ชีวิตชาวนาสมัยใหม่ในสุโขทัย โดย กาญจนี คำบุญรัตน์

วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:30:14 น.




ศิลปวัฒนธรรม ปีที่33 ฉบับที่9 กรกฎาคม 2555

 

 

เมื่อเอ่ยถึงชาวนาซึ่งมีอาชีพปลูกข้าวให้เรากิน ก็จะมีคำศัพท์คำพังเพยเปรียบเทียบให้เราได้ยินได้ฟังอยู่เสมอๆ ซึ่งเป็นของคู่กันกับชีวิตประจำวันของคนไทย ทำให้เรารู้และเข้าใจวิถีชีวิตของชาวนาควบคู่กับชีวิตของคนธรรมดามาตลอด
 

 

คำต่างๆ และคำพังเพยเปรียบเทียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตของชาวนากับชีวิตของคนธรรมดาจะมีมากมาย เช่น ดำนา-หว่านข้าว-เกี่ยวข้าว-นวดข้าว-ตีเทือก-ยาลาน-ลอมฟาง-สงฟาง-ตำข้าว-สีข้าว-ฝัดข้าว-ลงแขก-หุ่นไล่กา-ไอ้ทุย

 

ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

   
กินข้าวเรี่ยราดต้องเก็บใส่ครกไปทิ้งทีละเม็ด

 

หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน     

ไหว้แม่โพสพก่อนกินข้าวและหลังกินข้าวเพื่อนึกถึงบุญคุณที่มีข้าวให้เรากิน

 

กลิ่นโคลนสาบควาย                                                        

 

กินข้าวหกเลอะเทอะราวกับหว่านนา

 

ที่เป็นเพลงก็มี เช่น กลิ่นโคลนสาบควาย ขวัญใจไอ้ทุย นกเอี้ยงจ๋า ฯลฯ

 

คำเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจและรู้ถึงชีวิตของคนที่มีอาชีพทำนา ว่าต้องเหนื่อยยาก สู้ชีวิตมาตลอด  เพื่อให้ได้มีข้าวไว้กิน ไว้ขาย เป็นอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว และรวมไปถึงเลี้ยงประเทศชาติ เราจะเคยชินกับความเป็นอยู่ของชาวนาเช่นนี้มาตลอด

 

แต่ปัจจุบันนี้ ใครที่มีอายุยืนยาวถึง ๘๐-๙๐ ปี จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตชาวนาอย่างคาดไม่ถึง ชีวิตชาวนาจะไม่เหนื่อยยากแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอีกต่อไปแล้ว ชีวิตชาวนาปัจจุบันจะเป็นชีวิตชาวนาแบบไฮเทค มีเครื่องจักรกลเข้ามาช่วยผ่อนแรงได้มากมาย

 

เริ่มตั้งแต่การเตรียมที่ดิน การหว่านข้าว การปลูกข้าว การเก็บเกี่ยว การขาย ทุกอย่างสะดวกสบาย  ขอให้มีที่ดิน มีน้ำหล่อเลี้ยง ข้อสำคัญคือมีเงินสำหรับจ่ายทุกขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวได้ และการนำไปขายจนได้เงินกลับมา

 

ศัพท์ในการทำนา เช่น ดำนา คือการปลูกข้าว ลงแขก คือการขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วยโดยไม่ต้องจ้าง  เพียงเลี้ยงข้าว เลี้ยงอาหารเอาแรงเพื่อนบ้านไว้ ถึงเวลาเพื่อนบ้านขอแรงลงแขก เราก็ไปช่วยเขาตอบแทน  ปัจจุบันไม่มีแล้ว วัฒนธรรมในการช่วยเหลือเจือจุนในการทำนาจะหมดไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจักรกลเป็นส่วนใหญ่

 

ได้ไต่ถามผู้มีอาชีพในการทำนา คือปลูกข้าวขายในปัจจุบัน จะมีวิธีการที่แตกต่างจากของเดิมอย่างมากมาย และชาวนาไม่ใช่อาชีพที่ยากเข็ญ แบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอีกต่อไปแล้ว

 

การทำนาปลูกข้าวในปัจจุบัน จะมีขั้นตอนดังนี้ คือ

 

มีที่ดินที่จะใช้ปลูกข้าว จะเป็นที่ดินของตนเองที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือเป็นที่ดินที่เช่าเขาก็ได้

 

เมื่อฝนลงก็เริ่มทำที่ดินเตรียมปลูกข้าว การเตรียมที่ดินสมัยก่อนจะใช้ควายไถนาให้ดินร่วนซุย จะไถดะ ไถแปร ก็ใช้ควายเป็นเครื่องผ่อนแรงทั้งสิ้น ปัจจุบันควายหายาก ค่าจ้างแพง ชักช้าเสียเวลา รถไถนายี่ห้อต่างๆ บริการถึงบ้าน จะทำที่ดินให้เรียบร้อยพร้อมปลูกได้ทันที ควายจึงหมดสมัยสำหรับชาวนาปัจจุบัน

 

เมื่อที่ดินเรียบร้อยแล้ว จึงชักน้ำเข้านาเพื่อตีเทือกสำหรับหว่านข้าว เครื่องสูบน้ำยี่ห้อต่างๆ มีมากมาย  ไม่ต้องใช้ระหัดวิดน้ำเข้านาให้เหนื่อยแรง เดินเครื่องสูบน้ำไม่กี่ชั่วโมงน้ำก็เต็มพื้นที่ ทำให้ที่นาชุ่มชื้นพร้อมหว่านได้ทันที

 

การปลูกข้าวในสมัยก่อน ชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติจะต้องทนหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เพื่อปลูกข้าว หรือดำนา ปัจจุบันนั้นรถจักรกลสำหรับหว่านข้าวจะเทียบรถอยู่ริมนา เมื่อที่ดินมีน้ำหล่อเรียบร้อย  รถหว่านข้าวก็จะทำหน้าที่เพียงเวลาไม่นาน รถก็จะหว่านข้าวได้เต็มที่ดิน ถามชาวนาว่า เขาไม่ดำนาโดยเอาข้าวปลูกเป็นกอๆ อย่างเมื่อก่อนแล้วหรือ เขาตอบว่าไม่มีใครเขาทำกันแล้ว เสียเวลา รถหว่านจะทำหน้าที่ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วแต่จะเอาข้าวพันธุ์อะไร 

 

การทำนา จะมีทั้งการทำนาปีและนาปรัง

 

ทำนาปี จะเริ่มหว่านในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม-ธันวาคม

 

ทำนาปรัง จะทำในเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม

 

พันธุ์ข้าวที่จะปลูกมีมากมายหลายชนิด แล้วแต่จะเลือก เช่น พันธุ์สุพรรณเอ ก.ข. ๓๐๑ พันธุ์พิษณุโลก   พันธุ์ดอนเจดีย์  ข้าวแม่แป๊ด    การเก็บเกี่ยวแล้วแต่พันธุ์ข้าวหนัก ข้าวเบา ข้าวพันธุ์ดีราคาแพงได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุม และข้าวสุรินทร์   ข้าวนาปี ใช้เวลา ๑๒๐ วัน ข้าวเบา เช่น พันธุ์ดอนเจดีย์  ใช้เวลา ๙๐ วัน

 

เมื่อสมัยก่อน เวลาข้าวตั้งท้องออกรวงเป็นเมล็ดข้าว ชาวนาต้องคอยระวังไม่ให้ศัตรูข้าว คือพวกนกต่างๆ มาคอยกินเมล็ดข้าวที่จะสุกคอยเวลาเก็บเกี่ยว ชาวนาจะมีวิธีไล่นกต่างๆ กัน เช่น ทำหุ่นไล่กาปักอยู่ในนา บางครั้งก็ให้ลูกหลานไปอยู่ที่พักกลางนา ทำเสียงดังให้นกตกใจ เช่น เคาะปี๊บ ตะโกนไล่นก หรือทำลูกโยน คือใช้ดินเหนียวหุ้มต้นหญ้า แล้วโยนใส่นกที่กินข้าวในนา

 

ปัจจุบันศัตรูข้าวในนามีหลายชนิด ที่ร้ายที่สุดคือฝูงนกพิราบ นอกนั้นก็มี นกกระยาง นกเป็ดน้ำ  นกกระจิบ ส่วนศัตรูทางดินคือหอยเชอรี่ วิธีกำจัดคือ ทำเสียงดังไล่นก เช่น จุดพลุ ส่วนหอยเชอรี่เป็นศัตรูที่ร้ายกาจ ต้องคอยเก็บทุกวันมิฉะนั้นมันจะกัดกินต้นข้าวขาดเป็นแปลงๆ 

 

ข้าวที่ปลูกแล้ว นอกจากจะต้องคอยกำจัดศัตรูดังกล่าวแล้ว จะต้องให้ปุ๋ย ให้ฮอร์โมน ตามเวลาที่กำหนด คอยให้น้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมื่อครบกำหนดเก็บเกี่ยว เช่น ๙๐ วัน ๑๒๐ วัน ก็ลงมือเก็บเกี่ยวได้

 

การเก็บเกี่ยวในสมัยนี้ ไม่มีการลงแขกเก็บเกี่ยวให้ยุ่งยาก พอข้าวเหลืองเต็มท้องทุ่ง รถดูดข้าวจะคอยท่าอยู่แล้ว เมื่อตกลงราคาได้ รถดูดข้าวจะทำหน้าที่เกี่ยวข้าวดูดออกมาเป็นเมล็ดเรียบร้อย ค่าดูดข้าวคิดไร่ละ ๔๕๐ บาท ไม่ต้องลงแขกเกี่ยวข้าว ไม่ต้องฟาดข้าวออกจากรวงให้ยุ่งยาก เมื่อรถดูดข้าวดูดออกมาให้เป็นเมล็ดเรียบร้อย รถปิคอัพจะจอดคอยอยู่ข้างรถดูด  ดูดแล้วใส่รถปิคอัพนำไปขายที่ท่าข้าวได้เลย  ชาวนาก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ราคาข้าวขึ้นอยู่กับราคาที่ขายที่ท่าข้าว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ข้าวด้วย ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิราคา ๑,๐๐๐ กิโลหรือ ๑ เกวียนจะได้ราคาถึง ๑๒,๕๐๐ บาท 

 

การทำนาเช่นนี้ทั้งปีสามารถปลูกได้ไม่เกิน ๓ หน ชาวนาสมัยใหม่จึงแตกต่างกับชาวนาสมัยเก่าโดยสิ้นเชิง
การที่ชาวนามีการเปลี่ยนแปลงกรรมวิธีการทำนามาเป็นไฮเทคทำให้ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ในการทำนาพลอยเปลี่ยนแปลงไปด้วย  เด็กในปัจจุบันและในอนาคตจะไม่รู้จักคำศัพท์เฉพาะในการทำนา เช่น ดำนา ว่ามีวิธีการทำอย่างไร ถ้าไม่สนใจจะค้นคว้าหรือหัดทำ หรือดูเขาทำ ใครจะคิดบ้างว่าแม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอย่างสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านยังทรงดำนาเพื่อให้รู้ว่าเขาทำกันอย่างไร ศิลปะต่างๆ ในการทำนามีมากมาย เช่น เกี่ยวข้าว จะทำอย่างไรเคียวจึงจะไม่บาดมือ ดังเพลงเกี่ยวข้าวที่ว่า “เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว อย่ามัวชะแง้แลเหลียว เคียวจะบาดก้อยเอย ฯ”

 

คนรุ่นเก่าที่เคยทำนาเท่านั้นจะรู้ดี คนปัจจุบันที่ไม่ได้ทำนา บางครั้งยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร เช่น ฝัดข้าว กระทิกข้าว ยิ่งต่อๆ ไปก็จะเลือนหาย และสูญหายไปจากการใช้ในภาษาไทยอย่างน่าเสียดาย

 

วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ในการทำนาก็เช่นกัน  คำว่า “ลงแขก เกี่ยวข้าว” คนรุ่นใหม่จะไม่รู้ซึ้งถึงการร่วมมือร่วมใจ การขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วยกันทำงาน มาเกี่ยวข้าวกันโดยไม่มีค่าจ้าง มากันด้วยน้ำใจ หรือประเพณีการอัญเชิญแม่โพสพขึ้นยุ้งข้าวเพื่อเป็นสิริมงคล คนปัจจุบันจะไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าทางจิตใจที่ได้กราบไหว้แม่โพสพเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ทำให้มีข้าวขึ้นยุ้งเป็นจำนวนมาก

 

จึงกล่าวได้ว่า การเป็นชาวนาสมัยใหม่โดยใช้เครื่องทุ่นแรงก็นับว่าเป็นความก้าวหน้าในการทำนา ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สะดวกสบายขึ้น ได้เงินมาโดยไม่เหนื่อยยากเหมือนการทำนาในสมัยก่อน แต่ขณะเดียวกันศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีในการทำนาแบบเก่าจะสูญสลายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้แม้จะเหนื่อยยากลำบากกาย แต่คุณค่าในทางด้านจิตใจมีมากมายเหลือที่จะคณานับ

 








เก๋งชนท้ายรถพ่วง′พ่อ-แม่′ดับคาที่ ลูกบาดเจ็บสาหัส
′หงส์แดง′เจ๊งคารังโดน′ชุดขาว′ถล่มยับ′โด้-เบนซ์′ช่วยกันยิง
วิสัยทัศน์ สปช. จะทำอะไร? : บทนำมติชน
ตะลึง!วัดดังตากเก็บเงินสดกว่า43ล้านไว้ในวัด บางส่วนโดนปลวกกิน
ตรวจสอบดวงท่านวันนี้ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2557 โดย สมชาย เกียรติ์ภราดร
วัยรุ่นตีกันคอนเสิร์ต′มันส์ข้างหอ′พาราด็อกซ์ กะซวกตาย 1 เจ็บ 4
"ณรงค์" ไม่สนกลุ่มต้านค่านิยม12ประการ นร.ที่เคลื่อนไหวเผยจนท.โทรไปถามหาถึงโรงเรียน
ฝนเททั่วประเทศ หนักบางแห่ง′เหนือ-อีสาน′เย็น′กทม.′กระจาย60%
รัฐหว่านเงินกะทันหัน ทำศก.ชะงัก ธปท.จับตาช่วงรอยต่อ รับไม่แกร่งเท่าอดีต
"น้องเมย์"ดับสาวน้ำหอมลิ่วรอบ2"เฟร้นช์ โอเพ่น"
รีวิว New Audi A3 - "World Car of the Year 2014" โดยเช็คราคา.คอม
ไม่รู้ไม่ได้ เกี่ยวกับหมวกกันน็อค โดยเช็คราคา.คอม
ถิ่นเจริญกรุง เจริญนคร มหานครใหม่ที่ต้องจับตา
10 วิธีแก้ไขปัญหากวนใจในทาวน์เฮ้าส์ โดยเช็คราคา.คอม
รีวิว New Audi A3 - "World Car of the Year 2014" โดยเช็คราคา.คอม