อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมโครงการ1
อำเภอ1ทุน รุ่นที่ 3 รอบที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2555
โดยมีนโยบายจะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ขอรับทุน คือ
ผู้สมัครไม่ต้องยื่นหลักฐานรับรองรายได้ของครอบครัวจากเดิมที่จำกัดรายได้ไม่เกิน 1.5แสนบาทต่อปี
และเพิ่มเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการสอบผ่านข้อเขียนจากเดิมร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80
ส่งผลให้กลุ่มอดีตนักเรียนทุนของโครงการนี้ทั้งรุ่นที่ 1 และ 2
ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช)
เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ในจดหมายฯ
ระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ เพราะ
“การกีดกันนักเรียนยากจนที่สอบข้อเขียนได้คะแนนน้อย
ด้วยการยืดหยุ่นและเปิดช่องโหว่ให้นักเรียนฐานะดีที่มีแนวโน้มจะสอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสามารถสมัครทุนนี้ได้ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของโครงการ”
และ
“ถือเป็นการตอกย้ำและผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทยให้ดำรงอยู่ต่อไป”
อย่างไรก็ตาม
นอกจากข้อเรียกร้องจะไม่ส่งผลให้มีการทบทวนใด ๆ คำตอบและปฏิกิริยาของ “ผู้ใหญ่”
ต่อสถาณการณ์ที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนถึงแนวคิดที่แฝงไปด้วย “อคติ” และ “วาระซ่อนเร้น”
ที่มีนัยยะสำคัญในหลายมิติ
เช่น ทั้ง ๆ
ที่การร่างจดหมายฯและการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน ได้กระทำอย่างเปิดเผยโดยกลุ่มนักเรียนทุนฯ
ผ่านเครือข่าย internet social network แต่ รมว. ศธ. กลับคิดว่าการเรียกร้องครั้งนี้
“ไม่น่าจะใช้ตัวเด็กที่ร้องเรียนเอง” และ “น่าจะมีสปายอยู่เบื้องหลัง... เพราะบางคนก็อยู่ต่างประเทศ
ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้เร็ว”
การกล่าวในลักษณะนี้จึงเป็นการลดดทอนความชอบธรรมของการร้องเรียนและเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาสาระของจดหมายฯและที่สำคัญเป็นการสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยอาจมีปัญหา
เพราะ “ผู้ใหญ่ ใน ศธ.” ไม่เชื่อในศักยภาพของ “นักเรียนทุน” และ “เยาวชน” ซึ่งก็คือ “ประชาชน”
ผู้เป็นผลผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อมของกระทรวงศึกษาฯ
เอง
และทัศนคติของปลัดกระทรวงศึกษาฯ (ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์)
ที่มองการเรียกร้องครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงออกของ “วัยรุ่นเลือดร้อน” ที่ “ติดวัฒนธรรมฝรั่ง” และ
“ยังไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย”
ซึ่งสะท้อนถึงสิทธิและเสรีภาพของการแสดงความเห็นในสังคมประชาธิปไตยที่ประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างน่าคลางแคลงใจเพราะการเสนอแนวคิดแย้งหรือการแสดงความเห็นต่างในสังคม
ถูกสงวนไว้สำหรับคนเพียงบางกลุ่มหรือบางชนชั้นเท่านั้น
เช่นกรณีการเรียกร้องและเสนอความเห็นเรื่องการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของโครงการนี้ ที่ “ผู้ใหญ่”
เท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิ์คิดและตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องของ “เด็ก”
ส่วนที่เกรงว่าการปรับหลักเกณฑ์ใหม่จะเป็นการเปิดช่องและเอื้อให้คนรวยมาสอบนั้นรมว.ศธ.
ได้ให้เหตุผลที่แทบจะไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล ว่า“ปกติแล้วคนมีฐานะร่ำรวย ไม่ใช่ว่าจะมีสติปัญญาที่เก่ง
แต่อาจจะพร้อมมากกว่าและไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้จะสอบได้” และที่สำคัญ
“คนมีฐานะส่วนใหญ่ใช้ทุนส่วนตัวส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศเอง ดังนั้น
คงไม่ทบทวนอะไรตามที่เรียกร้อง”
เป็นที่รับรู้และยอมรับกันมานานแล้ว
ว่าสติปัญญาของคนไม่ได้เกี่ยวกับฐานะหรือชาติกำเนิด แต่ประเด็นคือการให้ “คนรวย”
ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ดีกว่าหรือมีโอกาสเรียนพิเศษมาสอบแข่งกับ “คนจน”
ที่แทบจะไม่มีโอกาสเหล่านั้น คำถามคือ ใครจะสอบได้คะแนนมากกว่า? ส่วนตรรกะประเภท
“รวยแล้วไม่อยากได้ทุน” หรือ “รวยแล้วไม่ต้องการอะไรอีก”
สังคมไทยยังเรียนรู้ไม่พออีกหรือว่าเป็นจริงหรือไม่
?
คนรวยที่ขยันและเรียนเก่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม
ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมโดยให้ทุนไปเรียนต่อเพื่อจะได้กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศก็เป็นเรื่องที่สมควร
แต่ต้องไม่ใช่ทุน “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน”
เพราะมันขัดกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนจนที่เรียนดีในระดับหนึ่งได้ทุนไปเรียนต่อ
ที่สำคัญ นั่น “เป็นการตอกย้ำและผลิตซ้ำอย่างหนักหน่วงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทย
ที่นักเรียนยากจนต้องเสียเปรียบนักเรียนที่มีฐานะดีในหลาย ๆ ด้าน ”
การยกเลิกเกณฑ์รายได้ครอบครัวที่เอื้อให้คนรวยสมัครทุนนี้ได้และเพิ่มเกณฑ์คะแนนการสอบผ่านข้อเขียนโดยอ้างว่าเพื่อเปิดกว้างแก่คนทุกฐานะและให้ได้เด็กที่เก่งสมกับการลงทุน
ตลอดจนการกล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อลดความชอบธรรมและจงใจไม่รับฟัง “ข้อเรียกร้อง” ของ
“วัยรุ่นเลือดร้อน” ต่อการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว
จึงเท่ากับเป็นการสยบยอมต่อความไม่เท่าเทียมกันของมาตรฐานการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม
กล่าวคือ เป็นการยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง
และแทนที่จะหาทางแก้ไขหรือหาวิธีลดช่องว่างลง (เช่นโครงการ "หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน" ตามแนวทางเดิม)
กลับน้อมรับเอาผลผลิตของระบบที่ไม่เท่าเทียมนั้นมาต่อยอดและผลิตซ้ำ.