นายกรัฐมนตรีมอบรางวัลยกย่อง ′′ดร.สายสุรี จุติกุล′′ เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติปี 2555

วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 18:26:50 น.




วันนี้ (5 เม.ย.) เวลา 10.00 น. ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 2555 พร้อมมอบรางวัลเกียรติคุณแก่ผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2555 เพื่อเชิดชูเกียรติผู้สูงอายุซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้สูงอายุจากชมรม เครือข่ายต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ องค์กรสาธารณประโยชน์ คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เครือข่ายเด็กและเยาวชน สถาบันทางการศึกษา ประชาชน ครอบครัว และสื่อมวลชน จำนวนประมาณ 1,500 คน เข้าร่วมงาน


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงานว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2525 ประกาศให้วันที่ 13 เม.ย. ของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยในปี 2555 คณะอนุกรรมการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้กำหนดให้เดือนเมษายน 2555 เป็นเดือนแห่งการจัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ร่วมจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด "ภูมิปัญญาผู้สูงวัย สร้างสังคมไทยให้ร่มเย็น" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้สังคมทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของภูมิปัญญาผู้สูงอายุที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยสนับสนุนให้ผู้สูงอายุที่มีจิตอาสามีโอกาสแสดงศักยภาพ ภูมิปัญญา ความสามารถและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมต่างๆ อย่างมีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี อีกทั้ง ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมและคนรุ่นหลังได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีต่อดร.สายสุรี จุติกุล ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติปี 2555 ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านเด็กและสตรี ได้สร้างผลงานและทำประโยชน์แก่ประเทศชาติให้เป็นที่ประจักษ์หลาย รวมถึง ผู้ที่มีผลงานในการถ่ายทอดภูมิปัญญาดีเด่น ผู้ชนะเลิศกรีฑา - เปตองผู้สูงอายุไทย ผู้สูงอายุที่มีผลงานการถ่ายทอดภูมิปัญญาดีเด่น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และเป็นแบบอย่างที่ควรค่าแก่การยกย่อง


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยได้เข้าสู่การเป็น "สังคมผู้สูงอายุ" แล้ว ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ของประชาการทั้งประเทศ โดยในปี 2554 จำนวนผู้สูงอายุจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร มีจำนวนทั้งสิ้น 8 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 12 ของประชากรทั้งประเทศ และในระบบเวลาอีก 18 ปีข้าหน้า จะมีผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นประมาณ 17 ล้านคนเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ หรือหากคิดเป็นค่าเฉลี่ย ก็จะหมายความว่า ในคนไทยทุก ๆ จำนวน 4 คน จะมีผู้สูงอายุรวมด้วยจำนวน 1 คน โดยอัตราการเติบโตแบบทวีคูณของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วเป็นลำดับที่ 2 รองจากประเทศ สิงค์โปร์ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่า มีอัตราการควบคุมการเกิดของประชากร และการเข้าถึงสาธารณสุขที่ไปทั่วถึงและครอบคลุมในทุกพื้นที่ รัฐบาลต้องการที่จะเห็นผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ซึ่งไม่ต้องแปลกใจจำนวนเปอร์เซ็นต์ผู้สูงอายุที่สูงขึ้น และจะทำอย่างไรที่จะรักษาคุณค่าของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศไว้


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ร่วมกับคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง ที่จะบูรณาการร่วมกันในการขับเคลื่อนนโยบายในการที่จะสนับสนุนผู้สูงอายุใน 3 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายความเป็นอยู่ต้องอยู่อย่างสบาย โดยรัฐบาลได้จัดให้มีหลักประกันด้านรายได้ขั้นพื้นฐานเพื่อการยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ด้วยการปรับอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนจากเดือนละ 500 บาท มาเป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได โดยใช้อายุของผู้สูงอายุตั้งแต่ 60-69 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 600 บาท โดยอัตราการรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่สบายขึ้นควบคู่กับนโยบายส่งเสริมสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรคที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่สามารถเข้าได้ทุกโรงพยาบาล นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีระบบความมั่นคงทางรายได้ จากรัฐเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ด้วยการสร้างวินัยการออมให้แก่ผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานภายใต้ "พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554" ซึ่งกองทุนการออมแห่งชาตินี้จะเริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกที่มีอายุตั้งแต่ 15 - 58 ปี รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการสมทบเงินออมนี้เข้าไปในอัตราร้อยละ 80 % ถ้าอายุมากกว่า 58 ปีขึ้นไปรัฐบาลจะสมทบให้ 1 เท่าตัว เท่ากับ 100 % ของเงินออม ซึ่งเงินออมตรงนี้เป็นเงินออมที่วางแผนระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุทุกคน


นโยบายอยู่อย่างมีคุณค่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้สูงอายุทุกคนเป็นผู้ให้มาเยอะ ซึ่งเราเองจะทำอย่างไรในการถ่ายทอดเจตนารมณ์ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุทุกคน รวมถึงการให้ลูกหลานตระหนักถึงการเคารพ และคุณค่าที่ผู้สูงอายุเสียสละให้ลูกหลานและคนรุ่นหลังมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงคุณูปการต่างๆ ที่มีต่อสังคมไทยด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายสร้างเวทีที่จะขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนที่จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ


นอกจากนี้ คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งกลไก "คณะอนุกรมการส่งเสริมการขยายโอกาสด้านอาชีพและการทำงานสำหรับผู้สูงอายุ" ซึ่งกลไกนี้จะทำหน้าที่บูรณาการภารกิจประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจในการร่วมกันขยายโอกาสและร่วมมือกันสร้างงานสร้างอาชีพ รวมไปถึงการสนับสนุนแหล่งเงินทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแหล่งเงินทุนในการกู้ยืมกับกองทุนผู้สูงอายุด้วย


นโยบายผู้สูงอายุต้องอย่างมีความสุขและสุขใจ โดยตนเชื่อว่า ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข มีสุขภาพจิตดีที่จะส่งเสริมให้สุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งจะมีการจัดตั้งศูนย์หรือชมรมผู้สูงอายุในชุมนมาพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้ง ต้องการเห็นกิจกรรมที่เรียกว่า "คนสามวัย หัวใจตรงกัน" คือ ผู้สูงอายุ วัยทำงาน และลูกหลาน รวมอยู่ในสถานที่ชุมชนนี้ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นและมีความอบอุ่น และจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขและคุณค่าสมกับที่ได้ทำคุณงามความดีต่อประเทศชาติชาติและสังคมไทย


"วันนี้สังคมไทยจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น แต่เราจะช่วยกันสนับสนุนในการสร้างคุณค่านี้สะท้อนกลับไปยังคนรุ่นใหม่อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่จะทำงานร่วมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพร้อมที่จะผลักดันนโยบายและกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความอบอุ่นและเป็นสังคมที่มีความเอื้ออาทรกับคนทุกเพศทุกวัย และการเอาใจใส่ซึ่งกันและกันต้องมีความยั่งยืนตลอดไป" นายกรัฐมนตรีกล่าว








กกต.ชี้ "ปลัดกทม.-ธาริต" หากเข้าข่ายขาดคุณสมบัติจะทำหมายเหตุก่อนส่งกก.สรรหาและคสช.
คสช.ร่อนจดหมายขอความร่วมมือ "องค์การนิรโทษกรรมสากล" งดเสวนา "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง”
วสิษฐ เดชกุญชร : หนึ่งปีของความสำเร็จหรือความล้มเหลว
คสช.เห็นชอบและอนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขจัดโรคคาลาอาซา
"ปุยฝ้าย"โต้เเทนเเม็ค เหตุถอนตัวไม่ใช่เรื่องเงิน ลั่นอยากเคลียร์ "กุ้ง-ศรุตา" เรื่องทำเเม็คเปลี่ยน!
′เอฟ นครนายก′ คิวคมกระซวก ′อิหร่าน′, ′ต๋อง ศิษย์ฉ่อย′ ไส้แตกโดนแทงยับ ศึก 6 แดงชิงแชมป์โลก
ยลโฉม!นางฟ้าวงการกีฬาคนล่าสุด แบดมินตันสาว′กรอนยา ซอเมอร์วิลล์′
ปลูกพริกอย่างไรให้ปลอดภัย ไร้ปัญหาโรคและแมลงรบกวน
เผยฐานะการคลังยังปึ๊กแม้การจัดเก็บรายได้หด เงินคงคลังสูงกว่า3.4แสนล้าน
พ่อเด็กเทคโนฯถูกกระหน่ำยิงร่ำไห้ เผยประโยคสุดท้ายที่ลูกพูด "เราจะหา....."
"เจ้เล้ง ดอนเมือง" เจ้าแม่หมื่นล้าน จ่ายเงินสามีเดือนละ 5.5 แสน
มหัศจรรย์ธรรมชาติ เมื่อ "หนอนผีเสื้อ" จำแลงกายเป็น "งู" เพื่อความอยู่รอดจากผู้ล่า
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" โอกาสที่มาถึง
ผลศึกษาเผยความลับทางเพศของ"อะนาล เซ็กส์"การทดลองเพศรสใหม่ ที่รู้แล้วต้องอึ้ง
7 ประโยชน์จากน้ำอัดลมที่คุณไม่เคยรู้!!!
Audi Q3 รถน่าใช้ ราคาน่าซื้อ โดยเช็คราคา.คอม
สงสารฮานาโกะ
ลางบอกเหตุ เมื่อเบรกมีปัญหา โดยเช็คราคา.คอม
บ้าน SCG HEIM ดียังไง? โดยเช็คราคา.คอม
10 เรื่องต้องระวังในการซื้อคอนโดใหม่ โดยเช็คราคา.คอม