ปลาใหญ่(เตรียม)ฮุบปลาเล็ก .... และความจริงที่ซ่อนไว้ใต้พรมธุรกิจหนังสือ

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:31:33 น.










ในแวดวงหนังสือช่วงนี้ ไม่มีเรื่องใดที่ร้อนและแรงเกินไปกว่าเรื่องที่สองสายส่งยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสือบ้านเรา ซึ่งดำเนินกิจการสำนักพิมพ์และร้านหนังสือควบคู่ไปด้วยอย่าง  “ซีเอ็ดกับอมรินทร์” จับมือกันส่งจดหมายแจ้งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆว่าจะขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center Fee (DC) อีก 1% ของราคาปก ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป


ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าธรรมเนียมใหม่อีก 1 % เข้ามาในระบบการจัดจำหน่าย โดยให้เป็นการเก็บตามมูลค่าราคาค้าปลีก


ในจดหมายที่ทางซีเอ็ด ยูเคชั่น (ร้านหนังสือซีเอ็ด) และอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ (ร้านหนังสือนายอินทร์)แจ้งมายังสำนักพิมพ์ต่างๆนั้น อธิบายถึงสาเหตุที่จำเป็นจะต้องขึ้นค่ากระจายสินค้าด้วยระบบปฏิบัติดังกล่าวว่า เป็นผลมาจากนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลที่ส่งผลให้ต้นทุน ภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก


“สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาลปรับค่าจ้างแรงงานเป็นขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้ส่งผลกระทบในธุรกิจทุกสาขารวมถึงธุรกิจค้าปลีกหนังสือ เพราะทั้งสองบริษัทต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้พนักงานทุกส่วนจาก 215  บาทต่อวัน เป็น 300 บาท หรือเพิ่มขึ้น  39.5% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  2555 ทำให้บริษัทต้องรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้

เพิ่มขึ้นมากกว่า 2%


เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกไม่ให้ซบเซา จึงขอความสนับสนุนจากสำนักพิมพ์และบริษัทจัดจำหน่ายให้ช่วยค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เพิ่มขึ้นมา โดยการจ่ายค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า (DC) ในอัตราร้อยละ 1 จากมูลค่าส่งสินค้าราคาปกของทุกใบส่งสินค้าตั้งแต่ 1 สิงหาคม และในเดือนมีนาคม 2556 อาจมีความจำเป็นต้องขึ้นค่า DC เพิ่มอีก เพราะนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำจะเกิดขึ้นในทุกจังหวัดตามนโยบายรัฐบาล”


หลังจากจดหมายนี้เผยแพร่ไป ได้เกิดสึนามิลูกย่อมๆในแวดวงธุรกิจหนังสือ ที่มองว่านี่คือการผลักภาระทั้งหมดมาให้สำนักพิมพ์ โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่อาจถึงขั้นปิดประตูตายเลยทีเดียว เพราะแม้จะเข้าใจถึงสภาวะดังกล่าว ทว่าสิ่งเดียวที่สำนักพิมพ์จะทำได้ในกรณีนี้คือการเพิ่มราคาหนังสือ ซึ่งก็ย่อมต้องส่งผลกระทบถึง

ผู้บริโภคอย่างแน่นอน และเมื่อหนังสือแพงขึ้นกว่าเดิมผลเสียอาจจะย้อนกลับมายังสายส่งและร้านหนังสือเองด้วยซ้ำ


เป็นห่วงโซ่ที่พัวพันและโยงใยกันอย่างแน่นหนาในวันที่กรุงเทพกำลังจะเป็นเมืองหนังสือโลกในปีหน้านี้


คลื่นความไม่พอใจ การตั้งคำถาม และการเรียกร้องหาทางออกจากเพื่อนสมาชิกกระทบไปยังฝั่งของ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ในฐานะคนกลางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯจึงนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมกรรมการสมาคมฯ


วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ กล่าวว่าทุกฝ่ายเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพราะทั้งสำนักพิมพ์  ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือต่างก็เป็นสมาชิกสมาคม และเป็นห่วงโซ่ธุรกิจร่วมในการส่งมอบหนังสือไปยังนักอ่าน


“การที่ซีเอ็ดบุคเซ็นเตอร์และร้านนายอินทร์ ได้ออกจดหมายแจ้งเรียกเก็บค่า DC โดยไม่ได้มีการหารือร่วมและเป็นการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ในวิถีการค้าที่กระทบต่อหน่วยธุรกิจอื่นคือ สำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่าย ที่ประชุมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จึงเห็นควรเชิญผู้บริหารซีเอ็ดบุคเซ็นเตอร์และร้านนายอินทร์ มาร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหา

ดังกล่าว อีกทั้งการอ้างสาเหตุค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น ทุกหน่วยธุรกิจก็กระทบหมด ไม่ใช่เฉพาะร้านหนังสือทั้งสอง ดังนั้นควรหารือในภาพรวมทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ”


และในการหารือร่วมกันโดยมีตัวแทนจากคณะกรรมการสมาคม ตัวแทนจากชมรมส่งเสริมการจัดจำหน่ายและตัวแทนจาซีเอ็ดบุคเซ็นเตอร์และร้านนายอินทร์ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ก็มีมติว่า ให้ยกเลิกจดหมายการแจ้งเรียกเก็บค่า DC ฉบับดังกล่าวไปก่อน , จัดให้มีการเสวนาเรื่อง "โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต" และตั้งคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC


สาเหตุที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนความเห็นนั้น วรพันธ์กล่าวว่าเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงอาการที่น่าเป็นห่วงของธุรกิจหนังสืออย่างยิ่ง


“1.กำไรจากการประกอบการเริ่มถดถอย เพราะแค่ผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำจาก 215 เป็น 300 ใน 7 จังหวัดยังสร้างผลกระทบในวงกว้าง ยังไม่พูดถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ขนาดเล็กจะมีปัญหาการดำเนินการ ถ้ารัฐไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุน 2. ประสิทธิภาพในการขายต่ำลง  หรือพูดในทางกลับกัน คือ อัตราหนังสือคืนสูงขึ้น  3. อายุหนังสือหน้าร้านสั้นลงและหมายถึงโอกาสการขายลดลง ซึ่งส่งผลต่ออัตราหนังสือคืน  4. จำนวนหนังสือที่ผลิต ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ขาย” วรพันธ์อธิบายเป็นข้อๆ


การหารือร่วมกันเพื่อยกระดับการจัดการเรื่อง supply chain  และยกประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ก่อนที่หนังสือจะล้นสต็อกและบวมจนระเบิดตัวเอง


แต่นอกจากเหจุข้างต้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่เร่งปฏิกิริยาจากทุกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วยิ่งก็คือ “จดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงศึกษาธิการ ท่านผู้อ่าน และเพื่อนสำนักพิมพ์ว่าด้วยกรณีดังกล่าว จาก วชิระ บัวสนธิ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน”  ซึ่งเป็นจดหมายที่ได้รับการเผยแพร่อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นชนวน

สำคัญที่ทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆ และคนทำหนังสือร่วมกันลงชื่อคัดค้านการปฏิบัติของซีเอ็ดและอมรินทร์ในครั้งนี้


ใจความสำคัญในจดหมายมีดังนี้


“หนังสือที่เราเห็นๆ วางขายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้น หน้าร้านอาศัยกินเปอร์เซ็นต์จากเล่มที่ขายได้ เล่มใดขายไม่ได้ ก็ไม่คิดตังค์จากสำนักพิมพ์หรือสายส่งแต่ประการใดข้อปฏิบัติดังกล่าวยังคงอยู่ แต่ซีเอ็ดกับอมรินทร์ ต้องการเรียกเก็บตังค์กินเปล่าเพิ่มอีก 1% ของยอดส่งสินค้าฝากขาย โดยผิวเผิน อาจดูเหมือนเป็นตัวเลขไม่สูงเท่าไร แต่ถ้าพิจารณาจากมูลค่าปกหนังสือที่ผลิตกันในช่วงปีปัจจุบัน ซึ่งมีการประเมินกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่าสามหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป เช่นนี้แล้ว และหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของยอดดังกล่าวที่จะไหลเข้ากระเป๋าของสองบริษัทมหาชนอย่างมากมาย”


ซึ่งเหตุผลของทั้งซีเอ็ดและอมรินทร์เกี่ยวกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น วชิระมองว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขยายสาขาที่มีมาตลอดต่อเนื่อง ก็สะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่า ผลประกอบการธุรกิจด้านนี้เป็นเช่นไร ซึ่งสิ่งที่เขาวิเคราะห์ว่าจะตามมาหลังจากนี้คือ


“หากสำนักพิมพ์หรือสายส่งใดไม่ยอมรับเงื่อนไข ก็ไม่มีสิทธิ์ส่งหนังสือมาวางขายในร้านซีเอ็ดกับนายอินทร์ ลำพังหนังสือที่พวกเขาผลิตเองก็เหลือเฟือ แทบไม่มีที่วางขายอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้นั้นถ้าธุรกิจร้านหนังสือในบ้านเราไม่ถูกผูกขาดด้วยอำนาจเงินลงทุนที่เหนือกว่า หายนะอันจะเกิดแก่สำนักพิมพ์ทั่วไป และผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย อาจยัง

มาไม่ถึง ความหลากหลายทางชีวภาพของหนังสือก็ยังพอมีอยู่


ถ้าสำนักพิมพ์ยอมรับเงื่อนไข ก็เท่ากับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยปริยาย  ซึ่งค่าใช้จ่ายที่งอกเพิ่มขึ้นฉับพลันทันทีนี้จะหาจากที่ไหน หากไม่ไปแอบขึ้นราคา ขูดรีดเอาจากผู้อ่านให้มาช่วยกันจ่ายเงินกินเปล่าแก่ซีเอ็ดและอมรินทร์ แต่ยิ่งขึ้นราคามากเท่าไร ใช่ว่าจะช่วยให้หนังสือขายได้มากขึ้นเสียที่ไหน ส่วนใหญ่เป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ


ทว่าการเพิ่มต้นทุนการอ่าน โดยผลักภาระให้ผู้อ่านต้องมาร่วมแบกรับเคราะห์กรรมเช่นนั้น ยิ่งพลอยส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่กระเป๋าของสองเจ้านี้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะตัวเลขหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากค่ากระจายสินค้านั้น ผูกติดสนิทแน่นอยู่กับราคาหนังสือโดยตรง”


และในห้องเสวนา  "โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต"  เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม สำนักพิมพ์เล็ก –กลาง-ใหญ่รวมถึงผู้จัดจำหน่าย อาทิ รหัสคดี, สยามอินเตอร์, มติชน, สามัญชน, โพสต์พับลิชชิ่ง,ไต้ฝุ่น, แสงดาว  เป็นต้น จึงพาเหรดมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างคับคั่งกับวิทยากรทั้ง 5 ท่านบนเวทีเสวนาคือ  วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ,ทนง โชติสรยุทธ์  กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ,ถนัด  ไทยปิ่นณรงค์  กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด, จิตรา อุเทนโพคา ประธานชมรมส่งเสริมการจัดจำหน่ายหนังสือ และปัญจรัตน์ สุหฤทดำรง กรรมการผู้จัดการบริษัท

อี.ไอ.สแควร์ พับลิชชิ่ง จำกัด


วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) อธิบายถึงโครงสร้างต้นทุนหน่วยธุรกิจเพื่อเป็นการปูพื้นให้เห็นสภาพโดยรวมว่า ปัจจุบันนี้ในหนังสือที่ตั้งราคาสมมติไว้ 100 บาทนั้น ต้นทุนของสำนักพิมพ์จะอยู่ที่ 30 บาท ในส่วนของ GP ที่ร้านหนังสือเรียกเก็บนั้นอยุ่ที่ระหว่าง 25-40% ซึ่งต้นทุนแต่ละหน่วยธุรกิจจะไม่เท่ากัน แต่คิดเฉลี่ยที่ 32% หรือ 32 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารอีกประมาณ 12-15 บาทต่อเล่ม


“ปัจจัยเสี่ยงในธุรกิจหนังสือมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องของต้นทุนทางเศรษฐกิจ ค่าแรงขั้นต่ำ ค่าผลิต ดำเนินงาน การตลาด ผลกระทบทางกฏหมายที่นโยบายเกี่ยวกับหนังสือขาดความชัดเจนในทุกยุคทุกสมัย


สิ่งที่เห็นชัดเจนตอนนื้คือ อายุการวางขายหนังสือสั้นลง อัตราการคืนหนังสือสูงขึ้นถึงประมาณ 40% และเป็นสต็อกคงค้างในระบบ เป็นสนิมจากเนื้อใน ยิ่งทำธุรกิจนานขึ้นยิ่งเจอ  โดยสถิติตอนนี้เราผลิตหนังสือ 14,000 ชื่อเรื่องต่อปี ชื่อเรื่องละ 3,000 เล่ม เท่ากับปีหนึ่งๆมีหนังสือออกใหม่ประมาณ 42 ล้านเล่ม ถ้ามีอัตราคืน 40% จะมีหนังสือใหม่ถูกคืน 16.8 ล้านเล่มต่อปี หากคิดจากราคาหนังสือ 150 บาท  ต้นทุนประมาณ 30% เท่ากับ 45 บาท มูลค่าค้างสต็อกของทั้งระบบจึงอยู่ที่ประมาณ 746 ล้านบาท นี่เฉพาะหนังสือใหม่ในแต่ละปีเท่านั้น”


ซึ่งหากให้คาดการในอนาคตแล้วนั้น ต่อไปร้านหนังสือออนไลน์สโตร์จะมาแรง หรือไม่ก็ร้านหนังสือเฉพาะทาง ในส่วนของสำนักพิมพ์มั่นใจว่าจะมีสองโมเดลในแต่ละสำนักพิมพ์คือกระดาษและอีบุ๊ค


ทนง โชติสรยุทธ์  กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)  ย้ำว่าสถานการณ์ร้านหนังสือในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับวิกฤตและในอนาคตร้านที่อยู่ในศูนย์การค้าหรือ Community  Mall จะมีแต่ทางดับมืด ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับร้านหนังสือทั้งโลก


ในมุมของซีเอ็ดนั้นสิ่งที่เผชิญอยู่ตอนนี้คือรายรับจากการขายและกำไรขั้นต้นจากสินค้าขายลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าจ้าง ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าสินค้าสูญหาย 1-3% จากยอดขาย  ค่าเสื่อมราคา ค่าถุงและปกพลาสติก ค่าใช้จ่ายจากน้ำรั่ว น้ำท่วม ไฟไหม้ ก่อการร้าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆล้วนแต่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ต้นทุนทั้งหมดนั้น

หากเป็นธุรกิจค้าปลีกอื่นคงสามารถปรับราคาสินค้าได้ แต่ร้านหนังสือไม่สามารถทำได้


โดยสาเหตุสำคัญที่ค่าจ้างมีผลกระทบกับร้านหนังสือมากนั้น เป็นเพราะค้าปลีกและ logistic  ใช้บุคลากรที่อิงจากค่าแรงขั้นต่ำเป็นส่วนใหญ่


“หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ 5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้นยกเว้น สำนักพิมพ์ที่ส่งมูลค่าปกน้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน  ซึ่งเป็นระบบปกติที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหนังสือ ไม่เช่นนั้นร้านหนังสือจะอยู่ไม่ได้ธุรกิจหนังสือเราควรจะต้องช่วยกัน แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่ายก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน  ส่วนที่มองว่าการเพิ่มค่า DC จะเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค ก็เชื่อว่าผู้บริโภคพร้อมจะปรับตัว” นี่คือมุมมองจากซีเอ็ด


ด้านถนัด  ไทยปิ่นณรงค์  กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ แต่ก็ต้องขยายสาขาเพื่อรักษามาร์เก็ตแชร์  เพราะทุกวันนี้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหนังสือเป็นออนไลน์มากขึ้น ทำให้ยอดขายไม่โต  ทางบริษัทพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนตั้งแต่เดือนเมษายน

ทั้งปรับบุคลากรและปรับวิธีการทำงาน รวมทั้งปัญหาจากค่าเช่าพื้นที่ซึ่งราคาเพิ่มมากขึ้นทุกปี นอกเหนือจากการคัดเลือกหนังสือให้วางในกลุ่มร้านค้าที่ตรงกับเป้าหมายของหนังสือมากที่สุดซึ่งทำอยู่แล้วตามปกตินั้น จึงต้องขอความช่วยเหลือบางส่วนจากสำนักพิมพ์  และจะพยายามให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด  โดย 1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณ

เพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น


ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังจากสำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายกว่า 240 แห่งได้รับฟังจากทั้งซีเอ็ดและอมรินทร์แล้วนั้น คือข้อสงสัย คำถาม และความแคลงใจแคลงใจทั้งในประเด็นที่ว่า หากทุกสิ่งแย่จริง เหตุใดจึงมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดซีเอ็ดเองได้ออกมาประกาศว่าได้ขยายสาขารองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้อ่านทั่วประเทศเป็นจำนวนมากกว่า 400 สาขาแล้ว โดยเมื่อปี 2554 ได้เพิ่มอีก 50 สาขา รวมถึงได้แจ้งผลประกอบการสำคัญของปี 2554 ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีรายได้รวม 5,561.77  ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 225.22 ล้านบาท


หรืออมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเครือหนึ่งในอมรินทร์ พรินติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)นั้น ได้แจ้งผลประกอบการสำคัญของปี 2554 ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีรายได้รวม 1,911.36  ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 235.97 ล้านบาท โดยระพี อุทกะพันธุ์ ผู้อำนวยการสายงานค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด เคยเปิดเผยว่า ร้านนายอินทร์ปีที่ผ่านมา ยังมียอดขายเติบโต 12-17% มียอดรายได้รวม 1,500 ล้านบาท สำหรับปีนี้ตั้งเป้าเติบโตอีกไม่ต่ำกว่า 15%  หรือประมาณ 29-30 สาขา ด้วยงบกว่า 50 ล้านบาท จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งหมด 195 สาขา

 

รวมถึงยังมีคำถามด้วยว่าหากอ้างถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายรัฐบาลแล้วนั้น  ภาษีนิติบุคคลที่รัฐบาลลดให้จาก 30% เหลือ 23% ไม่เป็นผลเลยหรือไรคำตอบจากทั้งสองบริษัทคือไม่เป็นผลและไม่สามารถทดแทนกันได้


อีกคำถามหนึ่งคือการเรียกเก็บค่า DC นี้ ไม่ได้เรียกเก็บทุกผู้จัดจำหน่ายหรือสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่


คำตอบของซีเอ็ดคือ  “โดยความตั้งใจ” แล้วนั้น  คือการเก็บค่า DC อย่างเท่าเทียมในทุกสำนักพิมพ์ หรือหากเป็นทั้งสำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายด้วย ก็จะเรียกไปยังหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น


ทนงยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับมติยกเลิกจดหมายดังกล่าวจากสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯนั้น ตนเข้าใจและยอมรับ  เพื่อจะได้มีเวลาให้ธุรกิจหนังสือมองเห็นความเป็นจริง และเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเดิมที่มี


“เรามาเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง เป็นเรื่องที่ทุกคนประเมินสถานการณ์ร่วมกัน สิ่งที่ยกมานั้นค่ายอื่นทำอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องคุยบนพื้นความชอบธรรมว่าจะทำยังไงให้อยู่ในระยะยาว สุดท้ายแล้วหากซีเอ็ดกับอมรินทร์ไม่ได้ขึ้นค่าดีซี แล้วขอถามกลับว่าที่เจ้าอื่นเรียกเก็บไปแล้วจะทำอย่างไร และหากไม่ให้ขึ้นจริงๆ ก็ต้องหาทางออกเรื่องค่าใช้จ่ายให้ด้วยทุกคนต้องหาทางอยู่รอดให้ได้ระดับหนึ่ง เราเองพยายามช่วยแก้ปัญหาที่ผ่านมาด้วยตัวเองมาตลอด ตอนนี้เรามีปัญหา คงมีสำนักพิมพ์ไม่น้อยเข้าใจ ช่วยเหลือได้ระดับหนึ่ง ใครไม่พร้อม ไม่ไหวคงต้องคุยพอสมควร อยากเป็นร้านหนังสือที่ช่วยทุกคนได้ แต่ก็ต้องให้เราอยู่รอดด้วย”


และสำหรับจุดยืนของคนกลางในวันนี้อย่างสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯนั้น วรพันธ์ยืนยันว่า


“สมาคมฯไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บค่า DC เพราะไม่ใช่ทางออก เป็นการถ่ายเทต้นทุน ถ้าปล่อยไปเรื่อยจะมีคนตาย ตายแล้วจะตายทั้งระบบ จึงต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูล หวังว่าจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างต้องช่วยกัน และกลับมาสำรวจสภาวะของแต่ละคนบนพื้นฐานที่เป็นจริง”


คณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC ตลอดจนแนวทางในการพัฒนากระบวนการทางการค้าเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการส่งมอบและรับคืนสินค้า ระหว่างสำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือ ภายใน 1 เดือนที่ตั้งขึ้นมาจึงกลายเป็นความหวังของทั้งคนอ่านและคนทำหนังสือ


ความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้น นอกจากมุมของคนทำหนังสือแล้ว ยังได้เกิด page “เครือข่ายคัดค้านร้านซีเอ็ดและนายอินทร์” ขึ้นใน facebook โดยมีแอดมินเป็นเด็กหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัย รวมถึงนักอ่านทั่วไป ซึ่งกำลังถูกแชร์และไลค์ในระยะเวลาอันรวดเร็วมาก


มองเผินๆ นี่อาจเป็นเพียงข้อขัดแย้งทางธุรกิจ  แต่เอาเข้าจริงๆแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นคือการรื้อฝุ่นใต้พรมครั้งใหญ่ของวงการธุรกิจหนังสือของไทย หลังจากที่ซุกกันไว้มานาน


ฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมาอาจทำให้จามฮัดเช้ยในเริ่มแรก แต่ก็อาจทำให้หายใจหายคอคล่องขึ้น


เป็นการหายใจบนพื้นฐานของอากาศที่เป็นจริง









ดอลลาห์ ซัลเลห์ เชื่อเสือเหลืองยังมีลุ้น ลั่นเล่น200%ชนะไทยพลิกฟันแชมป์
ว่างจัด! รวบหนุ่มปราจีน โทรป่วนเบอร์ 191 กว่า 4 พันครั้ง!
ภาพชุดผู้เล่นคนที่12ของไทย เชือดเสือเหลือง2-0 พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ เสด็จฯเชียร์ด้วย
′ซิโก้′ชี้การเดินทางยังไม่สิ้นสุด ลั่นบุกย้ำแค้นมาเลเซีย
แข้งปัญญาชนไทยสุดยอดถล่มอินโดฯ3-1คว้าแชมป์สมัย13ติดกีฬาม.อาเซียน
ฐากูร บุนปาน : เทวดามาโปรด
ยึดยาบ้าลานจอดรพ.แม่สาย 1.2 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 30 กก.
เข้ากูเกิลทุกวัน รู้ยัง?คำค้นที่คนไทยเสิร์ชมากสุดคืออะไร "บิ๊กตู่-ชัชชาติ-ชูวิทย์"ติดอันดับที่เท่าไร
หิมะถล่มญี่ปุ่นยกเลิกบินอื้อ
4 ทศวรรษ หลังสิ้น ′สงครามเวียดนาม′ บางสิ่ง...ยังหายไป
พริตตี้ : สวย-น่ารัก-เซ็กซี่ ในงาน Motor Expo 2014 โดยเช็คราคา.คอม
รวมโปรโมชั่นเด็ดก่อน Motor Expo 2014 โดย เช็คราคา.คอม
พริตตี้ : สวย-น่ารัก-เซ็กซี่ ในงาน Motor Expo 2014 โดยเช็คราคา.คอม
รวมโปรโมชั่นเด็ดก่อน Motor Expo 2014 โดย เช็คราคา.คอม