"วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ประเมินเสรีภาพสื่อไทย ชี้ขาดการตรวจสอบ "อำนาจที่ไม่เปิดเผยตัวโดยตรง"

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:00:00 น.




(ชมคลิป)

 

 

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ปาฐกถาหัวข้อ "สื่อ..และที่ทางของเสรีภาพในสังคมไทย?" ในงาน งานเปิดบ้าน "ประชาไท" สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ (สุขุมวิท55) ซึ่งเป็นวาระครอบรอบ 7 ปี ของการก่อตั้งเวบไซต์ข่าวประชาไท

 

นายวรเจตน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อมวลชนมีความสัมพันธ์และสำคัญอย่างยิ่ง กับพัฒนาการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบที่ประชาชนจำนวนมาก เข้ามามีส่วนร่วม

 

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงของประชาชน การที่สื่อสามารถรายงานข่าววิเคราะห์ข่าวได้และเสนอข่าวได้อย่างเสรี  เป็นคุณค่าสำคัญอันหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตย

ซึ่งรัฐที่เป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนนั้น สื่อจะเป็นตัวเชื่อม ระหว่างรัฐสภาอันเป็นองค์กรของรัฐกับประชาชน ทำนองเดียวกับพรรคการเมืองที่เชื่อมรัฐสภากับประชาชน เพราะสื่อทำหน้าที่ควบคุม การแสดงออก ควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ เปิดเผยการกระทำที่ไม่ถูกต้องของบรรดาบุคคลที่เข้าไปมีอำนาจในรัฐ

 

นายวรเจตน์กล่าวต่อไปว่า ในกรณีของประเทศไทย อำนาจรัฐคงไม่ได้จำกัดเฉพาะนักการเมืองทั้งหลายเท่านั้น แต่ตนมีความเห็นว่า ยังจะต้องหมายถึงบรรดาบุคคล หน่วยงาน ตลอดจนสถาบันที่มีบทบาททางการเมือง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม โดยลับหรือโดยเปิดเผย ภารกิจเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้เมื่อประเทศเรามีสื่อมวลชนที่เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอำนาจทางการเมือง ไม่ตกภายใต้อิทธิพลทางด้านการเงิน จากกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มิเช่นนั้น จะไม่สามารถพูดถึงเรื่องเสรีภาพของสื่อ ในสังคมไทยได้

 

ประเด็นสำคัญอันหนึ่งคือ การก่อตั้งเจตจำนงของประชาชน จะเป็นไปได้อย่างอิสระ ก็จะต้องมีสื่อ ที่มีความสามารถ ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แล้วทำให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายเท่านั้น

ประชาชนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลาย จึงจะสามารถเข้าใจและมีความพร้อมในการแสดงออกซึ่งอำนาจทางการเมืองของเขา

 

"เพราะฉะนั้น ในแง่นี้ ผมมีความเห็นว่า ไม่ใช่ระดับการศึกษาที่จะเป็นอุปสรรคกับประชาธิปไตย แต่ระดับของความมีเสรีภาพของสื่อ และความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลที่มีความหลากหลายเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญ ในการบ่งชี้ ว่าประชาธิปไตยนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่

 

"ผมอาจจะมีความเห็นแตกต่างไปจาก บุคคลหลายคน จากนักวิชาการจำนวนมากในสังคมไทย ว่าสังคมไทย ไม่พร้อมกับประชาธิปไตย เพราะ ประชาชนไทยจำนวนมาก ยังไม่ได้มีระดับการศึกษาที่สูง

"ผมกลับมีความเห็นว่า สำนึกในทางประชาธิปไตยต่างหาก ที่มีความสำคัญยิ่งกว่า และการเข้าถึงข้อมูล ที่มีความแตกต่างหลากหลาย จนทำให้เขาสามารถจะตัดสินใจทางการเมืองได้นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้" นายวรเจตน์กล่าว

 

นักวิชาการผู้นี้ กล่าวด้วยว่า ระยะเวลาที่ผ่านมา สื่อมวลชน ในสังคมไทย ได้ทำหน้าที่ ดังกล่าวนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ควรค่าแก่การพอใจแล้วหรือไม่ ตนคิดว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เท่าที่ได้สัมผัส กับสื่อมวลชนไทย หลังจากที่สำเร็จการศึกษากลับมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงหลัง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พบว่าคำตอบที่ได้นั้นคือ สื่อมวลชนไทย ยังไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ

 

คงมีเหตุปัจจัยหลายประการ ที่ทำให้ในปัจจุบันนี้ เราอาจจะพบว่า สื่อมวลชนไทยมีปัญหาในแง่การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงที่นำเสนอและในแง่ของการ สร้างเจตจำนงทางการเมืองให้กับประชาชน เรามีปัญหาในแง่องค์กรควบคุมวิชาชีพสื่อในบ้านเรา ปัญหามีหลายประการ

 

ในเบื้องต้นคุณค่าพื้นฐานของสื่อมวลชน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการรับข้อมูลข่าวสาร เราอยากให้สื่อมวลชน มีความเป็นมืออาชีพ ไม่แตกต่างอะไรกับ เวลาเรารับฟังความคิดเห็นนักวิชาการ เราก็อยากได้นักวิชาการที่มีความเป็นมืออาชีพ ถามว่าความเป็นมืออาชีพอยู่ตรงไหน คำตอบคงอยู่ที่ว่าในแง่การนำเสนอ อย่างน้อยที่สุด ในรูปของข่าวสื่อต้องนำเสนอข้อเท็จจริง หรือความจริง ถ้าสื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง การที่จะทำให้ ประชาชนไม่ได้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง แล้วก็จะนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ อีกหลายประการ

 

"ผมพูดจากมุมมองของผม ในฐานะที่หลายปีที่ผ่านมา ผมเป็นแหล่งข่าวให้สื่อมวลชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ ผมพบว่า หลายครั้ง เวลาที่มีการนำเสนอนั้น สื่อไม่แยกระหว่างความเห็นของสื่อเอง กับข้อเท็จจริงที่จะต้องนำเสนอ

 

"ปรากฎการณ์ล่าสุดที่ผมพบว่าพิสูจน์ ความเห็นผมได้เป็นอย่างดี ก็คือ ตอนที่คณะนิติราษฎร์ ได้นำเสนอเรื่องของการลบล้าง ผลพวงของการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ในรูปที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเอกสารแจก รวมทั้งการแถลงข่าว

 

"ผมพบว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง พยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง คือพูดง่ายๆ ว่าเสนอข่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นเลย ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขามีความเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร เช่น คณะนิติราษฎร เสนอให้มีการลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยบอกว่า บรรดาคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้น อันเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 บรรดาคดีความต่างๆ ที่เริ่มต้นขึ้น จากการตั้งเรื่องของ คตส. หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ คดีเหล่านี้ เมื่อศาลพิพากษาไปแล้ว ให้มีการลบล้างคำพิพากษา และลบล้างบรรดากระบวนการพิจารณาทั้งหมด แล้วให้เริ่มดำเนินการพิจารณาใหม่ไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ นี่คือสิ่งที่นำเสนอ

 

"แต่ผมพบว่าสื่อมวลชนตำนวนหนึ่ง นำเสนอข้อเท็จจริงไปในแง่ที่ว่า คณะนิติราษฎร์ เสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่เราจะเห็นว่า การที่เราเสนอให้มีการลบล้างคำพิพากษา แล้วให้เริ่มต้นกระบวนพิจารณาใหม่นั้น เป็นคนละเรื่องสิ้นเชิงกับการนิรโทษกรรม" นักวิชาการจากคณะนิติราษฎร์กล่าว 

 

นายวรเจตน์ กล่าวต่อไปว่า หากข้อเท็จจริงเริ่มต้นแบบนี้ สื่อมวลชนยังไม่สามารถที่จะนำเสนอให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงได้ เราจะคาดหวัง บทบาท หรือคาดหวังเสรีภาพ ของสื่อมวลชนที่จะใช้ให้ถูกต้อง ตามหลักประชาธิปไตยได้อย่างไร

 

อีกประการหนึ่งคือ ปัญหาการควบคุมกันเองของสื่อมวลชนของไทย รัฐธรรมนูญได้ประกันเสรีภาพในการเสนอข่าวสารเอาไว้ แต่การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรอง ก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อมวลชนจะใช้เสรีภาพดังกล่าว นำเสนอข้อมูลไปในทางใดก็ได้ตามที่ตนเสกสรรค์ปั้นแต่ง และหากมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือ มีลักษณะการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือทำให้บุคคลอื่น เกิดความเสียหาย นำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่ควรจะเป็นในสังคม

 

ผมคิดว่าองค์กรที่ควบคุมวิชาชีพสื่อ ก็น่าจะมีบทบาทสำคัญในแง่ของการจัดการปัญหาเหล่านี้ แต่เราคงพบว่า จนถึงปัจจุบันนี้ เรายังไม่สามารถทำให้สื่อมวลชนนั้นควบคุมกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คงเป็นปัญหาใหญ่มากๆ เมื่อเราพูดถึงเรื่องของสื่อมวลชน

 

"ผมจึงมีความเห็นว่า เวลาเรา พูดถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในสังคมไทย เราจึงไม่อาจเน้นในด้านที่เป็นเสรีภาพได้ แต่จะต้องเน้น ในด้านที่เป็นความรับผิดชอบด้วย ซึ่งเรื่องแบบนี้อาจจะมีข้อพิสูจน์หลายครั้ง โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 19 กันยาเป็นต้นมา

 

"ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ เราพบว่าการเซ็นเซอร์ มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ประมาณ 400 กว่าปีก่อนคริสตศักราช ก็มีการเผาหนังสื่อของ ปีทาโกรัส ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นครั้งแรกๆ ที่ รัฐหรือสังคมนั้น ได้ปิดกั้น หรือเซ็นเซอร์ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

 

"แต่ผมมีความเห็นว่า การเซ็นเซอร์จากรัฐ แม้จะน่ากลัว ก็ยังน่ากลัวน้อยกว่า การที่สื่อนั้น จงใจเซ็นเซอร์ หรือจงใจไม่รายงานข่าวบางอย่าง ซึ่งไม่สอดคล้อง หรือไม่ตรงกับทัศนคติของตัว ไม่ว่าจะด้วยความกลัว หรือด้วยอคติ อย่างอื่น
ถามว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น สื่อมวลชนกำลังทำอะไรกับ กับปัญหาในทางการเมืองที่เกิดขึ้น

 

"ผมพบว่า สื่อมวลชน ไม่ลังเล ที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ อำนาจทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองนักการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรหรือบรรดาบุคคล ซึ่งเข้าควบคุมการใช้อำนาจรัฐ โดยตรง การที่สื่อมวลชน ไม่ลังเล ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ หรือการที่จะนำเสนอข่าวสารดังกล่าว ที่จะเปิดเผยความไม่ถูกต้องชอบธรรม ในการใช้อำนาจต่างๆ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ผมเห็นว่า ในสังคมไทย การทำเท่านี้ ยังไม่เพียงพอ

 

"สื่อมวลชนไทย คงจะต้องใช้เสรีภาพของตัว ไปในแง่การนำเสนอข้อเท็จจริง และข้อมูลข่าวสารของอำนาจที่ไม่ได้เปิดเผยโดยตรง หรือเป็นอำนาจซึ่งหลายคนไม่รู้สึกว่าอยากไปแตะต้อง หรือเกี่ยวพันด้วย

 

"ผมกำลังพูดถึงบทบาทของสื่อมวลชน ต่อการนำเสนอรายงาน หรือข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวพันกับสถาบันต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยากจะเห็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่ครบถ้วนรอบด้าน สื่อมวลชน อาจจะต้องมีความกล้ามากขึ้น และจะต้องร่วมกันขจัดอุปสรรค ของการใช้เสรีภาพ ที่ทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสถาบันต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน ถ้าเราไม่สามารถที่จะใช้เสรีภาพพูดเรื่องพวกนี้ได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน การก่อตั้งเจตจำนงของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วน รอบด้าน และอย่างมีคุณภาพ" นายวรเจตน์กล่าว

 

นายวรเจตน์ กล่าวด้วยว่า ประชาชนมีทางเลือกในการรับสื่อจากช่องทางอื่นมากขึ้น ส่งผลให้สื่อมวลชนกระแสหลักปรับตัวไม่ทัน


"ผมพบว่า ในปัจจุบันนี้ ถ้าเรามองไป ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร มันมีสื่อทางเลือกเกิดขึ้นมาก แม้จะมีข้อจำกัดอยู่ การเกิดขึ้นของสื่อทางเลือกจำนวนไม่น้อยนี่เอง ที่ทำให้ในที่สุดแล้วบรรดาสื่อมวลชนกระแสหลัก อาจจะต้องปรับตัวมากขึ้น แต่ผมพบว่าการปรับตัวของสื่อมวลชนกระแสหลักในช่วงที่ผ่านมา ก็มีน้อยมาก ด้วยเหตุดังกล่าว สื่อมวลชนกระแสหลัก จึงตามไม่ทันประชาชนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากยิ่งขึ้นทุกที ที่เขามีช่องทางในการที่จะรับสารทางด้านอื่น นั่นคือปัญหา ที่ผมคิดว่าถ้าสื่อมวลชน กล้าที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่ผมกล่าวมาแล้ว จะทำให้การใช้เสรีภาพของสื่อ ถูกต้องและครบถ้วนรอบด้านมากขึ้น เต็มไปด้วยความรับผิดชอบต่อบุคคลมากขึ้น" นายวรเจตน์กล่าว








ไขข้อข้องใจ!! ทำไมแมลงวันไม่ตอมกันเอง-เสวนาเสรีภาพ"สื่อทางเลือก"ในยุคเปลี่ยนผ่าน

ตรวจสอบดวงท่านวันนี้ กับคอลัมน์ ดาวกับดวง วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557 โดย พิมพ์พรร
ทำความเข้าใจก่อนควักเงินจ่าย หลังสารพัดกล่อง "เซตท็อปบ็อกซ์" ท่วมตลาด !!
ฐากูร บุนปาน : จดบัญชี
5หัวเมืองใหญ่คอนโดฯล้นทะลัก "เอพี-พฤกษา"ตัดใจเบรกลงทุน อุดรฯ พิษณุโลก พัทยา ซัพพลายล้น !!
"กุ๊บกิ๊บ"ภูมิแพ้กำเริบ หายใจไม่ออก ขณะนั่งเครื่องบินจากฮ่องกงกลับไทย
กองทัพบก ย้ำชัดๆ "ไม่มีรัฐประหารหลังสงกรานต์" 19 เมษาฯ ขอประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือ !
สุญญากาศทางการเมืองจะไม่เกิดขึ้น "ปลัดกระทรวง"รักษาการแทน
มติชนนิวส์รูม : NO WAY OUT การเมืองไทย ไร้ทางออก วิกฤตยืดเยื้อลากยาว ?
เศร้า!"อ.รัชนี ศรีไพรวรรณ" ผู้แต่ง"มานะ-มานี" ถึงแก่กรรมแล้ว ปิดตำราเด็กดี สุดคลาสสิคของไทย
รู้จัก เพื่อนเก่า "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" ให้มากขึ้น
"สาวใจเด็ด" ปล่อยภาพจากคลิป "เลียสด" ในไอจีแล้ว! โพสต์ร่ายยาวเผยต้นตอสัมพันธ์ชายคนดัง
ชมคลิปโรแมนติก "กนก รัตน์วงศ์สกุล" พิธีกรเล่าข่าว-ผู้บริหารสื่อเครือเนชั่น พูดบอกรัก
แหล่งข่าวกล่าวว่า-เช็กเรทติ้งเก้าอี้"ผบ.ทบ."คนใหม่"สายวงศ์เทวัญ-บูรพาพยัคฆ์"ใครมาแรง!!
"พุทธะอิสระ" นำทัพอีแต๋น ออกรบ กระชับพื้นที่ กวป. กระเจิง (ชมคลิปเด็ด)
ไปดู ว่าที่ส.ว. แต่ละจังหวัดเป็นใครบ้าง "จารุวรรณ"ทะลุ 5แสน เชียงใหม่"อดิศร" อุดรฯเมีย"ขวัญชัย"ที่1