ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ: แลหลังกบฏปฏิวัติรัฐประหารในการเมืองสยามไท

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:00:00 น.




ธรรมศาสตราภิชาน  วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ (กปค. ๗๕)
ในประวัติศาสตร์การปฏิวัติยุคใหม่คงไม่มีประเทศไหนที่มีกลุ่มและขบวนการที่ทำการปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยกำลังมากและต่อเนื่องยาวนานเท่ากับการปฏิวัติในสยามประเทศไทย 

นับจากการพยายามยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯแห่งรัชกาลที่๖ ในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “กบฏ ร.ศ. ๑๓๐” หรือ “กบฏเก๊กเหม็ง” (พ.ศ. ๒๔๕๔) มาถึง “การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕” ถึง “รัฐประหาร ๒๔๙๐” ถึง “กบฏแมตฮัตตัน” ถึง “รัฐประหารเงียบ” ถึง “การปฏิวัติ ๒๕๐๐” ถึง “การปฏิวัติ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖” ถึง “รัฐประหาร ๖ ตุลา ๒๕๑๙” และคณะปฏิรูปการปกครอง ถึง “กบฏเมษาฮาวาย ๒๕๒๔” ถึง “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ๒๕๓๔” (รสช.) และ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” (คปค.) ซึ่งเป็นรัฐประหารครั้งล่าสุด ๒๕๔๙ แต่ยังไม่มีใครทราบแน่นอนว่าสุดแล้วหรือยัง ดังนั้นเพื่ออนุวัตรตามสมัยนิยม จึงขออนุญาตใช้คำย่อสำหรับเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช ๒๔๗๕ ว่า “กปค. ๗๕” 
หากนับรวมการยึดอำนาจและพยายามยึดอำนาจทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จเข้าด้วยกันนับแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ รวมทั้งสิ้น ๑๗ ครั้ง เฉลี่ยมีการยึดอำนาจกันทุก ๔ ปีกว่า การก่อรัฐประหารยึดอำนาจโดยฝ่ายกองทัพรวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญในรัชกาลปัจจุบันรวม  ๑๕ ฉบับ มีรัฐธรรมนูญรวม ๑๘ ฉบับ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีการกระทำที่เรียกรวมๆ ว่าการปฏิวัติรัฐประหารและมีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก
เมื่อพูดถึงการปฏิวัติของชาติ ในบรรดาประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมและเมืองขึ้นแบบต่างๆ ของมหาอำนาจตะวันตกล้วนมีประวัติศาสตร์และวันปฏิวัติแห่งชาติ เมื่อได้รับเอกราชและอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคม ทุกประเทศไม่เคยมีปัญหากับวันปฏิวัติหรือวันเอกราชแห่งชาติ ไม่มีใครมานั่งวิเคราะห์และถามกันทุกปีๆว่าวันเอกราชหรือวันปฏิวัติของเขานั้นล้มเหลวหรือล้าหลังหรือไม่ ตรงกันข้ามนับแต่ได้มี “กปค. ๗๕” (“การเปลี่ยนแปลงการปกครอง” พ.ศ. ๒๔๗๕) การปฏิวัติครั้งนั้นยังไม่อาจได้รับการยอมรับและตีความตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าคือการปฏิวัติ หากแต่ยิ่งนานวันเข้ามาบัดนี้ถึง ๘ ทศวรรษแล้ว การปฏิวัติครั้งนั้นก็ยังต้องพ่วงท้ายด้วยคำคุณศัพท์ที่ขยายการกระทำนั้นว่า “ล้มเหลว” “สำเร็จ” หรือกึ่งๆ ฝ่ายที่ว่า “ล้มเหลว” ก็อธิบายว่าก็เพราะเป็นการกระทำที่ “ชิงสุกก่อนห่าม” ส่วนฝ่ายสำเร็จก็ว่าเป็นการ “อภิวัฒน์” เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองบ้านเมืองอย่าง “คว่ำแผ่นดิน” ส่วนฝ่ายทางเลือกอื่นๆ ก็ว่าไม่ถึงที่สุด เป็นต้น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผลของการเปลี่ยนแปลงฯ หรือ “กปค. ๗๕” นั้นยังดำรงและสืบทอดต่อเนื่องมาอย่างไม่ยุติเด็ดขาด และไม่สมบูรณ์ คนรุ่นหลังที่เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องราวดังกล่าวนั้นก็รับและรู้ไม่ตรงกัน กระทั่งตรงข้ามกัน เหตุการณ์สำคัญๆมีการเล่าและตีความที่ต่างกันและขัดแย้งกัน หลายเรื่องก็ยังพูดในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยไม่ได้ ตัวละครและผู้แสดงทั้งสำคัญมากและสำคัญน้อยจำนวนไม่น้อยที่ยังดำรงและรักษาความต่อเนื่องอย่างไม่ให้ขาดตอนของตนเองเอาไว้จนทำให้ประวัติศาสตร์“กปค. ๗๕” กลายเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันร่วมสมัยมากกว่าการเป็นประวัติศาสตร์ที่ควรเป็นเรื่องราวสำหรับนักประวัติศาสตร์จะเข้ามาศึกษาวิเคราะห์และตีความต่อไปหรือไม่ก็ถูกทำให้เป็นประวัติศาสตร์เฉพาะที่เป็นของกลุ่มบุคคลมากกว่าเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมหรือเป็นประวัติศาสตร์ทั่วไป 

ประวัติศาสตร์กับการปฏิวัติ

ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วนี่เป็นนิยามที่ธรรมดาและง่ายสุดเพราะถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในอดีต ก็ไม่มีเรื่องจะให้คนรุ่นหลังต่อมาพูดและเขียนถึง แต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วคืออะไร ตรงนี้คือปัญหาสำหรับนักประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว เกิดคลื่นสึนามิ และ ฯลฯ เหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ไหม นักประวัติศาสตร์คงตอบได้ไม่ยากว่าไม่ใช่ เพราะมันไม่มีตัวละคร มีแต่สิ่งของธรรมชาติ สำหรับประวัติศาสตร์สิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วต้องมีความคิดและการกระทำ พูดอย่างนี้ก็เท่ากับจำกัดว่าสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในอดีตก็ต้องเป็นเหตุการณ์ที่มีคนกระทำและยังต้องมีความคิดด้วยถ้าเพียงแต่กระทำเฉยๆเช่น เดินไปเดินมาระหว่างบ้านกับแม่น้ำหรือไร่นา โดยไม่ได้พูดและแสดงความคิดให้ประจักษ์แก่คนอื่นๆ จนจำถ่ายทอดกันมาถึงรุ่นลูกหลานเหลนได้ ก็ไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกเหมือนกัน แต่เท่านี้ก็ยังไม่ครบถ้วนกระบวนความของการเป็นประวัติศาสตร์ตามทางของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หากที่สำคัญไม่น้อยก็คือเรื่องในอดีตนั้นต้องเกี่ยวพันกับการกระทำของคนจำนวนมากหรือมีผลกระทบต่อคนจำนวนมากทำให้คนรุ่นต่อมาคือนักประวัติศาสตร์สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในท้ายที่สุดนั่นคือต้องมีคนทำการนำเสนอถ่ายทอดหรือจดจำเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว และพรรณนาทำให้มันเป็นเรื่องราวที่คนอื่นๆ ยังรับรู้ได้ จึงจะทำให้สิ่งที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วนั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปได้อย่างสมบูรณ์
ประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติคือประวัติศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงแบบของรัฐบาลหรือตัวผู้นำรัฐกล่าวได้ว่านับแต่มีการก่อตั้งสังคมและมีการผลิตทางสังคมเพื่อรักษาค้ำจุนและสร้างเสถียรภาพให้แก่ชีวิตของมนุษย์ในชุมชนที่ใหญ่ขึ้นได้นำไปสู่การใช้อำนาจเพื่อสร้างและรักษาสิ่งที่เรียกว่า“ระเบียบสังคม” เอาไว้ไม่ให้สั่นคลอนและสูญสลายไปได้ กำเนิดของอำนาจจึงมาพร้อมกับการเกิดชนชั้นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง หลังจากนั้นก็มีปัญหาและความขัดแย้งในหมู่ผู้นำกันเอง จนนำไปสู่การเปลี่ยนตัวผู้ปกครองและแบบของรัฐบาลขณะนั้น การอธิบายทำนองนี้ว่าไปแล้วก็เป็นการคิดและมองแบบสมัยใหม่ ในสมัยโบราณยังไม่มีการจำแนกแยกแยะระหว่างการยึดอำนาจ รัฐประหารและการปฏิวัติว่ามีความหมายนัยที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงยังไม่มีประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติกบฏอะไรทั้งสิ้น แต่มีการใช้กำลังเข้าแย่งยึดรัฐและที่มาของอำนาจในแต่ละชุมชน การที่ไม่มีประวัติศาสตร์หมายความว่าสังคมนั้นไม่มีการศึกษาและสร้างบทเรียนของการกบฏปฏิวัติขึ้นมาอย่างเป็นระบบและเป็นทางการนั่นเอง  
เมื่อไม่มีการจำแนกแยกแยะว่าการปฏิวัติคืออะไร แตกต่างจากรัฐประหารหรือกบฏและจลาจลอย่างไร  ศัพท์คำว่า “ปฏิวัติ” ที่มีความหมายแน่นอนว่าคือการใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในระบอบการปกครองและสังคมอย่างฉับพลันและรุนแรง แบบที่เรารู้จักและเข้าใจในปัจจุบันนั้นก็ไม่มีใช้ในสมัยโบราณ นั่นคือไม่มีศัพท์ว่า “ปฏิวัติ” ไม่ว่าในภาษากรีก ละติน อังกฤษ จีน บาลี สันสกฤต และไทย ลาวด้วย จริงๆ แล้วคำว่า “ปฏิวัติ” “revoluzione” หรือ revolution เป็นศัพท์ที่ถูกคิดประดิษฐ์สร้างขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ อย่างมากก็ราวๆ ๕ ศตวรรษมานี้เอง การปฏิวัติในความหมายใหม่ไม่ได้เพียงแต่เปลี่ยนแปลงผู้นำหรือรัฐบาลด้วยวิธีการอันรุนแรงเท่านั้น หากที่สำคัญยังมีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโครงสร้างหลักๆ ของระบอบการปกครองไปถึงระบบเศรษฐกิจสังคมนั้นๆ ด้วย ถ้าพูดให้ชัดๆ ก็คือความหมายนัยของการปฏิวัติสมัยใหม่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของปรัชญาลัทธิแสงสว่าง (Enlightenment) นักคิดดังๆ ได้แก่ ล็อค รุสโซ วอลแตร์ และค้านท์ ซึ่งเชื่อในทฤษฎีว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษย์และสังคม ทำให้การมองและวางเป้าหมายให้แก่การกระทำของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตต้องเคลื่อนที่ไปสู่คุณภาพที่ดีกว่าและสูงขึ้นทำให้การศึกษาและตีความประวัติศาสตร์เริ่มได้รับอิทธิพลของความคิดเรื่องความก้าวหน้าสำนักปรัชญาที่ยกระดับและทำให้การวิเคราะห์ตีความประวัติศาสตร์ว่าคือการเคลื่อนไหวไปสู่จุดหมายที่ก้าวหน้าอย่างเป็นลำดับขึ้นได้แก่ลัทธิเฮเกลซึ่งประกาศว่าจุดหมายสูงสุดของประวัติศาสตร์คือเสรีภาพแนวคิดดังกล่าวถูกปฏิวัติโดยลูกศิษย์หัวรุนแรงกว่ามาเป็นลัทธิมาร์กซิสม์ ด้วยการเสนอคำขวัญอันปลุกเร้าใจนักต่อสู้ที่ปฏิวัติทั้งหลายว่า “กงล้อประวัติศาสตร์ย่อมหมุนไปข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นั่นคือการปฏิวัติที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปลดปล่อยทางชนชั้นในรัฐและสังคมอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว

ความคิดว่าด้วยการกบฏปฏิวัติในสมัยโบราณ

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งนักคิดสมัยโบราณของกรีกและจีน อินเดีย ต่างมีแนวคิดทรรศนะและความเชื่อคล้ายคลึงกันในเรื่องการกบฏปฏิวัติ ในชั้นต้นทั้งขงจื๊อและเพลโตต่างก็ไม่มีความคิดเชิงทฤษฎีอันว่าด้วยการกบฏปฏิวัติแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะประเด็นเรื่องการปฏิวัติยังไม่ใช่โจทย์หรือปัญหาหลักของความคิดและปรัชญาการเมืองในสมัยโน้น ปรมาจารย์เหล่านั้นต่างมองเห็นทะลุปรุโปร่งแล้วว่า หัวใจของการเมืองและการปกครองหรืออำนาจรัฐอยู่ที่คุณธรรมของผู้ปกครอง เมื่อได้ผู้ปกครองที่เป็นราชาปราชญ์แล้ว ยังจะต้องมาถามถึงเรื่องกบฏปฏิวัติอะไรกันอยู่อีกเล่า หากจะสรุปความคิดทางการเมืองการปกครองทั้งหลายให้เหลือเพียงประเด็นหลักเรื่องเดียว ก็คือเรื่องอำนาจการปกครอง ว่าควรจะอยู่กับใคร คำตอบก็คือคนพิเศษส่วนน้อย ไม่ใช่ไปอยู่กับคนธรรมดาส่วนมาก ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันมีผลต่อความคิดทางการเมืองต่างก็เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ในวังวนของโจทย์ข้อนี้ด้วยกันมาทั้งนั้นจากยุคกรีกโบราณและจีนอินเดียโบราณมาถึงสยามไทยปัจจุบัน  

ข้อที่ต่างกันในพัฒนาการทางความคิดการเมืองระหว่างกรีกโรมันกับโลกตะวันออกได้แก่การที่ตะวันตกได้มีการศึกษาและตั้งโจทย์ของอำนาจการปกครองหรือรัฐใหม่ไม่ได้เดินตามความคิดและคำสอนของปรมาจารย์แต่ถ่ายเดียว หากแต่พัฒนาวิเคราะห์และวิจารณ์เสียใหม่ให้เปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป กล่าวคือแม้เพลโตจะไม่ให้ความสำคัญแก่การปฏิวัติ แต่เขาก็มองเห็นวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลงในแบบของรัฐบาลและการปกครอง ซึ่งตามความเชื่อของเขาก็มาจากคุณธรรมของผู้ปกครองเองนั่นแหละที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จากอุตมรัฐหรือรัฐกษัตริย์ในอุดมคติมาสู่อภิชนาธิปไตย มาสู่คณาธิปไตย แล้วมาสู่ประชาธิปไตยก่อนจะไปถึงทรราชย์ ความจริงเพลโตไม่ได้ตั้งใจเสนอให้เป็นวัฏจักรจริงๆ เพราะจากทรราชย์ก็ไม่ได้บอกว่าแล้วรูปแบบต่อไปจะกลับไปสู่อะไรอีก ต้องรอถึงสมัยของโพลีเบียส ที่มาเติมเต็มความคิดของเพลโต ด้วยการบอกว่า จากประชาธิปไตยก็ไปสู่การปกครองของม็อบ จากระบอบม็อบก็ไปสู่ภาวะธรรมชาติ ซึ่งมีคนรุ่นใหม่ช่วยตีความต่อให้อีกว่า จากภาวะธรรมชาติก็แน่นอนย่อมนำไปสู่การเกิดระบอบกษัตริย์ใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มวัฏจักรใหม่อีกรอบหนึ่ง

โพลีเบียสจะขยายความศัพท์ของเพลโตให้ละเอียดมากขึ้นด้วยการบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและรัฐบาลนั้นกระทำด้วยการใช้กำลังบังคับนั่นคือมีการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ภาษาโรมันใช้คำว่า “res novae” ซึ่งแปลว่าการเปลี่ยนระบอบ (change of regime) การเปลี่ยนของโรมันนี้อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงโดยการทำรัฐประหารหรือการปฏิวัติก็ได้ การทำรัฐประหารก็เข้าใจว่าสมัยโน้นคือการยึดอำนาจภายในวัง จะด้วยกลวิธีใดๆ ก็สุดแล้วแต่สถานการณ์ ส่วนการทำการปฏิวัตินั้นคิดว่าเป็นการใช้กองกำลังจากภายนอกพระราชวังเข้ามาทำการล้มอำนาจรัฐลง แบบหลังจึงอาจนองเลือดและรุนแรงมากกว่าแบบแรก 
กล่าวโดยสรุปได้ว่าแม้จะไม่มีคำว่าปฏิวัติแบบสมัยใหม่ แต่กรีกโรมันโบราณก็มีศัพท์อย่างน้อย ๒ คำที่มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองและรัฐบาล นั่นคือคำว่า neoterismos ของกรีก และ res novae ของโรมัน จุดที่น่าสนใจยิ่งต่อไปคือการต่อยอดและพัฒนาความหมายของคำดังกล่าวนี้ให้ลึกซึ้งและมีบริบททางการเมืองและทางสังคมต่อไปคนที่ทำให้ภูมิปัญญาและความคิดทางการเมืองของยุคกรีกโรมันโบราณค่อยๆยกระดับขึ้นเป็นทฤษฎีทางการเมืองได้แก่คนที่เรารู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้วในหลายๆเรื่องเขาคืออริสโตเติล เขาวิพากษ์การมองการเปลี่ยนแปลงในแบบการปกครองอย่างเป็นวัฏจักรของเพลโต แล้วเสนอความคิดใหม่ที่วางอยู่บนการวิจัยข้อมูลชั้นต้นว่า การใช้กำลังเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองและแบบการปกครองโดยเนื้อหาแล้วก็คือการเปลี่ยนทางธรรมนูญของการปกครอง การปฏิวัติก็คือการทำลายธรรมนูญ ซึ่งมีหลายแบบแตกต่างกันไป เช่น ธรรมนูญของระบบกษัตริย์ ธรรมนูญของระบบทรราชย์ ธรรมนูญของระบบอภิชนาธิปไตย ธรรมนูญของระบบคณาธิปไตยและธรรมนูญของระบบประชาธิปไตย ที่สำคัญคืออริสโตเติลวิคราะห์ลงไปถึงมูลเหตุของการเกิดกบฏปฏิวัติรัฐประหารด้วย ว่าทำไมถึงต้องเกิด เกิดแล้วได้อะไรและเสียอะไร

อันที่จริงนักรัฐศาสตร์ไทยน่าจะประยุกต์ความคิดและภาษาการเมืองแบบกรีกโบราณมาใช้อธิบายการปฏิวัติในการเมืองไทยบ้างว่าในที่สุดแล้วก็คือการดำเนินตามวัฏจักรของรัฐธรรมนูญแบบต่างๆเท่านั้น ไม่ใช่การยึดอำนาจหรือโค่นล้มอำนาจรัฐอะไรลงไป เพราะจริงๆ แล้วทุกการปฏิวัติในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นประโยชน์ของประชาชนอย่างเป็นชิ้นเป็นอันอย่างสถาพรมั่นคงและมีความหมายนัยต่ออนาคตของระบบการปกครองรัฐไทยมาเลยมันเป็นเพียงแค่วงจร(ที่ไม่อุบาทว์แล้วเพราะหยุดไม่ได้) ที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้น เป็น “ความจริง”ของระบบการเมืองไทย  

ในโลกแห่งความเป็นจริง อริสโตเติลเองก็ได้ประสบกับตนเอง ว่ารัฐและรัฐบาลทั้งหลายล้วนมีปัญหาที่ไม่อาจไปบรรลุความดีได้ มิหนำซ้ำหลายรัฐยังต้องประสบกับปัญหาของความไม่สงบทางการเมืองและการปกครอง จนเสื่อมทรามลงไปเป็นรัฐที่ห่างไกลจากการใช้ปัญญาและเหตุผลในการปกครองมากขึ้นเรื่อย 

ทำไมและจะหาทางออกให้แก่รัฐและการเมืองอย่างไร

เราลองมาศึกษาค้นคว้าดูว่ารัฐและชนชั้นนำสยามไทยตัดสินใจอย่างไรและทำอย่างไรในการแก้ปัญหาและความขัดแย้งทางการเมืองและการปกครองในช่วงเวลา๘ทศวรรษที่ผ่านมา









เผยซูเปอร์โมเดล"เปตรา เน็มโคว่า"เตรียมมาไทย ร่วมรำลึกเหตุการณ์ 10 ปี"สึนามิถล่ม"
คนจากประเทศใด จับปลาไหลไทยด้วยมือเปล่า ได้เก่งที่สุด (ชมคลิปสุดฮา)
รู้จัก "ตาล" น้องสาวนฤบดินทร์ แบ๊คขวาทีมชาติไทย พิธีกรสุดสวยแห่งสตรอเบอร์รี่ ชีสเค้ก
ดูแมทช์แจ้งเกิด"ซิโก้"ในฐานะนักเตะ กับแมทช์ประกาศศักดาในฐานะโค้ช ครั้งไหนบีบหัวใจกว่ากัน?
อึ้ง มีงี้ด้วย แฉเมืองท้องถิ่นจีนแสบ"เอา"ยาม" มาเป็น"ตำรวจ" ใช้ทำงานขวางปชช.ไม่ให้เข้า"ร้องทุกข์"
เนรเทศ... การเดินทางของ "ภู กระดาษ"
"กฤษณ์" ย้ำ "หญิง รฐา" แค่เพื่อน ไม่ใช่แฟน
อีกแล้ว! นักท่องเที่ยวจีน แกล้งบ้า ตีมึน ป่วนขโมยสามล้อถีบชาวบ้าน
"โยกเยก เชิญยิ้ม" ตลกร่างยักษ์ชื่อดัง อุปสมบทแล้ว ได้ฉายา "อธิปัญโญ" ผู้มีปัญญา
บทเรียน คุณแม่ทิ้งบุตรชายวัย 1 ขวบ 6 เดือนพร้อมกับรีโมทไว้ในรถ(ชมคลิป)
พริตตี้ : สวย-น่ารัก-เซ็กซี่ ในงาน Motor Expo 2014 โดยเช็คราคา.คอม
รวมโปรโมชั่นเด็ดก่อน Motor Expo 2014 โดย เช็คราคา.คอม
พริตตี้ : สวย-น่ารัก-เซ็กซี่ ในงาน Motor Expo 2014 โดยเช็คราคา.คอม
รวมโปรโมชั่นเด็ดก่อน Motor Expo 2014 โดย เช็คราคา.คอม
เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ เปิดตัว GOLDGEOUS EXHIBITION & GOLDGEOUS COLLECTION สุดอลังการ