"ข้าว-หลงทาง" เมินเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ จนเวียดนามแซงหน้า

วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 14:15:56 น.

คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม  มติชน 17 เมษายน 2555



มีโอกาสไปรวมญาติทำบุญวันสงกรานต์ที่บ้านตา-ยาย ที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา แม้ว่าบ้านเรือนจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ที่นายังเหมือนเดิม

ลมเย็นๆ ไปนั่งริมทุ่งมองดูท้องนา คิดอะไรเพลินๆ แล้วก็นึกถึงเรื่องข้าวและวิถีชีวิตชาวนาไทย

จากที่เคยรับรู้และสัมผัสเรื่องข้าวที่ผ่านมา มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ทั้งวิธีการเพาะปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว แต่เดิมจะใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก แต่ขณะนี้มีเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเข้ามาช่วย มีทั้งเครื่องดำนา รถเกี่ยวข้าว

แม้จะช่วยทุ่นแรงกาย แต่ก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ไม่รวมค่าปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงที่เป็นต้นทุนหลัก

อย่างไรก็ตาม อีกหลายสิ่งหลายอย่างที่การทำนาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก นั่นคือรายได้ของชาวนายังไม่แน่นอนและยังค่อนข้างต่ำ

ที่สำคัญยังมีความเสี่ยงกับสภาพอากาศที่ค่องข้างจะผันแปรไปมาก โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ไม่ว่าน้ำน้อยน้ำมาก ชาวนาต้องเสี่ยงกับการขาดทุน

อีกประการที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงนั่นคือผลผลิตข้าวต่อไร่หรือยิว ซึ่งค่อนข้างต่ำมาก

ผลผลิตข้าวของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 459 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 1,270 กิโลกรัม/ไร่ เกาหลีใต้ 1,216 กิโลกรัม/ไร่

แม้ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น เวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 836 กิโลกรัม/ไร่ อินโดนีเซียเฉลี่ย 799.76 กิโลกรัม/ไร่ พม่าเฉลี่ย 653 กิโลกรัม/ไร่ ลาวเฉลี่ย 576 กิโลกรัม/ไร่ ฟิลิปปินส์เฉลี่ย 574 กิโลกรัม/ไร่

ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยดีกว่ากัมพูชาเล็กน้อย โดยกัมพูชามีผลผลิตเฉลี่ย 453 กิโลกรัม/ไร่

เรื่องผลผลิตต่อไร่ของข้าวนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นนั่นหมายถึงว่าต้นทุนการผลิตของชาวนาต่ำลง อีกความหมายหนึ่งก็คือชาวนาจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

แต่ที่ผ่านๆ มาไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนสมัยไหน มักจะหลงทางหรือแกล้งลืมเรื่องการเพิ่มผลผลิต แต่จะมองไปที่ปลายทางเป็นหลัก นั่นคือการแทรกแซงกลไกตลาด ไม่ว่าจะเป็นการประกันรายได้ขั้นต่ำหรือการรับจำนำข้าว

ทั้งนี้ เพราะการดูแลปลายทางเป็นเรื่องง่าย เห็นผลทันตา ช่วยดึงคะแนนเสียงหรือคะแนนนิยมได้ แต่ที่สำคัญคือหาผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำได้ด้วย

ขณะที่นโยบายดูแลการเพิ่มผลผลิตแทบจะไม่มีใครพูดถึง เพราะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ซึ่งบรรดานักการเมืองไม่ชอบเพราะไม่มีช่องทางที่จะทำมาหากินได้

ก่อนหน้านี้มีโอกาสรับฟังความเห็นเรื่องข้าวจาก ท่าน "สมพล เกียรติไพบูลย์" ประธานตลาดหลักทรัพย์ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็มีความเป็นห่วงเรื่องนี้ และพยายามให้คำแนะนำกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตข้าวอย่างจริงจัง

ที่ผ่านมามีนักการเมืองบางคนสนใจที่จะรับฟังความคิดเห็นของท่าน "สมพล" โดยเชิญไปให้คำแนะนำเรื่องข้าว มีอดีต

นายกฯและอดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง

แต่สุดท้ายท่าน "สมพล" ก็เสียน้ำลายฟรี แม้อดีตนายกฯและอดีตรัฐมนตรีจะรับฟัง แต่เหมือนจะไม่ได้ยิน เพราะหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การดูแลและแก้ปัญหาเรื่องข้าวที่ปลายทางนั้นมีผลข้างเคียงมาก ทั้งช่องโหว่การทุจริต การสูญเสียงบประมาณมหาศาล รวมทั้งส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขัน

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าศักยภาพการส่งออกข้าวของไทยลดลงอย่างมาก จากที่เคยอยู่ระดับ 9-10 ล้านตัน แต่ปีนี้คาดกันว่าจะส่งออกได้เพียง 6-7 ล้านตัน

ขณะที่เวียดนามที่มีผลผลิตข้าวต่อไร่สูงกว่า มีต้นทุนถูกกว่า ทำให้ราคาข้าวถูกกว่าไทย และคาดกันว่าอีกไม่นานเวียดนามจะสร้างประวัติการณ์ครองแชมป์ส่งข้าวอันดับ 1 ของโลกแทนไทย

ดังนั้น ถ้าเราสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อที่จะรักษาแชมป์ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่จะทำให้ไทยมีความมั่งคั่งด้านอาหารมากขึ้น

จึงอยากจะให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องผลผลิตข้าวต่อไร่ให้จริงจังมากกว่านี้ อย่าหลงทางไปเน้นย้ำที่ปลายเหตุมากเกินไป





test