษาทุกคน ดังนั้น ผู้พิพากษาทุกคนจึงต้องเลือก ก.ต.ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่เรียกว่า Full Participation ซึ่งน้อยองค์กรนักที่จะมี และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผู้พิพากษาทุกคนควรมีสิทธิเลือกผู้ที่จะมาตรวจสอบตน เพื่อจะได้มีส่วนในการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะมาตรวจสอบตน


ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจึงควรมีสิทธิเลือก ก.ต. ในชั้นศาลฎีกาหรือชั้นศาลอุทธรณ์ด้วย และหากพิจารณาว่าผู้พิพากษาจากศาลสูง ซึ่งหมายถึง ศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ นั้นมีจำนวน ก.ต. รวมกันเท่ากับ 10 คน เมื่อรวมกับประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็น ก.ต. โดยตำแหน่งอีก 1 คน ก็จะเป็น 11 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากกว่าสองในสามของ ก.ต.ทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม ก.ต.จากชั้นศาลดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผู้พิพากษาศาลยุติธรรมทุกคน โดยเฉพาะศาลชั้นต้นที่มีจำนวนกว่า 3,500 คน คิดเป็นจำนวนมากกว่าสามในสี่ของผู้พิพากษาทั้งหมด ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมในการที่ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบ โดย ก.ต.จากศาลสูงและเพื่อให้เกิดความถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ก็ควรที่จะให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้มีโอกาสกลั่นกรองคุณสมบัติผู้ที่จะมาตรวจสอบตนเองด้วยเช่นกัน


ในทำนองเดียวกันกับที่ผู้พิพากษาศาลสูงก็ควรมีสิทธิเลือก ก.ต. ที่มาจากศาลชั้นต้นด้วย กระนั้น ก็ตาม หากเกรงว่าจะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนดตัว ก.ต. หรือเป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า เสียวัฒนธรรมองค์กรเพราะอาจทำให้ผู้ใหญ่ต้องไปหาเสียงกับเด็กแล้ว ก็อาจจะแก้ปัญหานี้โดยกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งอาจจะให้ค่าน้ำหนักของแต่ละชั้นศาลแตกต่างกัน ภายใต้สมมติฐานที่ว่าผู้พิพากษาศาลสูงมีประสบการณ์สูงกว่าควรจะมีค่าน้ำหนักของคะแนนมากกว่าโดยมาจากฐานคิดที่ว่าจำนวน ผู้พิพากษาแต่ละชั้นศาลเป็น 100 เปอร์เซ็นต์เท่ากัน


ตัวอย่าง เช่น ผู้พิพากษาศาลฎีกา 1 คน อาจจะมีค่าน้ำหนักเท่ากับ 5 คะแนน ขณะที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น มีค่าน้ำหนักเท่ากับ 3 และ 1 คะแนน ตามลำดับแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาเลือกผู้ใดเป็น ก.ต. ผู้นั้นจะได้ค่าน้ำหนักของคะแนนเท่ากับ 5 คูณกับจำนวนของผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เลือกตนเอง เป็นต้น


เพราะฉะนั้น หากผู้ใดได้รับการเลือกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นจำนวนมากก็สามารถประเมินได้เช่นกันว่าผู้นั้นมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็น ก.ต. ทั้งนี้ จะอ้างว่าผู้พิพากษาต่างชั้นศาลกันจึงไม่มีข้อมูลมากพอที่จะรู้ว่าใครเป็นอย่างไรนั้น

 

ผู้เขียนเห็นว่า สังคมในองค์กรได้ยึดหลัก Social Control คือ คนในองค์กรควบคุมกันเองและสังคมผู้พิพากษาเป็นสังคมที่ควรจะต้องอยู่กันอย่างฉันพี่น้อง เพื่อให้เกิดความรักสามัคคีและความเป็นเอกภาพ จึงไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยที่จะหยั่งทราบได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่เป็น ก.ต. อีกประการหนึ่งคือ เป็นเรื่องการให้เกียรติกันขององค์ประชุม ก.ต.ว่า ก.ต.ท่านใดอยู่ชั้นศาลใด ก็จะมีข้อมูลของผู้พิพากษาประจำชั้นศาลนั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่ง ก.ต.ท่านอื่นอาจจะต้องรับฟัง โดยเฉพาะศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นครูอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมาก่อน


อีกประการหนึ่ง คือจำนวนผู้พิพากษาใน ศาลสูงมีจำนวนน้อย หากมีการล็อบบี้ (Lobby) ให้เลือกเฉพาะกลุ่มหรือพรรคพวกของตน ก็อาจทำให้ไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ ก.ต. เท่าที่ควร เพราะเนื่องจากฐานของคนมีสิทธิเลือกตั้งจะแคบลงทำให้โอกาสที่จะเลือกกลุ่มของตนมีสูง ผู้เขียนเห็นว่าโดยหลักแล้ว การเลือก ก.ต.ต้องเลือกเพื่อให้เป็นตัวแทนของสถาบันทั้งระบบ ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยหากจะเข้าใจว่าน่าจะทำนองเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีแนวคิดในเรื่องภูมิศาสตร์ของท้องที่ในแต่ละจังหวัด


ข้อสำคัญคือ การเลือกเฉพาะชั้นศาลของตนนั้นทำให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกเป็น ก.ต. มาจากศาลชั้นใด ก็จะมีความรู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นตัวแทนของสถาบันทั้งระบบ แต่เป็นตัวแทนของผู้พิพากษาของชั้นศาลที่เลือกมาโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบหรือสิทธิประโยชน์ของศาลอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้เลือกตนมาเป็นเรื่องรอง


ดังนั้น ที่มาของ ก.ต. นอกเหนือจากประเด็นในเรื่องสัดส่วนของจำนวน ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลแล้ว ประเด็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาทุกคนได้เลือก ก.ต.ทุกชั้นศาล ซึ่งจะมาทำหน้าที่ตรวจสอบผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต่างหากที่ศาลยุติธรรมควรตระหนักว่าจะเป็นจุดแข็งของโครงสร้าง ก.ต. อย่างหนึ่งหรือไม่เพราะหากในการตรวจสอบโดย ก.ต.ที่ได้รับเลือกมาจากเฉพาะชั้นศาลใดชั้นศาลหนึ่ง ทำให้ผู้พิพากษาที่ถูกตรวจสอบไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วจะมีวิธีการใดที่จะเป็นการถ่วงดุลในระหว่าง ก.ต. ด้วยกันและในระหว่าง ก.ต. กับผู้พิพากษาทุกคนตามหลักดุลแห่งอำนาจคู่ขนานกันไปด้วย


ผู้เขียนขอฝากประเด็นในเรื่องที่มาของ ก.ต. ว่าผู้พิพากษาทุกชั้นศาลควรมีสิทธิเลือก ก.ต.ที่มาจากทุกชั้นศาลเช่นเดียวกับที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้บัญญัติไว้ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจสอบโดยถ้วนหน้ากันว่าผู้ถูกตรวจสอบก็มีสิทธิกลั่นกรองผู้ที่จะมาตรวจสอบตนเองด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการครหาว่า ก.ต. ประจำศาลชั้นใดก็ปกป้องผลประโยชน์เฉพาะแต่ในส่วนชั้นศาลของตน ซึ่งอาจทำให้มองได้ว่า ไม่ใช่ตัวแทนของผู้พิพากษาทั้งหมดในระบบภาพรวม นอกจากนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ขอฝากทิ้งท้ายคือ หาก ก.ต.กระทำการไม่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกระเบียบ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายหรือการพิจารณาลงโทษทางวินัยแล้ว ในภายภาคหน้าจะมีหน่วยงานอิสระหน่วยงานใดที่จะเข้าตรวจสอบการทำงานของ ก.ต.ได้แค่ไหน เพียงใด ซึ่งท่าน ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เคยตั้งประเด็นนี้ไว้เช่นกันนับเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพราะอาจจะกระทบต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและสถาบันศาลยุติธรรมได้


อย่างไรก็ตาม หากผลจากการเลือกทำให้ได้ ก.ต.ที่ดี มีวิสัยทัศน์ มีความเข้มแข็งกล้าหาญก็จะส่งผลในการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้พิพากษาไปทั้งระบบ ดังที่ท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็เคยแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบให้เห็นถึงความสำคัญของ ก.ต.ไว้เช่นกันว่า "ก.ต.คือองค์กรของผู้พิพากษาที่ผู้พิพากษาจะเลือกตั้งผู้พิพากษาขึ้นมาพิพากษาผู้พิพากษาด้วยกันเอง" โดยเฉพาะในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่มีอยู่นั้นระบบการตรวจสอบจากภายในองค์กรโดย ก.ต. สามารถนำมาบังคับใช้ในการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมได้อย่างเข้มงวดและจริงจัง และยังคงมีประสิทธิ ภาพคงเส้นคงวา


นอกจากนี้ ในประมวลจริยธรรมตุลาการที่มีการแก้ไขในปี 2552 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 13 ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 279 ก็จะเห็นได้ว่ามีสภาพบังคับ (SANCTION) ซึ่งมิใช่เป็นเพียงการแนะแนวว่าผู้พิพากษาที่ดีควรปฏิบัติหน้าที่ในทางอรรถคดีอย่างไร และควรครองตนอย่างไรในสังคมเท่านั้น แต่หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมแล้ว ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัยและมีบทกำหนดโทษด้วย


จึงเห็นได้ว่าผู้พิพากษาศาลยุติธรรมทุกคนได้ถูกตรวจสอบโดยระบบตรวจสอบภายในองค์กรอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพตุลาการ

 

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบโดย ก.ต.นั้นแม้จะสามารถกล่าวได้ว่ามีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการตรวจสอบโดยองค์กรภายในขององค์กรอื่นๆ ก็ตามแต่องค์กร ก.ต. ก็มีฐานะเป็นเพียงองค์กรบริหารงานภายในเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีเสียงครหาได้ว่าอาจจะช่วยเหลือกันเอง


ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วจึงทำให้ผู้เขียนได้มาตั้งประเด็นถึงโครงสร้างของ ก.ต. ในปัจจุบันว่าเหมาะสมประการใดหรือไม่ เพราะโครงสร้าง ก.ต.ที่ดีก็จะเป็นหลักสำคัญที่จะทำให้ศาลยุติธรรมมีโอกาสได้ผู้ที่มีความเหมาะสมมาเป็น ก.ต. เพราะ ก.ต.ต้องเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่มีความอิสระ มีจิตใจ และบุคลิกภาพที่เป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ตลอดจนสามารถนำระบบคุณธรรม (Merit System) มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องกันการใช้ระบบอุปถัมภ์ (Spoils System) ดังที่เคยมีมาแล้วในอดีต


ข้อสำคัญต้องสามารถให้ความเป็นธรรมกับผู้พิพากษาทุกคนทุกชั้นศาลได้เท่าเทียมกันสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญถึงขั้นบัญญัติเรื่องของ ก.ต.ไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะ ก.ต. เป็นเสมือนเกราะประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ผู้พิพากษาและจะสามารถควบคุมตรวจสอบในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาได้เป็นอย่างดี


เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมสมดังคำกล่าวที่ว่า "ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน" อย่างแท้จริง


หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 1 มีนาคม 2555 หน้า 6








ผลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันที่ 1 ต.ค. 57
บาร์บีคิวพลาซ่า มอบ 1 ล้านบาท ซ่อมโรงอาหารให้โรงเรียน 10 แห่ง
กฟน. เพิ่มช่องทางการชำระค่าไฟผ่านแอพพลิเคชั่น Mobile Credit Card บนสมาร์ทโฟน
เคทีซียกทีมการตลาดเผยกลยุทธ์รุกธุรกิจต่างจังหวัด
เบอร์ลี่ฯเปิดตัว "Cellox Purify The Masterpiece Collection"
10 วิธีแก้ไขปัญหากวนใจในทาวน์เฮ้าส์ โดยเช็คราคา.คอม
ชมรมอายุวัฒนา โรงพยาบาลนครธน เชิญร่วมกิจกรรม “รวมพลคนรักข้อ” 15 ต.ค.นี้
เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จับมือ ไปรษณีย์ไทย
ซีพีเอฟ เติมความสุขให้ผู้สูงวัย ผ่านโครงการ “ซีพีเอฟคืนสุขผู้สูงวัย” ปีที่ 3
โตโยต้าสนับสนุนทีมเยาวชนไทยร่วมแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น
สมลักษณ์ จัดกระบวนพล : คำวินิจฉัยของศาลที่สั่นสะเทือนสังคมไทย
นศ.ศึกษาศาสตร์ มช.ไม่เข้ารับน้อง เผยถูกสังคมเเซงชั่นหนัก! วอน ขอให้คนไม่เห็นด้วยมีที่ยืนบ้าง
วสิษฐ เดชกุญชร : ตำรวจ : หอกข้างแคร่ของรัฐบาล
โซเชียลมีเดียกระพือความในใจช้ำๆ ของ "พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์" ผู้พลาดเก้าอี้ผบช.ศชต.
"ประวิทย์ มาลีนนท์" ลั่น ไม่ยกเลิกอะนาล็อก เป็นสิทธิของผม