เรื่อง/ภาพ ปรีชยา ซิงห์
ล่วงเข้ากว่า 5 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลประกาศให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่สีแดง เต็มไปด้วยอันตรายจากผู้ก่อการร้าย ที่หวังประสงค์สร้างความวุ่นวาย ความแตกแยกให้เกิดขึ้น...
แน่นอน ทุกอำเภอของ 3 จังหวัด ใต้สุดแดนสยาม ไม่ว่าจะเป็น ยะลา นราธิวาสและปัตตานี รวมถึง 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา สุ่มเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยทั้งชีวิตประชาชน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในพื้นที่ ในการถูกลอบทำร้ายถึงชีวิตด้วยอาวุธสงครามลูกแบบต่างๆ รวมถึงการสร้างความปั่นป่วนในการเผาทำลาย สถานที่สำคัญทางราชการ และสถานที่สำคัญทางศาสนา ย่านธุรกิจ ย่านชุมชนมานับครั้งไม่ถ้วน

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ภายหลังเหตุการณ์ปล้นปืนทหาร เมื่อปี 2547 และเหตุการณ์ กรือเซะ (ที่เพิ่งจะครบรอบ 8 ปี ไปเมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมา ) เป็นต้นมา อำเภอสายบุรี จ.ปัตตานี ก็กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ค่อนข้างมาก เป็นลำดับต้นๆของจังหวัดชายแดนใต้ไปโดยปริยาย กระทั่งรัฐบาล ได้มอบนโยบาย บทบาทหน้าที่ผ่านกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลรับผิดชอบ เข้ามาบูรณาการประสานงานทุกภาคส่วนให้เป็นพลังขับเคลื่อนสันติสุข บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พี่น้องประชาชน ภายใต้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันการก่อเหตุความรุนแรงลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด จากการเเฝ้าระวัง ตั้งด่านสกัด และตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยอย่างต่อด้วยความเข้มข้นตลอดมา

พฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา นายอภิชาติ เทียวพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และคณะสื่อมวลชนเ เดินทางข้าศึกษาดูงาน ภารกิจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังที่ว่าการอำเภอสายบุรี โดยมีนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ นายอำเภอสายบุรี จ. ปัตตานี เป็นผู้บรรยายสรุป
นายอำเภอสายบุรี กล่าวว่า มูลเหตุหลักจากการก่อความไม่สงบในพื้นที่ สายบุรี มาจากปัญหายาเสพติด แต่ปฐมเหตุคือการแบ่งแยกดินแดนที่มีมานานแล้ว แต่นับแต่ปี 2547 ก็ทำให้เหตุการณ์ในพื้นที่เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆประชาชนในพื้นที่ถุกลอบสังหาร บาดเจ็บกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็สังเวยชีวิตไปนับไม่ถ้วน ทำให้หลายคนเกิดความหวาดกลัวและอยู่อย่างไม่เป็นสุขตลอดมา โดยเมื่อปี 2550 นับเป็นปีที่เกิดเหตุความรุนแรงมากที่สุดแต่จากนั้นเมื่อมีการร่วมพลังกันในการสกัดกั้น และจับกุมผู้กระทำความผิดปัญหาก็ค่อยๆลดระดับความรุแนรงลง พร้อมๆกับการตั้งชุดรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน ที่เกิดขึ้นจากมวลชนของแต่ละหมุ่บ้านที่อาสากันผนึกกำลังป้องกันหมู่บ้านขึ้นมา จากระดับการ แบ่งแผนหมู่บ้านเป็น 3 ระดับคือ A มีการเคลื่อนไหวใช้ทหารสั่งการ มีแกนนำในการปฏิบัติการ ส่วน B มีการเคลื่อนไหวบ้างว แต่ไม่มีแกนนำ และ C หมู่บ้านที่ดูแลกันเองได้
" การก่อความไม่สงบยืนยันว่าปัจจัยหลักเป็นเรื่องยาเสพติด แต่ปฐมเหตุจริงๆก็คือกระบวนการแบ่งแยกดินแดน ปัจจัยรองลงมาก็คือปัญหาความไม่เป็นธรรมการบิดเบือนศาสนานั่นทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน แต่เมื่อมีการรวมพลังกันจัดตั้ง ชรบ. หรือ อส. ก็ทำให้เหตุรุนแรงลดลง ตามลำดับ ความสำเร็จถ้าทำตามกระบวนการถือว่าสำเร็จแล้ว อะไรที่ทำให้ชาวบ้านมีความรัก ความสามัคคี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ" นายอำเภอสายบุรีกล่าว
จากนั้น นายอำเภอสายบุรี ได้พาคณะเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง และสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ ของอส.พิทักษ์เมือง การจัดชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชคบ) การดำเนินการของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ก่อนจะออกเดินทางไปยังบ้านทุ่งน้อย หมู่ที่ 1 ต.ละหาร อ.สายบุรี หมู่บ้านต้นแบบของอำเภอสายบุรี เพื่อดูการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

นายดนยา สะละแม รองประธาน คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.)บ้านทุ่งน้อย เผยว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ขึ้น ในพื้นที่หมู่บ้าน ชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิมต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเสมอมา ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านทุ่งน้อยแม้จะเป็นที่ราบสูง มีภูเขาแต่ก็มีแม่น้ำสายบุรีไหลผ่านจึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ต่อมาเกิดความแห้งแล้ง วิถีชีวิตริมแม่น้ำสายบุรีก็เริ่มเปลี่ยนไป ปลาพื้นเมืองก็เริ่มสูญพันธุ์ รายได้ของหมู่บ้านลดลง กระทั่งมีการรวมตัวกันตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นจากชาวบ้านในพื้นที่ และตั้งเป็นแผนหมู่บ้าน ก็ทำให้มีการพัฒนาร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูนาแล้ง อนุรักษ์พันธุ์ปลา เพาะพันธุ์ อนุบาล ปล่อยสู่แหล่งน้ำ กระทั่งผลงานที่ร่วมกันทำมาหลายปี เป็นที่ประจักษ์ เรียกความเชื่อมั่นศรัทธา ชาวบ้านมารวมกลุ่มกันมากขึ้น ผลผลิตจากการเพาะปลูกเกษตรกรรม ทำให้มีร้านค้าสวัสดิการที่คณะกรรมการหมู่บ้านร่วมกันตั้งขึ้นมาเอง

"เริ่มมาจากกลุ่มเล็กๆ ที่มองไม่เห็น แต่มีส่วนช่วยสนับสนุนองค์กร กรมใหญ่ได้ จากกำลังของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนทำให้การพัฒนาหมู่บ้านของเราประสบความสำเร็จ เราทำกันเองมาตลอดแต่ไม่ออกข่าวเท่านั้น วันนี้อบต.อย่างเดียวไม่พอแล้ว เรามีทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิต มีการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ เรามีภารกิจในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน มีการฝึกอบรม ชคบ.หมู่บ้านทุกๆเดือนผู้ชายช่วยดูแลเรื่องความมั่นคงส่วนผู้หญิงก็ดูแลเรื่องการอบรม ครอบครัวเรื่องยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาหลักก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้นับว่า ความรุนแรงไม่ค่อยมีแล้ว มุสลิมที่มีมากกว่าพุทธก็อยู่ร่วมกันได้ทั้งวัด มัสยิด อย่างคำโบราณกล่าวไว้ ส้มอยู่บนภูเขา ปลาอยู่ในน้ำ เกลืออยู่ในดิน ทุกอย่างอยู่ในหม้อเดียว" นายดนยากล่าว

พร้อมพาเยี่ยมชมการฝึกอาชีพ ผลิตท่อซีเมนต์ การอนุรักษ์พันธุ์ปลาพื้นเมือง รับซื้อยางก้อนถ้วย ร้านค้าสวัสดิการชุมชน สินค้า OTOP ภายในบ้านทุ่งน้อย ท่ามกลางการต้อนรับด้วยรอยยิ้มแห่งความปรีดา จากประชาชนในพื้นที่ทั้งไทยพุทธ และมุสลิมที่ต่างก็ยินดีในการเยี่ยมชมศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
แม้จังหวัดปัตตานี จะเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม แต่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.แป้น อ.สายบุรี กลับเป็นเพียงหมู่บ้านเดียวที่ชาวบ้านทั้งหมด 175 ครัวเรือน และประชากร 476 คน นับถือศาสนาพุทธ ตำบลแห่งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงยึดอาชีพทำนา ทำสวนทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ ด้วยความเป็นหมู่บ้านพุทธ แม้จะมีขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตพระพุทธศาสนาแต่ก็ยังเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ดังนั้นปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าเวรยาม การจัดชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชคบ.) การฝึกปฏิบัติภาคสนาม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกัน พร้อมกันนี้ พวกเขา ยังฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนงบประมาณในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ให้มากขึ้นอยากให้ช่วยส่งคนเข้ามาช่วยดูแลกว่าที่เป็นอยู่ด้วย

ตลอดเส้นทางจากการนั่งรถจากหาดใหญ่เข้าสู่พื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อศึกษาดูงาน แม้จะต้องมีการหยุดรถเพื่อเข้ากระบวนการตรวจ สกัด สิ่งต้องสงสัยตามด่านต่างๆ ในทุกๆ ระยะ จากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครต่างๆ ตามจุดสกัดในการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น ทำให้ตระหนักว่า ความเสียสละในการปกป้องคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ โดยไม่แบ่งแยกศาสนา ไม่แบ่งแยกพื้นเพภูมิลำเนาเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง ในการรักษาความสันติสุข ความสงบสุขในพื้นที่



การใช้ชีวิตของชาวบ้านที่นี่ อาจจะไม่คึกคัก ไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องระแวดระวังภัยอันตรายที่ไม่สามารถคาดเดาได้เหมือนเช่นจังหวัดอื่นๆที่ไม่ใช่พื้นที่สีแดง แต่รอยยิ้ม ที่กลั่นออกมาจากแววตา ที่เห็นคนไกลถิ่นอย่างพวกเราเข้ามาเยี่ยมชมและพูดคุยรับทราบปัญหา ทำให้สัมผัสได้ถึงความดีใจ ที่พวกเขาหวังจะสะท้อนปัญหา ขอความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ยังมีอยู่ ไปยังหน่วยงานเรืองอำนาจของรัฐบาลที่ทำแค่เพียงส่งกำลังพล แต่ละเลยซึ่งความเข้าใจและสนับสนุนงบประมาณรวมถึงบุคคลากรอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ในการสร้างความอุ่นใจให้กับพวกเขาได้


แม้ปัญหาความรุนแรง ณ ดินแดนปลาายด้ามขวาน สุดแดนสยาม จะทุเลากว่าเก่าก่อนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ภาพแห่งความรุนแรงอันน่าสะพรึงกลัว ความโหดเหี้ยม ที่มิทันตั้งรับ เสียงระเบิด ปืน อาวุธสงครามต่างๆ ยังก้องอยู่ในโสตประสาท เป็นร่องรอยของความไม่แน่นอน ที่ทำให้ชาวบ้านมิอาจวางใจได้ แต่เพราะพวกเขาช่วยกันร่วมพลังกัน ผนึกกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ นั่นกลับเป็นพลังเข้มแข็งอันยิ่งใหญ่ ที่ช่วยสกัดกั้นกลุ่มก่อการร้ายให้ตรึกตรอง ยั้งการก่อเหตุให้ทุเลาได้ โดยไม่ต้องมังแต่รอพึ่งภาครัฐที่กว่าจะอนุมัติงบประมาณ ก็ไม่รู้ว่าต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินกันไปเท่าไหร่ ...
-------------------

สายบุรี เป็นอำเภอเก่าแก่ และ เป็นหนึ่งใน 12 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ชาวไทยเชื้อสายมลายูจะเรียกว่า "ตะลุแบ" หรือในภาษามาเลย์-สันสกฤตเรียกว่า "เซลินดุงบายู" แปลว่า ที่กำบังลมพายุ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม มีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเอง มีความหลากหลายทางด้านภาษา ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทางทิศตะวันออกของจังหวัด อำเภอสายบุรีห่างจากศาลากลางจังหวัดปัตตานีประมาณ 50 กิโลเมตร
ปัจจุบัน อำเภอสายบุรี มีเขตการปกครอง 11 ตำบล 64 หมู่บ้าน 20 ชุมชน มีเทศบาลตำบล 1 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 9 แห่ง มีประชากรทั้งหมด จำนวน 65,924 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มกราคม 2555) ประชากรส่วนใหญ่ นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 92 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 8 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ และประมง