“จาตุรนต์” ชี้ อำนาจประชาชนถูกปล้น- “ชนชั้นนำ” ไม่อยากปรองดอง - คาดเกิด “ยุบพรรค” อีกรอบ

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 14:36:00 น.










เมื่อวันที่  3 มิถุนายน  ที่โรงแรมอมารีเอเทรียม ถนนเพชรบุรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สภาผู้แทนราษฎร ระงับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 


นายจาตุรนต์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการแถลงครั้งแรกหลังได้รับสิทธิพลเมืองกลับคืนมา และรู้สึกว่าการเมืองต้อนรับแบบดุเดือดพอสมควร ในฐานะพลเมืองชั้นสอง ไม่มีสิทธิเป็นคนมา 5 ปี ขณะนี้ มีสิทธิได้เท่ากับพลเมืองทั่วประเทศ แต่พบว่าสิทธิประชาชนทั่วประเทศ กำลังถูกปล้นไปอีกครั้ง


“ขณะนี้มีข่าวลือว่าจะมีการรัฐประหาร  ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร โดยผู้นำกองทัพ เพราะ จริงๆ แล้วเกิดรัฐประหารโดยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ขึ้นแล้ว ฉะนั้น ใครคิดต่อต้าน รัฐประหาร โดยคิดว่า ต้องระวังกระทั่งเกิดการรัฐประหารแล้วค่อยออกมาต่อต้าน  ก็ขอให้เข้าใจว่า การรัฐประหารได้เริ่มขึ้นแล้ว ฉะนั้นการต่อต้านควรจะกระทำได้แล้ว” นายจาตุรนต์กล่าว 


นายจาตุรนต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า คาดอยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่า ชนชั้นนำคงไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญนี้อย่างง่ายๆ แต่นึกไม่ออกว่าจะใช้วิธีไหน ตอนแรกคิดว่า รอให้ผ่านวาระ 3 ไปก่อน แล้วค่อยไปยื่นให้ศาลตีความ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจวินิจฉัย เมื่อร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จ จึงมาใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จริงๆ ไม่ใช่ช่องทางที่ใช้ได้เลย แต่เมื่อกล้าใช้ช่องนี้แสดงว่าต้องกล้าล้ม 


เมื่อถามว่า ชนชั้นนำ หมายถึงคนกลุ่มใด นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ชนชั้นนำ ก็คือชนชั้นนำ คือคนที่ยังมีอำนาจทั้งหลาย หรือคนที่ยังมีอำนาจแฝงอยู่ตามรัฐธรรมนูญนี้ คนที่คิดจะล้มอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชน  เหมือนเคยล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ล้มรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พอคราวนี้จะแก้รัฐธรรมนูญโดยสภา ก็คิดจะล้ม เรื่องนี้ อาจจะนำไปสู่การยุบพรรครอบใหม่อะไรอีกสารพัด ก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่กระบวนการทุกอยย่างดำเนินตามรัฐธรรมนูญ จึงถือว่า เป็นการกระทำที่ร้ายแรงมาก


เมื่อถามว่า รัฐบาลนี้ ถูกหลอกเกี่ยวกับการปรองดองหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐบาลเองคงไม่ได้โดนหลอกอะไร เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระบวนการทั้งหลาย  แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความพยายามที่จะปรองดองใดๆ เลยจากชนชั้นนำในประเทศนี้ มีแต่พยายามรักษา อำนาจตัวเองไว้และมีแต่จะทำลายกระบวนการที่จะทำให้บ้านเมือง เป็นประชาธิปไตยทุกวิถีทาง ชัดเจน  โดยไม่คำนึงถึงวิกฤตใดๆที่จะตามมาถือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่งของกระบวนการนี้

 

นายจาตุรนต์ กล่าวถึงเหตุผลที่มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการรัฐประหารโดยตุลาการภิวัฒน์ว่า ขณะนี้เกิดการร่วมกันของกระบวนการหนึ่งที่เคยใช้มาในการ ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ หรือเป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการรัฐประหารนั่นเอง คือ เกิดการร่วมมือกันเคลื่อนไหวโดยพรรคการเมือง ในกลุ่มการเมืองที่ไม่คำนึงถึงกฎกติกาบ้านเมือง ประชุมสภาไม่คำนึงถึงรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ การชุมนุม ไม่คำนึงถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน มีความร่วมมือเผด็จศึกทำนองเดียว กับที่เกิดในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ครั้งนี้ จะมีผลมากกว่านั้น คือเปลี่ยนแปลงเนื้อหา รัฐธรรมนูญแล้วสกัดกั้น ปิดโอกาส ประชาชนในการแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านกลไก รัฐสภา

 

 

นายจาตุรนต์กล่าวว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับไต่สวน ร้องว่ามีการกระทำล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยวิธีการมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือรับไต่สวนตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมีคำสั่งไปยังประธานรัฐสภาให้ชะลอการพิจารณา รัฐธรรมนูญวาระ 3

 

นายจาตุรนต์กล่าวว่า การมีมติรับไต่สวนก็ดี การสั่งให้ชะลอการลงมติ ของรัฐสภาก็ดี เป็นการกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าอำนาจบัญญัติกฎหมาย รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจสภา ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ เพราะมีอำนาจวินิจฉัยเพียงพระราชบัญญัติ ฉะนั้นในขั้นที่พิจารณายังไม่เสร็จ ไม่รู้รัฐสภาจะมีมติอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งไม่มีอำนาจพิจารณา


"ผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าข่าย มาตรา 68 และศาลรัฐธรรมนูญ กำลังละเมิด หลักการ แบ่งแยกอำนาจ กระทำการขัด รัฐธรรมนูญ เสียเองเป็นการล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่ากับยึดอำนาจแก้ไขกฎหมาย แก้ไข รัฐธรรมนูญ ไปจาก ประชาขน นอกจาก นำไปสู่การล้มการแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะมีผล ห้าม ไม่แก้รัฐธรรมนูญขนานใหญ่ เท่ากับได้ทำลายช่องทางที่ประชาชน จะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ปิดช่องทางที่สังคม จะใช้แก้ปัญหาความขัดแย้ง แตกต่างทางความคิดโดยกระบวนการทางประชาธิปไตย"นายจาตุรนต์กล่าว

 

นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า สังคมไทยขัดแย้ง 2 เรื่องคือ 1 ใครควรเป็นรัฐบาล และ 2 รัฐธรรมนูญ ควรเป็นยังไง ข้อแรก ประชาชนตัดสินไปแล้ว และ กำลังจะตัดสินผ่านรัฐสภา ว่า รัฐธรรมนูญ ควรเป็นอย่างไร แต่ศาลรัฐธรรมนูญ กำลังใช้อำนาจนอกเหนือ รัฐธรรมนูญ มาล้มกระบวนการนี้ เป็นการผลักประเทศสู่วิกฤต ครั้งใหญ่ ปิดช่องแก้ความขัดแย้ง ทำให้ ประเทศอยู่ในภาวะล่อแหลมเผชิญหน้า เป็นวิกฤต ร้ายแรงยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

 

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจ ประชาชน ว่าเกิดรัฐประหารแล้ว เกิดการกระทำขัด รัฐธรรมนูญ เป็นภัยร้ายแรง ต่อประชาธิปไตย ประเทศ ต้องสกัดกั้น กระบวนการนี้ต่อไป ผู้ร่วมกระบวนการนี้ เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ต่อต้าน ไม่แสดงความเห็นเชิงหลักการที่หนักแน่นเพียงพอยากทัดทานกระบวนการโดยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์

 

"เฉพาะหน้า ผมเสนอว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งชะลอการพิจารณาของ รัฐสภา ผมเสนอว่า รัฐสภา ไม่บังควรที่จะ ปฎิบัติตาม คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ สิ่งที่ผูกพันองค์กรอื่น ไม่เหมือนคำวินิจฉัยซึ่ง ผูกพันคณะรัฐมนตรีและ รัฐสภา  รัฐสภา จึงจำเป็น ต้องทำตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 291 คือพิจารณา ลงมติ วาระ 3 เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน หลังผ่านวาระ2 ประชาชนควรรณรงค์ อย่างจริงจังเพื่อ ถอดถอน ตุลาการส่วนใหญ่ เพราะ เนื่องจากกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเอง นอกจากนั้น ก็มาตั้งหลัก รับมือกระบวนการ รัฐประหารครั้งนี้ เพื่อผลักดันบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย" นายจาตุรนต์กล่าว

 

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า สำหรับกระบวนการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้ดำเนินการ แต่มาแสดงความเห็นด้วยว่าควรจะทำ


ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับสิทธิทางการเมืองแล้ว จะเข้าชื่อถอดถอนหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ขณะนี้มาปลุกระดม ยุยง ส่งเสริมดำเนินการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนจะลงชื่อด้วยหรือไม่ต้อง ขอดูก่อนว่าจะถูกบิดเบือนอะไรหรือเปล่า การดำเนินการของประชาชน ทั้งการรณรงค์ และการยื่นถอดถอน ทำภายใต้กฎหมาย จึงไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่การดำเนินการครั้งนี้ เท่ากับสร้างวิกฤต ครั้งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ปี 2549 เป็นต้นมา และจะเป็นปัญหายืดเยื้อยาวนานต่อไป

 

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่าว่า การแก้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะทำให้ อำนาจกลุ่มองค์กรและชนชั้นนำถูกลดลง ฉะนั้น การขัดขวางแก้ รัฐธรรมนูญเกิดจากการ ไม่ยอมรับอำนาจ ประชาชนและรักษาอำนาจชนชั้นนำ ซึ่งเป็นส่วนน้อยมากของสังคม