วันที่ 11 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันครบรอบวันเกิดของ นายปรีดี
พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในวันเดียวกันนี้ของทุกปี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมีกิจกรรม “วันแรกพบ” เป็นการนัดพบกันของ
“เพื่อนใหม่” และรุ่นพี่ผู้เข้ามหาวิทยาลัยมาก่อนล่วงหน้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
จะไม่เรียกผู้มาใหม่ ว่า “น้องใหม่”
เพื่อยืนยันถึงการให้ความสำคัญของความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน
“วันแรกพบ” ปีนี้
มีปรากฎการณ์ฮือฮาในโลกออนไลน์ กระจายออกเป็นข้อถกเถียง อย่างกว้างขวาง

“มติชนทีวีออนไลน์” สัมภาษณ์ “อั้ม เนโกะ” เพื่อนใหม่แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุคคลในภาพ
ที่ขึ้นไปนั่งเหยียดไขว้ขาบนแท่นฐานรูปปั้นอาจารย์ปรีดี
เพื่อโพสต์ท่าถ่ายรูปดังกล่าวก่อนอัพโหลดรูปลงเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า
"♥ ความรัก ความคลั่งคืออะไร
แต่ประเทศไทยก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นท่านปรีดี
เพราะเราทุกคนเท่ากัน"
@ทำไมทำท่าทางอย่างนั้นถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์
วันที่ถ่ายรูปนั้น คือวันที่ 11 พฤษภาคม เป็นวันครอบรอบชาตกาลของอาจารย์ปรีดี
112 ปี วันนั้นได้เห็นว่า มีเด็ก มีประชาชนจำนวนมากมาย รวมทั้งอาจารย์ ได้พยายามทำให้อาจารย์ปรีดี
กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยการพยายามหมอบกราบหมอบไหว้ หรือการวางพวงมาลา
แต่หนูก็เข้าใจว่าเป็นการเคารพคุณความดีของอาจารย์ปรีดีที่ได้กระทำมา แต่
อีกแง่คือ อาจารย์ปรีดีไม่ได้เรียกร้องให้เรา ต้องยกท่านให้สูงกว่าความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เช่น นักศึกษาหลายคนพยายามไปบนบานขออาจารย์ปรีดี ให้ได้เกรดเอ
หรือบนบานอยากเข้าธรรมศาสตร์ เพียงเพราะว่าธรรมศาสตร์มันดัง มันโก้ เป็นสถาบันที่ขายได้
แต่กระนั้นก็ตาม เด็กธรรมศาสตร์ ก็ยังไม่รู้จักจริงๆ เลยว่าอาจารย์ปรีดีคือใคร
อาจารย์ปรีดีมีความสำคัญยังไงต่อเมืองไทยประเทศไทย
เด็กหลายคนจำนวนมาก
เข้าธรรมศาสตร์มาเพียงเพื่ออยากเรียนธรรมศาสตร์ แต่ไม่เข้าใจว่าธรรมศาสตร์
ตั้งมาเพื่ออะไรและต้องการสอนอะไรให้แก่นักศึกษา และมีจุดมุ่งหมายอย่างไร
@ตั้งใจจะลบหลู่อาจารย์หรือเปล่า
ไม่เลยค่ะ การที่เราแสดงออก
อย่างนั้น ถ้าเรามองดูในแวบแรกหรือมองดูภายนอก มันอาจจะเหมือนเป็นเด็กที่ก้าวร้าวมาก
หรือถ้ามองในมุมของวัฒนธรรมไทย มันอาจจะไม่เหมาะสม ในการทำแบบนี้ต่อผู้ใหญ่
แต่ความเป็นจริงนี่คือการแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่จะท้าทายโครงสร้างของสังคมที่เชื่อกันว่า ระบบอาวุโส
เป็นอะไรที่สูงส่ง เป็นอะไรที่ ห้ามแตะต้อง ห้ามเถียง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์
เหมือนที่เราได้รับการสั่งสอนมา ในระบบการศึกษาไทย
แต่การแสดงออกอย่างนั้น
อาจจะพลาดนิดนึงที่ว่า วันนั้นเป็นวันแรกพบ เลยแต่งกายเหมือนไปเจอเพื่อน ไปเต้นสันทนาการกัน
แต่การกระทำอย่างนั้น ก็ต้องการจะสื่อให้เห็นว่า อาจารย์ปรีดี
ก็คือเพื่อนมนุษย์ของเราคนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นอาจารย์ก็ตาม แต่อย่างน้อย อาจารย์กับศิษย์
ก็ย่อมมีความเสมอภาคกันในความเป็นมนุษย์ แม้ว่าการแสดงออกอาจจะดูไม่เหมาะสมในสายตาหลายๆ คน ก็ต้องขอโทษ
ณ จุดนี้ เรื่องการแต่งกาย
แต่จุดประสงค์ หรือเจตนารมณ์จริงๆ คือ
ต้องการสื่อให้ทุกคนเข้าใจเจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี ที่ตั้งธรรมศาสตร์มาเพื่อความเสมอภาค
ให้แก่ราษฎรทุกคน
และสร้างธรรมศาสตร์มาในวันที่มีรัฐธรรมนูญฉบับปกครองชั่วคราวเกิดขึ้น
สะท้อนให้เห็นว่าธรรมศาสตร์ต้องเป็นสถานที่ที่ตอบรับต่อเจตนารมณ์ของคณะราษฎร
มีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ทำให้อาจารย์ปรีดี กลายมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายมาเป็นเทพเจ้า
กลายเป็นสิ่งที่คนมาบนบานศาลกล่าว เอาสิ่งของมาแก้บนแก้ถวาย ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี
@ตอนที่ถ่ายรูปนั้น
ตั้งใจจะให้เกิดการสะเทือนจิตใจคนที่รักและนับถืออาจารย์ปรีดีหรือไม่
ไม่ได้ตั้งใจ จะทำให้สะเทือนใจอะไรอย่างนั้นเลยนะคะ เพราะว่า
เจตนารมณ์เราอยากให้เขาได้ตระหนักสิ่งที่อาจารย์ปรีดีทำมากกว่า เพราะสถานที่ที่เป็นเกียรติแห่งนี้
ธรรมศาสตร์แห่งนี้ ได้พยายามเสริมสร้าง สืบสาน สิ่งต่างๆ ที่อาจารย์ปรีดี ได้ดำเนินมาทั้งชีวิต
แม้ว่า มันอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้ นักศึกษาส่วนมากยังรู้สึกว่า เป็นผู้ก่อตั้งธรรมศาสตร์
แต่ความจริง มีมากกว่านั้น อาจารย์ปรีดีมีความสำคัญต่อสังคมไทยมาก
แต่กระนั้น
ถูกกลับยกสถานะให้เป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ใครวิพากษ์วิจารณ์ นิดนึง ก็ทำให้เขารู้สึกว่า เฮ้ย!
วิจารณ์ได้ยังไง
ที่จริงแล้ว เวลาเรานับถือใครสักคน เราก็ต้องยอมรับว่า
ยังไงเขาก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ แบบเดียวกับที่เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น
@คิดยังไงกับคำวิจารณ์
ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหลังจากแพร่ภาพนั้นไปแล้ว
สำหรับคนที่เห็นด้วยและสนับสนุนเรา ก็ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่เห็นด้วยทุกคน
และเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของเรา แต่สำหรับมุมมองที่ ไม่ชอบไม่เห็นด้วย รู้สึกว่า ทำไมทำอย่างนี้
ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ได้แสดงความเห็นว่า เอออย่างน้อย การที่เราจะกระทำอะไร
เราก็ต้องประเมินถึงการวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ ทำให้สะท้อนให้เห็นว่า อาจารย์ปรีดี
ก็สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ แตะต้องได้เหมือนกัน
เราจึงต้องการสื่อสาร
สิ่งๆ นี้ให้ทุกคนทราบ คือ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
แต่เราต้องนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ให้ได้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่ยกเว้นเอาไว้สำหรับคนที่เราเชื่อว่า
คนคนนั้นเป็นคนที่เรารักเป็นคนที่เราเคารพ เป็นคนที่มีบุญคุณ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถ
แตะต้องได้เลยแม้แต่นิดนึง
แม้ว่าการกระทำ มันอาจจะดูรุนแรงไป แต่ก็ต้อง
ขอให้เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงว่า สิ่งที่เราสื่อไปนั้น ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะทำลายจิตใจของใครเลย
เพียงแค่อยากให้อ่านสารภายใน คำอธิบายใต้รูปที่ได้อัพโหลดตั้งแต่วันแรก ที่ได้อัพโหลดรูปนั้นลงไป
แต่กลับไม่มีใครเอามาอ่าน กลับกลายเป็น ด่าๆๆๆๆๆ สุดท้าย ผลก็ลงเอยว่า มีทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ
ก็ต้องขอขอบคุณทั้ง 2 ฝ่ายคะ
@ส่วนตัวแล้วประทับใจช่วงตอนไหนในประวัติอาจารย์ปรีดี
คือมีทั้งช่วงที่ประทับใจและสะเทือนใจ ช่วงที่เรารู้สึกว่าประทับใจ คือ หลัง 2475 ที่อาจารย์ปรีดี
มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างการศึกษา ทำให้ราษฎรไทยมีการศึกษา อย่างเท่าเทียมกัน อย่างเสมอภาค ซึ่งมันเป็น
จุดหลักเลยที่ทำให้ราษฎรไทย สามารถที่จะคิดเป็น เลือกได้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในระบอบประชาธิปไตย
ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าเป็นไพร่ใครอีกต่อไปแล้ว
ซึ่งอาจารย์ปรีดี
ได้แลเห็นระบบการศึกษานี้ จึงตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นตลาดวิชา
ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ประดุจดั่งบ่อน้ำ ให้แก่ราษฎรที่กระหายความรู้ ซึ่งก่อนหน้านี้
ไม่เคยมีราษฎรที่ไหนได้เรียน อย่างเช่นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลย
ทำให้การที่อาจารย์ปรีดีนำระบบการศึกษาเข้ามา เป็นสิ่งที่รู้สึกประทับใจมาก
เพราะว่าเป็นการแลเห็นถึงความสำคัญของราษฎรอย่างแท้จริง และ ทำให้ราษฎรมีความรู้
มีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตของเขาเอง
@สะเทือนใจกับเรื่องไหนที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ปรีดี
สะเทือนใจตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 การที่อาจารย์ปรีดีถูกใส่ร้าย
เป็นอะไรที่สะเทือนใจมากในฐานะประชาชนไทยและในฐานะว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า
ในระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่อาจารย์ปรีดีถูกใส่ร้าย โดนป้ายสีต่างๆ
นานา กระทั่งอาจารย์ปรีดีต้องหนีออกนอกประเทศ แต่ไม่มีใครดีเฟนด์ (ปกป้อง)
เรื่องที่อาจารย์ปรีดีถูกใส่ร้ายเลย
แต่ทุกวันนี้กลับย้อนแย้ง กลับตาลปัตร ทำไมเราถึงลืมสิ่งเหล่านั้น
เราไม่ยกประเด็นเหล่านั้นมาปกป้องอาจารย์ปรีดีเลย ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เรายกอาจารย์ปรีดี
แค่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่เราเคารพบนขอหวยขอเกรดเอ
กระทั่งลืมที่จะให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่อาจารย์ปรีดีโดนใส่ร้าย
ลืมที่จะมาเรียนรู้ ว่าจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น กระทั่งอาจารย์ปรีดีเสียชีวิตที่ฝรั่งเศส ขณะนั่งทำงาน
ไม่ได้นอนเสียชีวิต หรืออยู่สบายเหมือนคนอื่น เราสะเทือนใจมากที่คนดีกลับไม่ได้รับการยกย่องในสังคมไทย
แล้วพอถึงเวลาที่คนดีคนนั้นกลับมาในสังคมไทย กลับกลายมาอยู่ในภาพของเทพเจ้า เทพยดา
ที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แตะต้องไม่ได้ ทั้งที่เจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี ต้องการให้นักศึกษาทุกคน
มีความรู้ อย่างเสมอภาค เท่ากับราษฎรทุกคน ไม่ใช่ว่าให้นักศึกษามาขอเกรด A ให้นักศึกษามาขอให้มีงานทำ
แต่ที่แท้จริง อาจารย์ปรีดีอยากให้นักศึกษา
มีปัญญามากกว่าศรัทธาในสิ่งไร้สาระ
@ทำไมเลือกเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาเหตุที่ตั้งใจสอบแอดมิดชั่นเข้ามา แน่นอนธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว แต่ว่า
เสรีภาพทุกตารางนิ้ว ก็ต้องมีการตีความ ไปอีกต่างๆ นาๆ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องการแต่งกายหรือภายนอก
สิ่งสำคัญคือ
องค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองที่อาจารย์ปรีดีสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรกและประทับใจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สอนให้ใช้ชีวิตกับโลกภายนอกสอนให้เราใช้ชีวิตกับการเมืองรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ให้เรารู้จักคิดเป็นและให้เรารู้จักที่จะปรับตัวและพัฒนาสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น
แรงบันดาลใจคือ
จุดที่ว่า การก่อกำเนิดของธรรมศาสตร์ และเจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี เป็นส่วนที่ผลักดัน
ให้หนูอยากเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้
@
มีอะไรอยากฝากอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์
ก่อนอื่นถ้ามีอะไรที่ทำให้อาจารย์รู้สึกหนักใจ
ก็ต้องกราบขออภัยอาจารย์ด้วยนะคะ จริงๆ แล้ว หนูไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้อาจารย์สมคิดถูกกดดัน
ถูกคนว่ากล่าวว่า ปล่อยให้นักศึกษาทำเช่นนี้ได้อย่างไร
และเข้าใจว่าอาจารย์สมคิด เข้าใจถึงสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
รวมทั้งเข้าใจเจตนารมณ์อาจารย์ปรีดีที่ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา
เพื่อที่จะตอบรับต่อข้อเสนอแนะของคณะราษฎร ที่ต้องการจะให้ก่อเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง
ไม่ใช่ตั้งใจให้ก่อเกิดการรัฐประหาร หรือการแก่งแย่งอำนาจ
ต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ทั้งสถานศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้
และจะเป็นจุดมุ่งหมายเป็นสะพานต่อรวมไปถึงสังคมภายนอกให้รับรู้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จะเป็นก้าวแรกของการเดินไปสู่สิทธิเสรีภาพของประชาชน มากกว่าการถูกจองจำภายใต้อำนาจของเผด็จการ
ของการรัฐประหาร ทำให้นักศึกษาทราบจุดคิดที่แท้จริงที่อาจารย์ปรีดีต้องการสื่อ
แล้วหวังว่าอาจารย์คงจะเข้าใจ ตามที่หนูต้องการสื่อตามเจตนารมณ์ที่แสดงออกในภาพนั้น
