เปลี่ยนเถอะ : ฐากูร บุนปาน

วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 12:50:11 น.




มติชน วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555  เปลี่ยนเถอะ  คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 โดย ฐากูร บุนปาน



เพราะความ "เละ" ทั้งในสภา ทั้งหน้าสภา และทั้งนอกสภา ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เคยมีความหวังว่าการเมืองไทยเริ่มจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังเดินมะงุมมะงาหรากันในความมืดมา 6-7 ปี

กลับมาตั้งคำถามว่า นี่การเมืองไทยจะกลับไปวนในอ่าง เพื่อรอวันฆ่ากันอีกรอบใช่ไหม

ใช่หรือไม่ลองพิจารณาดู

กฎหมายปรองดองก็เดินหน้าไม่ได้ แถมยังมีพวกหน้ามืดขึ้นไปกระชากลากถูกประธานสภา และเก้าอี้ประธาน

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถูก "ฉุด" ให้หยุดกระบวนการไว้ก่อน

ม็อบเจ้าเก่าก็แห่กันมาฮึ่มๆ (เพราะจำนวนไม่เยอะ เลยต้องพยายามส่งเสียงดังๆ ไว้ก่อน)

ฯลฯ

ถามว่าแล้วจะไปกันต่ออย่างไรแบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แบบไม่ต้องกลายเป็นสงครามกลางเมือง

ก็อยู่ที่แต่ละท่านแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องพร้อมจะ "เปลี่ยน" หรือไม่

เริ่มจากฝั่งเพื่อไทย

พร้อมหรือไม่ที่จะปรับความคิดใหม่ ว่าไม่ต้องรีบร้อน รวบหัวรวบหาง แต่จะใจเย็นๆ เล่นกับปัญหาชาวบ้านให้ลุล่วงไปเสียก่อน สร้างผนังทองแดงกำแพงเหล็กเป็นหลังให้แข็งแกร่งกว่านี้

เดี๋ยวถึงเวลาดอกไม้ก็บาน

ซึ่งไม่น่าจะนานนัก

ต่อด้วยฝั่งผู้ดูแลรักษากฎหมายว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนจากการยึดความชอบชังส่วนตัวมาเป็นการยึดกุมหลักกฎหมายให้มั่นคง ทั้งในทางหลักการและการปฏิบัติ

ไม่ให้กฎหมายกลายเป็นต้นตอและเครื่องมือในการเข่นฆ่าสังหารกันอย่างในหลายปีที่ผ่านมา

และอาจจะเป็นตัวปัญหาสำหรับอนาคต-อันใกล้

และที่น่าจะต้องเปลี่ยนมากที่สุดก็คือพรรคประชาธิปัตย์

ทำอย่างไรถึงจะไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบ่อนทำลายประชาธิปไตยเสียเอง อย่างที่ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขาชี้

ทำอย่างไรถึงจะหายจากอาการของโรคแพ้ซ้ำซาก อย่างที่ ดร.เกษียร เตชะพีระ เขาวินิจฉัย

ทำอย่างไรถึงจะค้านให้เป็นสาระ

ไม่ใช่ค้านไปแค้นไปจนออกนอกหน้า เหมือนอย่างที่ตั้งแต่ลูกน้องยันหัวหน้าแสดงออก (แบบเห็นแล้วชวนยิ้ม) อยู่ทุกวันนี้

สังคมไหนๆ รวมทั้งสังคมไทยต้องการฝ่ายค้านดีๆ พอกับที่ต้องการรัฐบาลมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีคุณธรรม

แพ้แล้วแพ้อีก แพ้ซ้ำซากมาจนไม่รู้กี่สมัย ยังไม่รู้จักสรุปบทเรียน ไม่รู้จักปรับปรุงตัวเอง องค์กร และแนวร่วมให้ดีขึ้น

จะพลิกกลับมาชนะได้อย่างไร?

หรือที่จริงคิดอะไรลึกล้ำขนาดเป็นแผนบ่อนทำลายเพื่อไทยในระยะยาว คือทำตัวเองให้อ่อนแอเข้าไว้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่มีคู่ต่อสู้ ถ้าไม่กัดกันเองก็จะค่อยๆ อ่อนแอไปตามธรรมชาติ

แต่ถ้าไม่บ้าถึงขั้นที่ว่า ก็เปลี่ยนเถอะ

จะเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนแนวคิดก็ว่าไป

หรือทั้งสองอย่างได้ยิ่งดี



เพราะความ "เละ" ทั้งในสภา ทั้งหน้าสภา และทั้งนอกสภา ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เคยมีความหวังว่าการเมืองไทยเริ่มจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังเดินมะงุมมะงาหรากันในความมืดมา 6-7 ปี

กลับมาตั้งคำถามว่า นี่การเมืองไทยจะกลับไปวนในอ่าง เพื่อรอวันฆ่ากันอีกรอบใช่ไหม

ใช่หรือไม่ลองพิจารณาดู

กฎหมายปรองดองก็เดินหน้าไม่ได้ แถมยังมีพวกหน้ามืดขึ้นไปกระชากลากถูกประธานสภา และเก้าอี้ประธาน

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถูก "ฉุด" ให้หยุดกระบวนการไว้ก่อน

ม็อบเจ้าเก่าก็แห่กันมาฮึ่มๆ (เพราะจำนวนไม่เยอะ เลยต้องพยายามส่งเสียงดังๆ ไว้ก่อน)

ฯลฯ

ถามว่าแล้วจะไปกันต่ออย่างไรแบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แบบไม่ต้องกลายเป็นสงครามกลางเมือง

ก็อยู่ที่แต่ละท่านแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องพร้อมจะ "เปลี่ยน" หรือไม่

เริ่มจากฝั่งเพื่อไทย

พร้อมหรือไม่ที่จะปรับความคิดใหม่ ว่าไม่ต้องรีบร้อน รวบหัวรวบหาง แต่จะใจเย็นๆ เล่นกับปัญหาชาวบ้านให้ลุล่วงไปเสียก่อน สร้างผนังทองแดงกำแพงเหล็กเป็นหลังให้แข็งแกร่งกว่านี้

เดี๋ยวถึงเวลาดอกไม้ก็บาน

ซึ่งไม่น่าจะนานนัก

ต่อด้วยฝั่งผู้ดูแลรักษากฎหมายว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนจากการยึดความชอบชังส่วนตัวมาเป็นการยึดกุมหลักกฎหมายให้มั่นคง ทั้งในทางหลักการและการปฏิบัติ

ไม่ให้กฎหมายกลายเป็นต้นตอและเครื่องมือในการเข่นฆ่าสังหารกันอย่างในหลายปีที่ผ่านมา

และอาจจะเป็นตัวปัญหาสำหรับอนาคต-อันใกล้

และที่น่าจะต้องเปลี่ยนมากที่สุดก็คือพรรคประชาธิปัตย์

ทำอย่างไรถึงจะไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบ่อนทำลายประชาธิปไตยเสียเอง อย่างที่ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขาชี้

ทำอย่างไรถึงจะหายจากอาการของโรคแพ้ซ้ำซาก อย่างที่ ดร.เกษียร เตชะพีระ เขาวินิจฉัย

ทำอย่างไรถึงจะค้านให้เป็นสาระ

ไม่ใช่ค้านไปแค้นไปจนออกนอกหน้า เหมือนอย่างที่ตั้งแต่ลูกน้องยันหัวหน้าแสดงออก (แบบเห็นแล้วชวนยิ้ม) อยู่ทุกวันนี้

สังคมไหนๆ รวมทั้งสังคมไทยต้องการฝ่ายค้านดีๆ พอกับที่ต้องการรัฐบาลมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีคุณธรรม

แพ้แล้วแพ้อีก แพ้ซ้ำซากมาจนไม่รู้กี่สมัย ยังไม่รู้จักสรุปบทเรียน ไม่รู้จักปรับปรุงตัวเอง องค์กร และแนวร่วมให้ดีขึ้น

จะพลิกกลับมาชนะได้อย่างไร?

หรือที่จริงคิดอะไรลึกล้ำขนาดเป็นแผนบ่อนทำลายเพื่อไทยในระยะยาว คือทำตัวเองให้อ่อนแอเข้าไว้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่มีคู่ต่อสู้ ถ้าไม่กัดกันเองก็จะค่อยๆ อ่อนแอไปตามธรรมชาติ

แต่ถ้าไม่บ้าถึงขั้นที่ว่า ก็เปลี่ยนเถอะ

จะเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนแนวคิดก็ว่าไป

หรือทั้งสองอย่างได้ยิ่งดี





กาลครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว แฝดสยาม อิน-จัน พบรักแรกกับสาวลอนดอน(8)
ค่าจ้างขั้นต่ำ 2559 : โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
ลึกแต่ไม่ลับ โดยจรัญ พงษ์จีน : "ศึกในประชาธิปัตย์"
เหยียดคนจนบนบัตรทอง โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
หรือสมคิดจะสร้างประวัติศาสตร์ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
test