ตลาดขายของผ่านเว็บ "ระส่ำ "คดี "ดร.สุภาพ" ขายอะไรมั่วซั่ว ! ระวัง !..ถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์อ่วม !

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 18:30:26 น.







หลังจาก"มติชนออนไลน์"นำเสนอข่าวกรณี สำนักพิมพ์ จอห์น ไวลีย์ แอนด์ ซัน ของสหรัฐอเมริกาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องดร.สุภาพ เกิดแสง วัย 32 ปี อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการซื้อหนังสือตำรา 8 ปก พิมพ์จำหน่ายในต่างประเทศนำมาขายต่อผ่านเว็บประมูลออนไลน์อีเบย์(e-Bay)ให้กับผู้ซื้อในสหรัฐฯ ทำให้สำนักพิมพ์ จอห์น ไวลีย์ แอนด์ ซันได้รับความเสียหาย


 

ศาลชั้นต้นของสหรัฐฯโดยคณะลูกขุนขอให้จ่ายชดใช้ค่าเสียหายให้กับสำนักพิมพ์ราว 18 ล้านบาท แต่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอฯและศาลสูงสุดมีมติเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา รับพิจารณาคำอุทธรณ์ดังกล่าว โดยเริ่มไต่สวนคดีนี้ปลายปีนี้นั้น

 

 

ต่อมา"ดร.สุภาพ"ให้สัมภาษณ์"มติชนออนไลน์"ชี้แจงความเป็นมาในคดีดังกล่าวอย่างละเอียด สร้างความฮือฮาให้กับวงการตลาดอีคอมเมิร์ซไทย มูลค่า 608,587 ล้านบาท"ระส่ำ" "ผวาไปตาม ๆ กัน เพราะเกรงจะถูกโดนรวบไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของสินค้าที่นำมาขาย

 

นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง"บวก-ลบ"อย่างกว้างขวาง ห้องสนทนาห้องหนึ่ง ในเว็บไซต์  pantip.com มีข้อความแสดงความเห็นใจ"ดร.สุภาพ"ในฐานะเป็ฯคนไทยด้วยกัน และข้อความของผู้ที่บอกว่า ตัวเองเป็นนักกฎหมาย และมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ


 

รวมถึงมีการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูลต่างๆของคดีความเรื่องราวที่เกิดขึ้นย้อนหลังและกล่าวอ้างว่า ถึงเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างประเทศ เว็บไซต๋หน่วยงานศาลของอเมริกา และเเว็บไซต์การนำเข้าและส่งออกสินค้าหนังสือดังกล่าว 



นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกข้อมูลตัวเลขวงเงินที่สะพัดเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาทในการทำธุรกิจขายหนังสือผ่านเว็บออนไลน์และอ้างว่าไม่ใช่ขายกันเพียง8 เล่ม หากขายกันเป็นหลายพันหลายหมื่นเล่ม

 

 

@วงการอีคอมเมิร์ซ “ผวา”เล็ง”ล้อมคอก”

 

 

ทางด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ  กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด เป็นเว็บไซต์ที่มียอดขายสูงสุดของประเทศไทยในขณะนี้ กล่าวกับ"มติชนออนไลน์"ว่า กรณีการฟ้องร้องระหว่างสำนักพิมพ์ของสหรัฐฯกับดร.สุภาพเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เห็นได้จากการเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย  กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้คนที่ค้าขายในออนไลน์ต่าง ๆ เริ่มตระหนักมากขึ้น ต่อไปจะขายอะไรต้องพิจารณาให้ดี ต้องดูเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องดูเรื่องสภาพสินค้าแต่ละชิ้นว่า ขายในพื้นที่นั้นได้หรือไม่ ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ต้องพิจารณามากขึ้น เพื่อนฝูงในวงการคุยกันทุกคนมองกันอยู่ แต่คงยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเป็นรูปธรรม จนกว่าศาลสูงสหรัฐฯจะตัดสินชี้ขาด


 

"ต่อไปจะขายอะไรมั่วซั่วไม่ได้ ในเว็บตลาดดอทคอมมีหนังสือลิขสิทธิ์ขาย สินค้ามีมากมาย หลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะซื้อสินค้าจากอเมริกาเข้ามาขายในเอเซีย  อาจจะมีบ้างที่นำหนังสือในเอเซียขายขึ้นเว็บแล้วมีคนอเมริกันมาซื้อ แต่คงไม่มาก เท่าที่ดูยอดขายรวมด้านธุรกิจหนังสือมีสัดส่วนไม่มาก  หากเทียบกับสินค้าอื่น ๆ การค้าขายในตลาดดอทคอมตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นการค้าขายในประเทศไทยกันเอง ไม่กี่เปอร์เซ็นที่ขายระหว่างประเทศ" นายภาวุธกล่าว



ส่วนกรณีที่กล่าวอ้าวว่า ผลการตัดสินของคดีนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดขายสินค้ามือสองทั้งหมด และกลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับวงกว้างนั้น นายภาวุธกล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้หากใช้คำว่า จะสร้างบรรทัดฐานใหม่เกิดขึ้น ทำให้ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างนี้

 

 

"ถ้าผมเป็นศาลสหรัฐฯคงไม่กล้าตัดสินให้อาจารย์แพ้  หากมีการซื้อขายสินค้าในตลาดดอทคอมแล้วผิด ผมว่างานนี้ซวยกันทั้งโลก เพราะทั้งโลกมีการซื้อมาขายไปลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว ซื้อจากประเทศนั้นแล้วไปขายต่อประเทศนี้  มีมากอยู่แล้ว ผมเห็นว่า เป็นการพูดไม่ครบประเด็น ถ้าเกิดซื้อมาหนึ่งชิ้น และมาขายต่อไม่น่าจะมีปัญหา แต่กรณีซื้อไปขายต่อในปริมาณมาก อาจกลายเป็นปัญหา" นายภาวุธกล่าว


 

นายภาวุธ กล่าวว่า หลังจากติดตามอ่านคดีนี้แล้ว ขอแยกหลัก ๆ เป็น 2 ประเด็น 1) การกระทำลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง  หนังสือที่ซื้อลิขสิทธิ์มาพิมพ์ในเอเซีย โดยมากจะระบุ ให้ขายเฉพาะในเอเซียเท่านั้น และเท่าที่ทราบไม่ได้ขายเพียง 8 เล่ม แต่ละเล่มมีการขายกันจำนวนมาก ได้กำไรกันหลักหลายล้านบาท

 

 

"มีตัวเลขว่า มีการนำเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาเป็นล่ำเป็นสัน นำเข้าไปขายยังไม่แกะกล่องเลย ทำให้สำนักพิมพ์เสียผลประโยชน์ คิดว่า ก่อนการฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ทางสำนักพิมพ์คงติดตามความเคลื่อนไหวมาแล้วระดับหนึ่งว่า ผู้ค้าเป็นรายใหญ่ จึงฟ้องร้องเล่นงานโดยตรง ถ้าขายเพียง 1-2 เล่ม อาจจะไม่ถูกฟ้องร้อง แต่ค้าขายในกรณีดังกล่าวทำเป็นกิจจะลักษณะ"


 

2) หากศาลตัดสินให้ผู้นำหนังสือไปขายต่อชนะ ต่อไปผู้ทำธุรกิจที่ขายข้ามประเทศกัน จะมีผลกระทบ และอาจเกิดเหตุการณ์ที่สำนักพิมพ์หนังสือต่าง ๆ จะไม่ทำราคาขายให้กับตลาดเอเซียในราคาถูกนั้น คิดว่าอนาคตทางสำนักพิมพ์ในสหรัฐฯอาจจะกำหนดให้หนังสือที่พิมพ์ในเอเซียขึ้นราคาเท่ากับในสหรัฐ กลายเป็นว่า คนเอเซียจะซื้อหนังสือในราคาที่แพงมากขึ้น

 

 

"ที่ผ่านมาเหตุผลที่สำนักพิมพ์ในสหรัฐฯทำราคาให้หนังสือในเอเซียต่ำกว่าหนังสือที่พิมพ์ในสหรัฐเพราะค่าเงินในเอเซียต่ำกว่าและการตีมูลค่าของหนังสือพวกนี้คนเอเซียจะตีมูลค่าต่ำกว่า ทางสำนักพิมพ์จึงยอมลดราคาหนังสือลงมาในราคาที่ถูกกว่าที่ขายสหรัฐฯแต่ระบุว่าหนังสือที่ให้ลิขสิทธิ์มาพิมพ์ขายได้เฉพาะในตลาดเอเซีย"นายภาวุธแสดงทัศนะ


 

@ อจ.นิติชี้ขัดหลักกฎหมายสหรัฐฯ


 

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ อาจารย์พิเศษ วิชากฎหมายเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ให้ความเห็นกับ "มติชนออนไลน์" ว่า ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯคนซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ของสหรัฐฯจะนำไปใช้ส่วนตัวได้เท่านั้น  แต่การนำไปขายต่อเพื่อแสวงกำไรผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ชัดเจน ไม่ได้เข้าข้อยกเว้นของกฎหมายสหรัฐฯตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยไม่มี


 

"มีนักศึกษาเอเซียทำวิธีการลักษณะนี้กันมากนำหนังสือที่ตีพิมพ์ในเอเซียแล้วไปขายต่อที่อเมริกาทำให้ตลาดหนังสือของอเมริกาล่มเพราะราคาต่างกันมาก การซื้อหนังสือในเอเซียจะถูกกว่าในยุโรป และอเมริกา เรื่องอย่างนี้จะมีกลุ่มนักเรียนไทยกลุ่มหนึ่งจะใช้วิธีการ คือ ซื้อหนังสือจากประเทศไทย แล้วไปขายต่อที่อเมริกา ซึ่งส่งผลให้ยอดจำหน่ายหนังสือที่พิมพ์ในอเมริกาตก เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์จะสูงกว่า

 

 

เช่น หนังสือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ราคาขายในเอเซียจะต่ำกว่าในอเมริกา และยุโรป ทางสำนักพิมพ์ที่ขายลิขสิทธิ์จึงจำกัดว่า ถ้าตีพิมพ์ในประเทศใด จะนำไปจัดจำหน่ายได้เฉพาะบริเวณประเทศแถบนั้นเท่านั้น ห้ามนำไปจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ แต่หากกรณีไปหิ้วมา เช่น ซอฟแวร์ต่าง ๆ แล้วนำมาใช้ในประเทศ อันนี้เป็นงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าใช้ได้" นายไพบูลย์กล่าวและว่า 



หากซื้องานวรรณกรรมมาจากในอเมริกาแล้ว ขายต่อคนในอเมริกาทอดแรกไม่ถือว่าผิด  งานลิขสิทธิ์อื่น ๆ เช่นเดียวกัน แต่กฎหมายอเมริกาไม่ได้เขียนว่า กรณีไปซื้อหนังสือจากต่างประเทศมา หลัก First sale doctrine ใช้ได้ด้วยหรือไม่ การไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรทำให้มีการหยิบยกขึ้นมาต่อสู้ว่า ที่ซื้อหนังสือจากสิงคโปร์ไปขายต่อ ต้องเอาหลัก First sale doctrine มาปรับใช้เหมือนกัน เพราะหลัก First sale doctrine สามารถขายได้ทอดหนึ่ง ไม่สนใจว่า จะซื้อจากที่ไหนมา ไปขายต่อทอดแรก น่าจะใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ได้ ศาลบอกไม่ใช่เพราะหนังสือซื้อมาจากสิงคโปร์แล้วนำมาขาย ในแง่นี้ผิดกฎหมาย


 

หลักกฎหมายของสหรัฐฯจะไม่เหมือนกับประเทศไทย หลักปัจจุบันของกฎหมายมีอยู่ 2 ค่าย ได้แก่ เป็นระบบเป็นลายลักษณ์อักษร(civil law) อย่างกฎหมายของประเทศไทย และ คำพิพากษาคือ หลักกฎหมาย  (Common Law) เป็นกฎหมายของสหรัฐฯ


 

เพราะฉะนั้น โดยหลักการของอเมริกา คำพิพากษาของศาลอเมริกาเขียนไว้ค่อนข้างเป็นแนวโน้มเหมือนกันตลอดเวลาว่า ถ้ากรณีมีการซื้อหนังสือ หรืองานลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาแล้ว นำมาขายในอเมริกาถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  หลัก First sale doctrine ไม่มีการนำมาใช้จริง ๆ เป็นหลักกฎหมายสหรัฐฯ ที่เป็นไปตามคำพิพากษา แต่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงต่อสู้ว่าไม่ผิด จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะหลักกฎหมายสหรัฐฯเป็นแบบ Common Law ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร สามารถใช้คำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นหลักกฎหมายได้


 

ซึ่งคำพิพากษาของศาลฎีกาของอเมริกายืนมาตลอดเลยว่าFirst sale doctrine คือ หลักที่บอกว่า ซื้อสินค้าลิขสิทธิ์มาครั้งแรก แล้วขายให้บุคคลที่สอง ไม่ผิด มันใช้ได้เฉพาะสินค้าในสหรัฐฯเท่านั้น แต่ถ้านำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาถือว่าเลี่ยงกฎหมายเจตนามิชอบ ผิดลิขสิทธิ์


 

ส่วนกรณีที่สำนักพิมพ์ในสิงคโปร์ เป็นบริษัทลูกได้รับลิขสิทธิ์ให้พิมพ์จำหน่ายถูกต้องก็ตาม แต่ส่วนใหญ่บริษัทแม่กับบริษัทลูกจะมีสัญญาล็อคกันไว้ว่า ห้ามนำหนังสือที่พิมพ์นำกลับเข้าไปขายในอเมริกา  จึงมีเงื่อนไขว่า หากซื้อสินค้า เช่น ผ่านเว็บอเมซอน อะไรต่าง ๆ หนังสือบางเล่ม เราเลือกให้ส่งมาที่ประเทศไทย ผู้ขายจะไม่ส่ง เพราะมีข้อตกลงกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายหนังสือในประเทศไทยแล้วว่า จะขายให้กับตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้งในประเทศไทยเท่านั้น


 

ถ้าพูดจริง ๆ ในเชิงวิชาการ คือ ไม่ถูก เป็นการใช้ช่องว่าง โดยหยิบตัวพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ของอเมริกามาบอกไม่ได้เขียน เพราะฉะนั้นควรจะนำหลัก First sale doctrine มาใช้กับกรณีของเขาด้วย ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะกฎหมายของอเมริกาเป็นแบบ Common Law


 

ถ้าเป็นระบบเมืองไทย civil law คำพิพากษาไม่ใช่ข้อกฎหมาย ต้องดูตามตัวบทกฎหมายเป็นหลัก ศาลอาจจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้


 

@ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซป่วน "ลิขสิทธิ์" กับ "เครื่องหมายการค้า"

 

 

นายไพบูลย์กล่าวว่า ตอนนี้มีการโยงให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่  เกิดการหวาดวิตก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่กฎหมายอเมริกาบอกชัดเจนว่า ทำไม่ได้และไม่มีผลกระทบทั้งโลก สมมติว่าไปซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อโปโล หรือนำกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง จากประเทศไทยไปขายที่อเมริกาถามว่า ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ผิดถือว่า เป็นเรื่องเครื่องหมายการค้า  ไม่ใช่เรื่องลิขสิทธิ์เป็นคนละประเด็นกัน



ยกตัวอย่าง ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนำเข้าน้ำหอมต่างประเทศหลายยี่ห้อมาขาย แต่มีคนอเมริกันมาสั่งซื้อส่งกลับไปขาย สามารถทำได้ การนำเข้าไปในอเมริกาไม่ถือว่า ผิด เรียกว่า การนำเข้าซ้อน (Parallel import) เป็นเรื่องเครื่องหมายการค้า


 

แต่หากสินค้ากระเป๋ายี่ห้อหนึ่ง  ให้โรงงานผลิตขายเฉพาะในเอเซีย แล้วมีคนไปซื้อนำไปขายขึ้นเว็บ ปรากฎมีคนอเมริกาต่อต่อซื้อ ผู้ค้าบนเว็บจะผิดกฎหมายแพ่ง แต่ไม่ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ ผิดกฎหมายเครื่องหมายการค้า


 

คำว่า ลิขสิทธิ์คือ ตัวภาพวาด สถาปัตยกรรม โปรแกรมซอฟแวร์  งานหนังสือ แต่ในโลกออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไปพูดปนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเป็นสินค้าพวกของใช้เป็นเรื่องเครื่องหมายการค้า ดังนั้น  กฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกาเหมือนกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยเราไปขายบนอินเตอร์เน็ต เขารู้หรือว่า เปล่าว่าเราเป็นใคร หากเขารู้ว่าเราทำผิดเขาก็ฟ้อง ถ้าเป็นงานลิขสิทธิ์ที่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลอื่น ถ้าเราซื้อมาแล้วค้ากำไรโดยการขายต่อ ตรงนี้ต้องระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

 

 

แต่หากเป็นเรื่องของตัวสินค้า เป็นเรื่องของเครื่องหมายการค้าสามารถทำได้ เป็นเรื่องของกฎหมายเครื่องหมายการค้า ซึ่งมันถือว่าซื้อมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นเรื่องการนำเข้าซ้อน ทำได้ ถ้าเป็นพวกหนังสือ ซีดีทำไม่ได้เป็นเรื่องลิขสิทธิ์


 

สำหรับเรื่องเครื่องหมายการค้า ที่เกี่ยวโยงกับ "การนำเข้าซ้อน" นั้น ยกตัวอย่าง หากเราไปซื้อรองเท้าไนกี้ที่ผลิตในเมืองจีนราคาถูกกว่า รองเท้าไนกี้ที่ขายในอเมริกา แล้วนำมาขึ้นเว็บอี-เบย์มีคนอเมริกันมาติดต่อซื้อกันเต็มไปหมด ผิดหรือไม่ เพราะทำให้กระทบโรงงานที่ผลิตในอเมริกา อย่างนี้จะโดนฟ้องหรือไม่

 

 

ในกรณีนี้เจ้าของโรงงานในอเมริกาจะฟ้องผู้ผลิตในจีนที่ขายสินค้าให้เราเพราะโดยปกติเวลาจ้างผลิตจะระบุว่าผลิตได้ไม่เกินกี่คู่ และมีเงื่อนไขห้ามขายในประเทศนั้น แต่ทุกวันนี้ที่ขายกัน เพราะมีการปั้มเกินจากข้อตกลงแล้วนำมาขาย ถ้ามาขายตรง ๆ มันผิดชัดเจน ทางโรงงานที่สหรัฐจะฟ้องว่า ละเมิดเครื่องหมายการค้าของเขา และผิดสัญญา

 

 

แต่ทุกวันนี้ที่ทำกันคือ อ้างว่า มันเป็นสินค้าชำรุดบกพร่อง แล้วเราขายเลหลัง เป็นสินค้าที่เขาไม่เอาแล้ว ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพหรือคิวซี แต่หากโรงงานในสหรัฐฯพิสูจน์ได้ว่า  มันไม่ใช่สินค้าชำรุด มันเป็นเรื่องผิดสัญญาฟ้องร้องทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ไม่ผิดอาญา

 

 

กรณีการผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ เป็นการผิดคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา การผิดกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นโทษอาญา จำคุก และปรับ



@คาดดึง "กม.สิทธิเสรีภาพ" สู้คดีหวังโมฆะ


 

แหล่งข่าวในวงการกฎหมายให้ความเห็นกับ "มติชนออนไลน์" ว่า  การต่อสู้คดีครั้งนี้เท่าที่ติดตามข้อมูลจากเว็บต่าง ๆ ในวงการกฎหมายของอเมริกาทำให้ทราบว่า มีตัวกฎหมายอเมริกามีตัวกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright Act) ไม่ได้เขียนข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ต้องซื้อหนังสือจากอเมริกาเท่านั้น  แต่คำพิพากษาที่พูดเรื่องการซื้อมาขายไปเพื่อแสวงหากำไร พูดเรื่อง First sale doctrine ชัดเจน


 

การต่อสู้มีเบื้องหลังพอสมควรจึงมีประเด็นข่าวขึ้นมา โดยหยิบยกเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของอเมริกา (The First Amendment) ถ้าหลักกฎหมายอะไรขัดต่อสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน หรือรัฐธรรมนูญของอเมริกา มันจะเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นมีการโยงว่า ในกรณีที่สมมติคำสั่งศาลชั้นต้นออกมาว่า การสั่งซื้อสินค้ามาจากที่ถูกต้อง เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์


 

กรณีอย่างนี้ ถือว่าไปขัดต่อหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของอเมริกาในเรื่องสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการซื้อสินค้า จะโอนขายให้ใครก็ได้  เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการใช้สินค้า เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถือเป็นโมฆะ นี่เป็นสิ่งที่ทนายคนใหม่พยายามดึงมา


 

ดังนั้น เบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ไม่มีใครทราบดีเท่ากับฝ่ายโจทก์ และฝ่ายจำเลย คงต้องติดตามกันแต่ทั้งนี้กว่าศาลสูงสหรัฐฯจะพิจารณาคงราวๆเดือนตุลาคม หรืออาจจะยาวไปถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม 2556 ใครสนใจเรื่องนี้โปรดอดใจรอ

 

เรื่องโดย: กฤษณา ไพฑูรย์

คลิกข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่: "ดร.สุภาพ เกิดแสง"อ.มหา′ลัยดังเปิดหมดเปลือกคดีถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์สหรัฐ18ล."ถ้าผมผิดทั้งโลกสะเทือน








ตรวจสอบดวงท่านวันนี้ กับ คอลัมน์ ดาวกับดวง วันอังคารที่ 2 กันยายน 2557 โดย พิมพ์พรร
"ใบมีดตัดหญ้า มหัศจรรย์" สิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทย ตัวช่วยกำจัดวัชพืชในไร่ ในสวน
"เเก้ม กวินตา" จวกเละสื่อกีฬาดังผ่านไอจี! หลังใช้ภาพเซ็กซี่ขึ้นปก
นิติเวช ชี้ นักศึกษาเทคนิคปทุมฯ เสียชีวิตตอนรับน้อง เพราะโรคเลือด
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : งานศพผิดวัดครั้งใหม่ (2)
"สุขุม นวลสกุล" ชี้จุดเสี่ยงรัฐบาลทหาร "เสียสัตย์เมื่อไหร่ กลายเป็นจำเลย" !!
แม่ร่ำไห้! ลูกสาวม.4 หายตัว พบไลน์ชวนถ่ายแบบ
"อธิการฯมธ."ชงแก้พ.ร.บ.นอกระบบ ให้"กรรมการสภาฯ"อยู่ยาวไม่มีกำหนด
"แหม่ม จินตหรา" โพสต์ตำหนิ ผจก. "โฬม" ทำภาพพจน์พระเอกเสียหาย!
′ผีแดง′ ขาดทุนยับ เลหลังขาย ′คากาวะ′ กลับถิ่น ′เสือเหลือง′ สุดถูกแค่ 6.3 ล้านป.
โฉมหน้า ′ครม.ประยุทธ์ 1′
จะฮากันไปไหน!! เมื่อชาวเน็ตตัดต่อ "ธีระ นิติราษฎร์" หลังโพสต์บอก "ช่วยตัดต่อภาพนี้ให้หน่อยครับ"
จดหมายน้อยจากลูกศิษย์ ถึง "ครูวรเจตน์" ผู้จุดไฟในสายลม
รู้หรือไม่? "นวน เจีย" จำเลยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร เคยเรียนมหาวิทยาลัยใดในเมืองไทย
"ชูวิทย์" โพสต์ พลเอกประยุทธ์-สุเทพ-สนธิ นี่สินะ "The Power of Change"